
นรนิติ ชำแหละการปรับตัวของปชป.​
"ไม่ง่ายหรอกที่จะตอบว่าทำไมเขาแพ้ซ้ำๆ แต่ต้องถามด้วยว่าทำไมประชาธิปัตย์ถึงชนะซ้ำซาก ที่ภาคใต้ แล้วประชาธิปัตย์ ชนะบ้าง ถดถอยบ้างที่กรุงเทพ มันมีปัจจัยหลายอย่าง"
"ไม่ง่ายหรอกที่จะตอบว่าทำไมเขาแพ้ซ้ำๆ แต่ต้องถามด้วยว่าทำไมประชาธิปัตย์ถึงชนะซ้ำซาก ที่ภาคใต้ แล้วประชาธิปัตย์ ชนะบ้าง ถดถอยบ้างที่กรุงเทพ มันมีปัจจัยหลายอย่าง"
16 ปี แห่งความพ่ายแพ้แบบต่อเนื่อง ลากยาวตั้งแต่การเลือกตั้ง 2538 จนล่าสุด 2554 “ประชาธิปัตย์” เปลี่ยนหัวหน้าพรรคมาแล้ว 3 คน แต่ยังไม่สามารถสะกดคำว่า “ชนะ” โจทย์ใหญ่วันนี้จึงไม่ได้อยู่ที่ใครจะมาเป็น “หัวหน้าพรรค” หรือ “เลขาธิการพรรค” คนใหม่
เมื่อสิ่งที่สำคัญกว่าคือทำอย่างไรที่พรรคอายุ 65 ปีจะกลับมาชนะเลือกตั้ง ???
รศ.นรนิติ เศรษฐบุตร อดีตเลขาธิการถาบันพระปกเกล้า อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักวิชาการเจ้าของหนังสือ “พรรคประชาธิปัตย์: ความสำเร็จหรือความล้มเหลว” ซึ่งติดตามวิวัฒนาการของประชาธิปัตย์มาตั้งแต่ พ.ศ.2521 วิเคราะห์ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างน่าสนใจ
“ไม่ง่ายหรอกที่จะตอบว่าทำไมเขาแพ้ซ้ำๆ แต่ต้องถามด้วยว่าทำไมประชาธิปัตย์ถึงชนะซ้ำซาก ที่ภาคใต้ แล้วประชาธิปัตย์ ชนะบ้าง ถดถอยบ้างที่กรุงเทพ มันมีปัจจัยหลายอย่าง เผอิญ ต้องยอมรับว่า เดิมพรรคไทยรักไทย ชนะปี 2544 ก็เกินความคาดหมาย ชนะปี 2548 ชนะเกิน สองในสาม สำหรับพรรคเพื่อไทย เขาก็มีคำตอบของการเปลี่ยนแปลงของเขา คือเขาเข้ามาใหม่ การใช้นโยบายอย่างจริงจังในการหาเสียง”
.... พรรคประชาธิปัตย์คงต้องไปประมวล ก็ต้องไปดูของเขาเอง ถ้าเขามีเวลาและวิเคราะห์ตัวเขาเองก็จะจะตอบคำถามได้เยอะ เพราะเขาลงพื้นที่ไปลึก ลงพบประชาชน เขาเข้าใจพื้นที่ไม่ว่าพื้นที่นั้น จะเป็นพื้นที่อีสาน เหนือ ใต้ หรือ ตะวันออก เขาก็คงพอรู้ ผมทราบมาว่าก่อนปี 2544 เขาเคยทำการศึกษาวิจัย ตอนนั้นเขาใช้นักวิชาการของพรรคเขาเอง เขาก็มีนักวิชาการรัฐศาสตร์ คนที่เรียนเก่ง วิจัยเก่ง ศึกษาเก่ง อยู่ในพรรค”
รศ.นรนิติ กล่าว่า สาเหตุที่ทำให้ประชาธิปัตย์ชนะซ้ำในภาคใต้ ส่วนหนึ่งมาจาก คุณชวน ซึ่งเป็นคนใต้ เป็น “เฟฟโวริท ซัน” ตอนเลือกตั้งปี 2549 มองด้วยสายตาภาคใต้น่าจะมีปัญหา แต่พอคุณชวนไปหาเสียงคะแนนก็กลับมา แต่นี่มองแบบฉาบฉวยไม่ได้ทำวิจัย เพียงแต่ยืนยันว่า จะไปมองว่าการแพ้หรือชนะเป็นเรื่องของชนชั้นไม่ได้ หรือ เป็นเรื่องของในเมืองชนบทไม่ได้ ภาคใต้ก็มีเมืองและชนบทเหมือนกับภาคอื่น ๆ
ส่วนจะเป็นกรณีเดียวกับที่เพื่อไทยได้เสียงในภาคอีสาน และ พรรคประชาธิปัตย์ ได้เสียงในภาคใต้หรือไม่ ตอบยากเพราะไม่ได้ศึกษาลึกซึ้ง หัวหน้าไทยรักไทย เป็นคนภาคเหนือ คุณชวนเป็นคนใต้ แต่การที่คนภาคอีสานชื่นชอบในพรรคเพื่อไทย น่าจะมีปัจจัยอื่น ทั้งเรื่อง นโยบายที่โดนใจมาแล้ว และอาจอยู่ในใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แต่บางเขต ภูมิใจไทยก็ยังแทรกได้
สำหรับความเป็นพรรคเก่าแก่ ก็เป็นทั้ง “จุดอ่อน” และ “จุดแข็ง” เมื่อด้านหนึ่งทำให้เกิดการล่าช้า สั่งงานไม่ทันการ หรือ เลือกทำอะไร ดังใจหัวหน้าพรรคไม่ได้ แต่ก็เป็นจุดแข็งในระบบประชาธิปไตย ที่จะต้องได้รับฉันทานุมัติจากคนจำนวนมาก ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงอะไรอาจจะล่าช้า แต่ก็เป็นกระบวนการของเขา ที่ทำมาอย่างนี้
“ไม่ว่าพรรคการเมือง หรือ องค์กรใด ถ้าอยู่นิ่งเฉย องค์กรนั้นก็จะอยู่ได้ไม่นาน ดังนั้นพรรคการเมืองใดที่ปรับตัวได้เร็ว ย่อมสามารถเข้าถึงโดนใจคนออกเสียงได้ดี ก็เป็นธรรมดา แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าประชาธิปัตย์ ปรับตัวช้าหรือเร็ว”
รศ.นรนิติ มองว่า พรรคประชาธิปัตย์มีการเปลี่ยนแปลงไปพอสมควร จากเดิมที่เป็นพรรคอนุรักษ์นิยม เป็นพรรคของข้าราชการเก่า ออกจะขุนนาง แต่ในที่สุดก็เอาคนต่างจังหวัด คนธรรมดาลูกแม่ค้า อย่างคุณชวน เป็นหัวหน้าพรรค ยุคหลัง 6 ต.ค. 19 ก็มีฝ่ายซ้ายเข้ามาอยู่ในพรรค มีการเปลี่ยนแปลงในพรรคมีพอสมควร
ในแง่บุคคลากรของพรรค แม้ “อภิิสิทิธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรค จะมีพื้นฐานครอบครัว พื้นฐานการศึกษาที่ดี แต่ไม่สำคัญ เพราะสิ่งสำคัญคือ คุณต้องเข้าใจคนไทยในแต่ละพื้นที่ การทำงานที่จะทำให้ได้รับคะแนน ต้องทำให้ประชาชนเข้าใจ อย่าไงรก็ตาม การชนะเลือกตั้งหรือไม่ ไม่น่าจะเกี่ยวกับภาวะผู้นำ เพราะคนที่เป็นนายกฯ ทำงานมาจะไม่มีลักษณะผู้นำเลยหรือ ก็ต้องมีกันทั้งนั้น
ดังนั้น น่าจะเกี่ยวกับนโยบายที่เสนอ ทำให้ประชาชนถูกใจ ชอบใจ เวลาดูนโยบาย ก็ไม่มีใครมั่นใจขนาดนั้น เพราะไม่ได้ยินใครยี้นโยบายพรรคนู้น หรือว่าพรรคนี้ไม่ดี นโยบาที่ออกมาสำหรับประชาชนก็ดีทั้งนั้น แต่ทำได้จริงขนาดไหนนั้นอีกเรื่องหนึ่ง ส่วนจะบอกว่า นโยบายเหมาะกับคนภาคใต้ ของประชาธิปัตย์ คนจึงเลือก ก็ไม่แน่ใจ แล้วบอกนโยบายนี้ ไม่ดีสำหรับภาคใต้ แต่ดีสำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จึงทำให้คนอีสานเลือกเพื่อไทย มากมายถล่มทลายก็ไม่แน่ใจ
รศ.นรนิติ มองว่า การเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ พรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องไปหาคนของเขา ที่จะเสนออะไรใหม่ ซึ่งจะหาได้หรือไม่ ถ้าต้องการคนใหม่ แต่อย่างไรก็ตามประเชาธิปัตย์มีเวลาเตรียมคน บางทีพรรคการเมืองในต่างประเทศ ที่เขาแพ้เลือกตั้ง เขาใช้เวลาอยู่ระยะหนึ่งในการเตรียมหาคน บางทีก็เปลี่ยนคน บางทีก็ไม่เปลี่ยนคน แต่เขาต้องปรับปรุงอะไรในองค์กรเขา ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา บางทีผมเห็นบางพรรคการเมืองเปลี่ยนแล้ว ก็ไม่ได้ประโยชน์
“พรรคคอนเซอเวทีฟ ของอังกฤษ เปลี่ยนแล้วไม่ได้ประโยชน์ เขาก็เปลี่ยน 2-3 ที ในที่สุดเปลี่ยนมาใหม่ก็ได้ พรรคเลเบอร์ก็เคยเปลี่ยน ไม่ได้ประโยชน์ ก็เปลี่ยนกว่าจะได้ โทนี แบลร์ เพราะฉะนั้นเขาก็ต้องลองดู ผมไม่คิดว่าจะมีสูตรสำเร็จ วันนี้ประชาธิปัตย์จะเลือกใคร เลือกได้ เมื่อเขาเคยเลือกคุณชวน เคยเลือกใครต่อใคร เมื่อก่อนคนต้องมอง ว่า ต้องคุณควง(อภัยวงศ์) คุณ เสนีย์ (ปราโมช) ในที่สุดก็ไปเอาคุณถนัด (คอมันตร์) มาเป็น ทั้งที่ก่อนหน้านั้นเคยออกมาติพรรคปะชาธิปัตย์
.... ต่อมาได้คุณพิชัย (รัตตกุล) แล้วก็มาเป็น คุณชวน เพราะฉะนั้น ผมยังเชื่อว่าประชาธิปัตย์เลือกใครก็ได้มาเป็นหัวหน้าพรรค แล้วเลือกใครก็ได้มาเป็นเลขาธิการพรรค เพราะวันหนึ่งเขาก็เอาคุณอนันต์ อนันตกูล ที่อยู่ข้างนอกมาเป็น ดังนั้น ขึ้นอยู่กับว่าเขาเลือกแล้วจะเหมาะแล้วจะทำได้ไหมอย่างที่เขาต้องการ”
รศ.นรนิติ มองว่า นอกจากจะเลือกใครแล้ว ต้องไปดูคำถามแรกทำไมแพ้ที่นู่นที่นี่ ซึ่งจะต้องอย่าดูแค่แพ้ แต่จะต้องดู้ด้วยว่า ทำไมถึงชนะ ดูแต่แพ้ก็รู้อย่างหนึ่ง แต่ดูที่ชนะก็จะได้รู้ว่า ดีตรงไหนถึงชนะ แต่ถึงอย่างนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าเปลี่ยนแปลงแล้วจะชนะ มันไม่มี”สูตรสำเร็จ” พรรคเลเบอร์ คอนซอร์เวทีฟ เคยทำมาหมด เปลี่ยนตัวหัวหน้า ต้องทำมาอยู่สักพรรค
จิตมนุษย์นี้ไซร้ หรือ จิตผู้เลือกตั้ง ไม่หยั่งถึงง่ายๆ ......







