posttoday
ประชาธิปัตย์:เลือกตั้งร้อยครั้ง แพ้ร้อยครั้ง

ประชาธิปัตย์:เลือกตั้งร้อยครั้ง แพ้ร้อยครั้ง

05 สิงหาคม 2554

คนอังกฤษในช่วงปี ค.ศ. 1951-1979 เคยชินกับการที่พรรคใดพรรคหนึ่งครองอำนาจการเมืองนานๆ

คนอังกฤษในช่วงปี ค.ศ. 1951-1979 เคยชินกับการที่พรรคใดพรรคหนึ่งครองอำนาจการเมืองนานๆ

โดย..ไชยันต์ ไชยพร

เช่น พรรคอนุรักษนิยมเป็นรัฐบาลอยู่นานถึง 13 ปี (1951-1964) หรือพรรคแรงงานที่อยู่นาน 6 ปี (1964-1970) นอกนั้นทั้งสองพรรคก็ผลัดกันเป็นรัฐบาลที่มีอายุเฉลี่ย 45 ปี แต่พอหลังปี ค.ศ. 1979 จนถึงปัจจุบัน คนอังกฤษต้องเผชิญกับการครองอำนาจที่ยาวนานขึ้น เพราะตั้งแต่ปี ค.ศ. 1979-2011 เป็นเวลาถึง 32 ปี

แม้ว่าจะเป็นพรรคอนุรักษนิยมและพรรคแรงงานผลัดกันเป็นรัฐบาลเหมือนที่ผ่านมา แต่ละพรรคเป็นรัฐบาลที่มีอายุยืนยาวมากขึ้นกว่าที่ผ่านมาอีก พรรคอนุรักษนิยมครองอำนาจนานถึง 18 ปี ส่วนพรรคแรงงานก็ไม่น้อยหน้า เป็นรัฐบาลยาวถึง 13 ปี

แน่นอนว่า จากประสบการณ์ดังกล่าว คนอังกฤษที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ของพรรคใดพรรคหนึ่ง ย่อมมีช่วงเวลาของ “ความสบายใจและเบาใจทางการเมือง” กันคนละนานๆ แต่ต่างก็มีช่วงเวลาของ “ความเซ็งทางการเมือง” พอๆ กันด้วย นั่นคือ คนละประมาณสิบกว่าปีขึ้นไป

แต่สำหรับคนที่ไม่ชอบทั้งสองพรรค พูดได้คำเดียวว่า “นรก” เพราะตลอดระยะเวลาเกือบ 100 ปี ที่การเมืองอังกฤษถูกครอบงำด้วยพรรคการเมืองสองพรรคนี้เท่านั้น ไม่มีช่องว่างให้พรรคอื่นได้ขึ้นมาเป็นรัฐบาลได้บ้างเลย

แม้การครองอำนาจของพรรคการเมืองอังกฤษจะดูยาวนานมาก แต่เมื่อเทียบกับการเมืองสิงคโปร์หรือญี่ปุ่นแล้ว เทียบไม่ติด เพราะพรรค People’s Action Party ของสิงคโปร์ครองอำนาจเป็นรัฐบาลนานถึง 52 ปี (1959-2011) และพรรค Liberal Democratic Party ของญี่ปุ่นเป็นรัฐบาลนานถึง 54 ปี

ในกรณีของไทย กล่าวได้ว่า ตั้งแต่การเมืองไทยเข้าสู่ยุคของ “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” เป็นต้นมา ในการเลือกตั้งทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งปี พ.ศ. 2544, 2548, 2550 และ 2554 ประชาธิปัตย์แพ้พรรคที่อยู่ภายใต้ชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ มาโดยตลอด

ดังนั้น เมื่อพิจารณาแนวโน้มที่เกิดขึ้นในการเมืองของสามประเทศที่กล่าวมาข้างต้น จึงมีคำถามตามมาว่า เป็นไปได้หรือไม่ว่า หากมีการเลือกตั้งทั่วไปในครั้งต่อๆ ไป พรรคประชาธิปัตย์ก็จะยังไม่สามารถชนะพรรคที่อยู่ภายใต้อิทธิพล พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ จนเรียกได้ว่า “เลือกตั้งร้อยครั้ง แพ้ร้อยครั้ง” หรือไม่?

ในการตอบคำถามดังกล่าวนี้ เรามีแนวโน้มสองแบบ แบบแรก คือ แบบอังกฤษ แบบที่สอง คือ แบบของสิงคโปร์กับญี่ปุ่น ถ้าแนวโน้มของเราออกมาเป็นแบบของอังกฤษ ประชาธิปัตย์คงต้องรอไปอีกอย่างน้อย 58 ปีขึ้นไปนับจากนี้แต่ก็ไม่น่านานเกิน 15 ปี แต่ถ้าแนวโน้มออกมาเป็นแบบสิงคโปร์และญี่ปุ่น ก็อาจเข้าข่าย “เลือกตั้งร้อยครั้ง แพ้ร้อยครั้ง” ก็เป็นได้

แต่แนวโน้มทั้งสองแนว (อังกฤษสิงคโปร์/ญี่ปุ่น) ถือว่านานทั้งคู่ ถ้าจะนับจากค่าเฉลี่ยของอายุการครองอำนาจทางการเมืองเป็นรัฐบาลโดยพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งของไทยระหว่างปี พ.ศ. 25352544 เพราะมักมีการสลับสับเปลี่ยนพรรคการเมืองขึ้นมาเป็นรัฐบาลอยู่ตลอด ไม่มีพรรคใดชนะเลือกตั้งติดต่อกันหลายสมัย แต่หลังปี พ.ศ. 2544 จนถึงปัจจุบัน การเมืองไทยเริ่มเห็นแนวโน้มที่ชัดเจนมากขึ้นว่า นับแต่นี้การเมืองไทยอาจจะเข้าสู่ยุคที่พรรคการเมืองพรรคหนึ่งครองอำนาจเป็นรัฐบาลนานขึ้นกว่าเดิม หรืออาจจะถึงขนาดนานมากก็ได้

พรรคเพื่อไทยมีแนวโน้มที่จะครองอำนาจนาน เพราะฐานเสียงของพรรคคือคนส่วนใหญ่ของประเทศ การครองฐานเสียงคนส่วนใหญ่ที่ว่านี้ได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนโยบายประชานิยม แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ ความสำเร็จในการสร้าง “แบรนด์เนมของการเป็นเจ้าในนโยบายประชานิยมที่เชื่อถือได้” และ “แบรนด์เนมของผู้ที่มีความสามารถในการพัฒนาเศรษฐกิจ” ที่สืบสานกันมาตั้งแต่ไทยรักไทยพลังประชาชนจนถึงเพื่อไทย อีกทั้งการทุ่มทุนไปกับการสร้างสรรค์สื่อประชาสัมพันธ์ที่ดึงดูดและครอบงำสืบสานได้อย่างเป็นระบบ (ไม่ต้องดูอะไรมาก สังเกตแค่ป้ายโปสเตอร์ตั้งแต่ไทยรักไทยจนถึงปัจจุบัน ทั้งตัวหนังสือและสีที่ใช้ ยังคงเอกลักษณ์แบรนด์เนมเดิมได้ รวมทั้งรายการโทรทัศน์วิทยุต่างๆ ด้วย) รวมทั้งการชูภาพ “การเป็นผู้ถูกกระทำย่ำยี” ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ต้องระหกระเหินไปต่างแดน ทั้งนี้ยังไม่นับความสามารถในการเอาแบรนด์ “ประชาธิปไตย” มาครอบครองไว้กับฝ่ายตัวเองได้อีกด้วย

ตราบเท่าที่มนต์ขลัง “แบรนด์เนมประชานิยม” ยังไม่เสื่อม และยังสามารถรักษา “แบรนด์ประชาธิปไตย” ไว้กับฝ่ายตนได้ รวมทั้งต้องรักษาภาพ “ความระหกระเหินของทักษิณ” ไว้ต่อไป อย่าให้กลับมาได้เด็ดขาด ชัยชนะในการเลือกตั้งก็จะยังคงเป็นของพรรคเพื่อไทยต่อไป

ถ้าพิจารณาจากประสบการณ์การเมืองของประเทศอื่นๆ พบว่านโยบายประชานิยมหรือแม้แต่สวัสดิการนิยมเองก็จะต้องถึงวันที่คนในสังคมไม่รับเพิ่มอีกต่อไป อย่างในกรณีของอังกฤษสมัย Margaret Thatcher เสนอนโยบายกู้ปัญหาเศรษฐกิจ โดยตัดลดทอนงบสวัสดิการ อีกทั้งขายกิจการบางอย่างให้เอกชนไปทำ ก็กลับได้รับความนิยมจากประชาชนและทำให้พรรคอนุรักษนิยมครองอำนาจยาวนานถึง 18 ปีได้

คำถามคือ จำเป็นที่ประชาธิปัตย์ต้องปรับรื้อตัวเองครั้งใหญ่หรือจะรอให้วันนั้นมาถึงเอง?

(ส่วนหนึ่งของงานวิจัย ภายใต้โครงการพัฒนามหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ ปีงบประมาณ 2554 ความมั่นคงของมนุษย์ เรื่อง “การพัฒนาระบอบการเมืองประชาธิปไตยเพื่อความเป็นธรรมและเสมอภาคในกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย” (HS1068A) สนับสนุนโดย สกอ. ต.ค. 2553ก.ย. 2554)

(ส่วนหนึ่งของงานวิจัย ภายใต้โครงการพัฒนามหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ ปีงบประมาณ 2555 ความมั่นคงของมนุษย์ เรื่อง “การพัฒนาระบอบการเมืองประชาธิปไตยเพื่อความเป็นธรรมและเสมอภาคในกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย” (HS1068A) สนับสนุนโดย สกอ.  ตุลาคม 2554-กันยายน 2555)

 

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท