posttoday
ติดจรวดลดภาษีรับขวัญนโยบายใหม่

ติดจรวดลดภาษีรับขวัญนโยบายใหม่

08 สิงหาคม 2554

ต้องถือว่ากรมสรรพากรออกตัวแรงเแซงหน้าตั้ง ครม. รัฐบาลปูแดง จริงๆ

ต้องถือว่ากรมสรรพากรออกตัวแรงเแซงหน้าตั้ง ครม. รัฐบาลปูแดง จริงๆ

โดย...ทีมข่าวการเงิน

ต้องถือว่ากรมสรรพากรออกตัวแรงเแซงหน้าตั้ง ครม. รัฐบาลปูแดง จริงๆ สำหรับการประกาศมาตรการลดภาษีนิติบุคคลตามที่พรรคเพื่อไทย (พท.) หาเสียงไว้

เพราะขนาดยังมีแค่ว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิง และยังไม่มี ครม. เป็นตัวเป็นตน แต่นายสาธิต รังคสิริ อธิบดีกรมสรรพากร ออกมาบอกเสียงดังฟังชัดว่า ได้ให้เจ้าหน้าที่ร่างกฎหมาย ซึ่งต้องออกเป็นพระราชกฤษฎีกา ลดภาษีนิติบุคคลให้เลือกจาก 30% เป็น 23% ในปี 2555 และ 20% ในปี 2556 เป็นที่เรียบร้อยโรงเรียนจีนแล้ว

เรียกว่ามีรัฐบาลเมื่อไร ครม.ไฟเขียวออกมาใช้ได้ทันทีทันใจยิ่งกว่าอาหารจานด่วน

อธิบดีกรมสรรพากร ยังดีดลูกคิดให้รัฐบาลใหม่เสร็จสรรพว่า ลดภาษีครั้งนี้เสียเงินภาษีไป 1.5 แสนล้านบาท โดยจะทยอยหายไป 3 ปี ตั้งแต่ปี 2555 จำนวน 4.5 หมื่นล้านบาท ปี 2556 จำนวน 7 หมื่นล้านบาท ปิดท้ายปี 2557 รายได้จะหายไป 3.5 หมื่นล้านบาท

หลังจากนั้น การเก็บภาษีนิติบุคคลจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติไม่มีลด ซึ่งดูขัดความรู้สึกกับข้อมูลก่อนหน้านี้ว่า ถ้าคิดกันกลมๆ เหมาเข่งการลดภาษีจะหายไปปีละ 1.5 แสนล้านบาท

อธิบดีกรมสรรพากร ยังให้ข้อมูลในเชิงหนุนนโยบายลดภาษีนิติบุคคลของรัฐบาลใหม่ด้วยว่า จะไปมองชั้นเดียวลดภาษีแล้วรายได้หายไม่ได้

หากคิดไปให้ไกลถึงชั้น 2 ลดภาษีนิติบุคคลทำให้ผู้ประกอบการลงทุนเพิ่ม จ้างงานเพิ่ม ทำให้กรมสรรพากรเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม และรายได้บุคคลธรรมดาเพิ่ม

ติดจรวดลดภาษีรับขวัญนโยบายใหม่

นอกจากนี้ยังมีชั้น 3 ว่า การลดภาษีนิติบุคคล จะทำให้ผู้ประกอบการที่อยู่นอกระบบภาษี เข้ามาอยู่ในระบบมากขึ้น เพราะเสียภาษีไม่มาก ทำให้มีแรงจูงใจทำในสิ่งที่ถูกต้อง

เมื่อเหมาผลดีที่เกิดจากชั้นสองชั้นสาม นโยบายการลดภาษีของรัฐบาลใหม่ หักกลบลบหนี้กันแล้วน่าจะออกมากำไรมากกว่าขาดทุน หรือเป็นบวกมากกว่าเป็นลบ

ซึ่งว่าไปแล้วข้อมูลที่กรมสรรพากร ที่ใส่พานรอชงให้รัฐบาลใหม่ก็เป็นข้อมูลที่เข้าท่า ฟังดูแล้วกรมสรรพากรน่าจะเสนอลดภาษีนิติบุคคลมานานแล้ว ไม่ต้องรอจนถึงปานนี้ เพราะเห็นแต่ผลบวกกว่าผลลบ

แต่ที่ผ่านมาพบว่า การลดภาษีนิติบุคคลเป็นเรื่องที่ภาคเอกชนเรียกร้องมานาน แต่ทุกรัฐบาลก็ออกมาพยายามเลี่ยงดึงเรื่องศึกษาแล้วศึกษาอีก โดยอ้างว่า การลดภาษีต้องดูการปรับโครงการสร้างภาษีทั้งระบบ ทั้งของกรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกภาคส่วน ไม่ให้ได้เปรียบเสียเปรียบ

โดยเฉพาะในส่วนของภาษีกรมสรรพากร หากมีการลดภาษีนิติบุคคล ก็ควรลดภาษีบุคคลธรรมดาด้วยที่ยังอยู่ในระดับตั้งแต่ 10-37%

ขณะเดียวกันก็ควรปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มจากปัจจุบันลดเหลือ 7% ให้เป็น 10% เท่าเดิม เพื่อรัฐบาลจะได้มีรายได้เพิ่มขึ้น ชดเชยในส่วนของการลดภาษีนิติบุคคล และบุคคลธรรมดาที่ลดลง จะได้ทำให้รายได้ภาพรวมของประเทศไม่มีปัญหา

แต่การที่กรมสรรพากรเดินหน้าลุยลดแต่ภาษีนิติบุคคล เพียงอย่างเดียว ก็ต้องตอบให้ได้ว่าเป็นธรรมกับผู้เสียภาษีบุคคลธรรมดาหรือไม่ ที่ยังต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงกว่านิติบุคคล

การทำเช่นนี้เท่ากับว่าไปลดภาระให้ผู้ประกอบการเงินพันล้านเงินหมื่นล้าน แต่ยังปล่อยให้คนรายได้ไม่กี่หมื่นบาทแบกรับภาษีที่สูงกว่า กลายเป็นโครงสร้างภาษีที่ไม่มีมาตรฐาน เพราะคนรายได้น้อยต้องเสียภาษีมาก แต่ผู้ประกอบการได้กำไรมากแต่กลับเสียภาษีน้อยลง

นอกจากนี้ นโยบายการลดภาษีของพรรค พท. ต้องการยื่นหมูยื่นแมวกับผู้ประกอบการให้มีการปรับขึ้นค่าจ้าง แต่การประกาศลดภาษีของพรรค พท. เอง หรือกรมสรรพากร กลับไม่มีอะไรยืนยันได้เลยว่า เมื่อลดภาษีไปแล้วผู้ประกอบการจะขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน หรือขึ้นเงินเดือน 1.5 หมื่นบาทต่อเดือน ให้กับลูกจ้างทุกคน

การโยนอ้อยเข้าปากช้าง อย่างนี้หลายฝ่ายก็ออกมาเตือนก็ทุกวี่ทุกวัน ว่าจะเป็นการเสียอ้อยไปฟรี โดยที่ไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือกลับมา

ยิ่งน่ากลัวกว่านั้น ก็คือ พรรค พท. จะใช้เป็นข้ออ้างว่า ลดภาษีให้ผู้ประกอบการแล้ว แต่ผู้ประกอบการไม่ยอมขึ้นค่าจ้างตามนโยบาย พท. ความผิดอยู่ที่ผู้ประกอบการ ไม่ใช่ความผิดรัฐบาล เป็นการตีชิ่งหนีเอาตัวรอดก็เป็นไปได้

มีผู้ประกอบการหลายรายก็ออกมาบ่นว่า การหาเสียงของ พรรค พท. ครั้งนี้เป็นเรื่องที่แปลกที่สุดเท่าที่เคยมีมา เพราะนอกจาก ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ แต่ผู้ประกอบการเป็นคนจ่ายค่าหาเสียงให้รัฐบาลใหม่ ทำให้นโยบายการขึ้นค่าจ้างและเงินเดือนถูกต่อต้านจากผู้ประกอบการอย่างหนัก

อย่างไรก็ตาม การลดภาษีนิติบุคคลไม่ได้มีแต่ข้อเสีย ข้อดีก็มีอยู่มาก โดยเฉพาะในปี 2558 จะมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ทำให้การเคลื่อนย้ายการลงทุนเป็นไปได้อย่างเสรี อัตราภาษีศุลกากรส่วนใหญ่เป็น 0% หากภาษีนิติบุคคลของไทยอยู่ในระดับสูง จะทำให้นักลงทุนไปลงทุนในประเทศที่อัตราภาษีต่ำกว่า เป็นฐานการผลิตส่งสินค้าไปขายประเทศอื่นๆ

การลดภาษีนิติบุคคลของกรมสรรพากร ต้องไม่ลืมภาพรวม มากกว่า เอาใจทำตามนโยบายของรัฐบาลใหม่ เพราะจะทำให้ของดีกลายเป็นของแสลงได้

อย่างน้อยก็เริ่มมีคนออกมาตั้งข้อสังเกตว่า การที่อธิบดีกรมสรรพากร ออกตัวลดภาษีสนองนโยบายหาเสียงของรัฐบาล ส่วนหนึ่งมาจากแรงกดดันเรื่องตำแหน่งเก้าอี้อธิบดีกรมสรรพากร ที่อาจจะถูกสับเปลี่ยนให้คนขั้วอำนาจรัฐบาลเก่าขึ้นมานั่งคุมแทน

โดย นางเบญจา หลุยเจริญ รองปลัดคลัง ถูกวางตัวแรงที่สุดที่จะมานั่งเป็นอธิบดีกรมสรรพากรคนใหม่ เพราะมีความใกล้ชิดกับนายใหญ่นายหญิง ซึ่งสมัยรัฐบาลทักษิณ นางเบญจาเคยถูกวางตัวให้เป็นอธิบดีกรมสรรพากร รวมถึงปลัดคลังมาแล้ว แต่เกิดอุบัติเหตุทางการเมืองเสียก่อน

นอกจากนี้ การที่นายสาธิตที่ได้แต่งตั้งเป็นอธิบดีกรมสรรพากร จากรัฐบาลประชาธิปัตย์ จึงถูกมองว่าเป็นเป้าจะถูกสับเปลี่ยนจากรัฐบาลใหม่ เป็นผลให้อธิบดีสรรพากรพยายามออกมาเปิดตัวหนุนนโยบายรัฐบาลแบบสุดลิ่มทิ่มประตู เพื่อเป็นการลงยันต์เก้าอี้อธิบดีสรรพากรของตัวเองให้แน่นหนายิ่งขึ้น

ที่สำคัญการออกมาประกาศลดภาษีนิติบุคคลของกรมสรรพากร ยังเป็นการรับขวัญเรียกขวัญให้กับรัฐบาลปูแดง ว่าทุกนโยบายทำได้จริง จากก่อนหน้านี้หลายนโยบายถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าดีแต่พูด

ส่วนการทำผลงานชิ้นโบแดงของกรมสรรพากรจะเข้าตารัฐบาลปูแดง หรือนายใหญ่นายหญิงหรือเปล่า อีกไม่นานได้เห็นกัน


 

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท