
งานใหญ่‘ยิ่งลักษณ์’
และแล้วสหรัฐอเมริกาก็สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่
และแล้วสหรัฐอเมริกาก็สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่
ถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือลงเป็นครั้งแรก เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมาสถาบันจัดอันดับเครดิตชั้นนำระดับโลก สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (เอสแอนด์พี) ประกาศลดอันดับเครดิตลง 1 ขั้น มาอยู่ที่ AA+ จากเดิม AAA โดยให้เหตุผลว่าแผนลดการขาดดุลงบประมาณที่ผ่านรัฐสภาไม่เพียงพอที่จะทำให้สถานการณ์หนี้สาธารณะของประเทศสหรัฐมีเสถียรภาพ
นอกจากนั้น เอสแอนด์พี ยังให้แนวโน้มเชิงลบ เพื่อส่งสัญญาณเตือนว่า สหรัฐอาจถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือลงอีกภายใน 2 ปี หากเห็นว่ารัฐบาลสหรัฐไม่สามารถลดค่าใช้จ่ายตามที่ตกลงไว้ หรือมีแรงกดดันทางการเงินอื่นๆ
การที่ประเทศมหาอำนาจถูกลดเครดิตลงถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มากๆ และจะส่งผลกระเพื่อมอย่างรุนแรงไปทั่วโลก เพราะนอกจากต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลสหรัฐสูงขึ้นแล้ว ยังทำให้ธนาคารกลางของหลายประเทศต้องขายพันธบัตรสหรัฐออกมา หลังจากเครดิตเหลือไม่ถึง AAA ก็ไม่สามารถถือลงทุนต่อไปได้ตามเงื่อนไข ซึ่งขณะนี้รัฐบาลจีนถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐสูงที่สุด และอันดับสองคือรัฐบาลญี่ปุ่น
นอกจากนี้วิกฤตหนี้สาธารณะฝั่งยุโรปก็เริ่มลุกลามไปถึงอิตาลี ซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสามของยุโรป และในเร็วๆ นี้คงจะทราบผลว่าจะมีปัญญาใช้หนี้ที่ใกล้ถึงกำหนดต้องชำระมูลค่า 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐหรือไม่
วิกฤตหนี้และวิกฤตเศรษฐกิจที่ป่วยหนักๆ พร้อมกัน 2 ภูมิภาคใหญ่ อาจจะทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงไปอีกนาน
แต่เหตุการณ์ในระยะอันใกล้นี้ น่าจะเห็นภาพการเคลื่อนย้ายเงินทุนระลอกใหญ่ และมีความเป็นไปได้สูงที่เงินจำนวนมหาศาลจะไหลเข้ามาลงทุนในภูมิภาคเอเชีย และสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัย เช่น ทองคำ
ผลก็คือจะทำให้ค่าเงินในภูมิภาคเอเชียแข็งขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ธนาคารกลางแต่ละแห่งต้องออกแรงใช้เงินก้อนโตเข้าแทรกแซงค่าเงิน อย่างที่เห็นปรากฏการณ์ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ธนาคารกลางญี่ปุ่นหรือบีโอเจ และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต่างก็เข้าไปแทรกแซงค่าเงิน จนส่งผลให้เงินเยนและเงินบาทอ่อนค่าลง
แต่ปัญหาใหญ่ของโลกที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยอย่างแน่นอน ขณะเดียวกันตัวเลขเงินเฟ้อยังเพิ่มขึ้นไม่หยุดทุกเดือน จนล่าสุดเดือน ก.ค. เพิ่มขึ้น 4.08% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และขยับต่อ 0.18% จากเดือน มิ.ย. 2554 เนื่องจากราคาอาหารและเครื่องดื่มแพงขึ้น แม้ ธปท.ได้ใช้ยาสามัญประจำบ้าน ขึ้นดอกเบี้ย มาถึง 8 ครั้ง นับจากกลางปี 2553 รวม 2% สู่ระดับ 3.25% แล้วก็ตาม และส่งสัญญาณปรับขึ้นอีกระลอกในวันที่ 24 ส.ค. อีก 0.25%
ดังนั้น ธปท.และรัฐบาลยิ่งลักษณ์ 1 จะต้องรวมพลังหามาตรการใหม่มารับมือให้ทันท่วงที เพราะวิกฤตโลกครั้งนี้ใหญ่หลวง สหรัฐอเมริกาใช้มาตรการรัดเข็มขัดนานถึง 10 ปี แม้จะมีความหวังว่าการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันที่ 9 ส.ค.นี้ น่าจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่ แต่ก็อย่ามัวฝันหวาน และคงไม่สามารถใช้เครื่องมือการเข้าแทรกแซงค่าเงินบาท การขึ้นดอกเบี้ยนโยบายมาแก้ปัญหาระยะสั้นอีกต่อไปได้แล้ว มิเช่นนั้นประเทศไทยจะมีขนาดเล็กลงไปเรื่อยๆ







