posttoday
คาดหวังอะไรกับรัฐบาลใหม่ของเรา

คาดหวังอะไรกับรัฐบาลใหม่ของเรา

05 สิงหาคม 2554

นโยบาย (หาเสียง) ของว่าที่รัฐบาลใหม่ ที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ

นโยบาย (หาเสียง) ของว่าที่รัฐบาลใหม่ ที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ

โดย..ปานปรีย์ พหิทธานุกร 

กำลังถูกหลายกลุ่มในสังคมวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่า เอาเข้าจริงๆ จะทำได้อย่างที่ให้สัญญาไว้หรือไม่ นั่นก็เป็นเรื่องที่เราต้องติดตามตอนต่อไป หลังจากที่รัฐบาลเข้ารับหน้าที่อย่างเป็นทางการแล้ว

ผมดูกระแสที่เกิดขึ้นหลังจากมีความชัดเจนเรื่องจับขั้วรัฐบาล ในช่วงกว่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ก็เห็นถึงความกังวลเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลใหม่ที่ว่านี้ มีหลายเรื่องด้วยกัน ตั้งแต่การขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำเป็น 300 บาท เงินเดือนขั้นต่ำของผู้จบปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาท นโยบายการรับจำนำข้าว เครดิตการ์ดเกษตรกร การงดเก็บเงินสมทบเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อลดราคาน้ำมันเบนซินและดีเซล รวมไปถึงโครงการสร้างเขื่อนถมทะเล เป็นต้น

นโยบายเหล่านี้ หากมองอย่างผิวเผิน ดูเฉพาะหัวเรื่อง ก็ไม่น่ากังวลมากนัก แต่หากพิจารณาให้ลึกลงไปก็จะพบว่า บางนโยบายอาจมีผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับแรงงาน การผลิต การลงทุน และการบริการอยู่บ้าง แต่ก็เชื่อว่าผู้ที่กำหนดนโยบายเหล่านี้คงได้ศึกษาถึงผลกระทบมาอย่างละเอียดรอบคอบแล้ว

ดังนั้น การนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ น่าจะมีขั้นตอนการดำเนินงานที่ชัดเจน อธิบายได้ว่าจะเกิดผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศและประชาชนได้อย่างไรบ้าง

ในฐานะที่พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลและประกาศนโยบายหลักเร่งด่วน 2 เรื่องใหญ่ คือ เศรษฐกิจเกี่ยวข้องกับปากท้องประชาชนและการปรองดองแห่งชาตินั้น ก่อนที่จะเดินหน้าไปสู่การปฏิบัติ โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ ผมอยากเห็นรัฐบาลใหม่ย้อนกลับไปพิจารณาถึงปัญหาที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจปากท้องในช่วงรัฐบาลของนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ด้วยว่า มีเรื่องใดบ้างที่ควรพิจารณาทบทวนแก้ไข

โดยเฉพาะกรณีที่เป็นต้นเหตุทำให้ราคาสินค้าแพงขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องหนึ่งที่ยังคงอยู่ในความรู้สึกของผู้คน แม้ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องใหญ่มากนัก แต่กลับมีผลกระทบเป็นวงกว้างต่อประชาชนโดยทั่วไป และกลายเป็นสร้างผลกระทบทางจิตวิทยาที่ทำให้ราคาสินค้าในหมวดอาหารแทบจะทุกหมวด ต้องปรับราคาเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ก็คือ “วิกฤตน้ำมันปาล์มขาดตลาด”

ถึงแม้สาเหตุส่วนหนึ่งจะเกิดจากผลผลิตปาล์มที่เก็บเกี่ยวได้น้อยลงจากปัญหาน้ำท่วม และจากความต้องการในตลาดโลกที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงกลายเป็นแรงบวกที่ทำให้ราคาน้ำมันปาล์มดิบในตลาดโลกและในประเทศปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วยอย่างรวดเร็ว ยิ่งรวมกับแนวทางการบริหารจัดการสต๊อกน้ำมันปาล์มของภาครัฐที่ปล่อยปละละเลย ให้น้ำมันปาล์มสำรองลดลงอยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ ปล่อยให้เกิดการกักตุนสินค้าและโก่งราคาขายแพงเกินควร

นอกจากนั้น ยังมีการประกาศควบคุมราคาขายปลีกผิดจังหวะเวลา กำหนดโควตาขึ้น ซึ่งส่งผลให้ประชาชนเดือดร้อน ต้องเข้าแถวเพื่อแย่งกันซื้อน้ำมันปาล์ม

ด้วยเหตุที่ว่านี้ จึงทำให้รัฐบาลของนายกฯ อภิสิทธิ์ ถูกโจมตีอย่างหนัก ทั้งจากประชาชนและสื่อมวลชน

ฉะนั้น การเรียนรู้ความผิดพลาดในอดีต จึงเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลใหม่ต้องเอาใจใส่ เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกในอนาคต

ที่ผมเห็นว่า กรณีน้ำมันปาล์มมีความสำคัญ เพราะนอกจากจะสะท้อนความสามารถในการบริหารจัดการสินค้าเกษตรแล้ว ยังสามารถใช้เป็นกรณีศึกษาในการวางแผนบริหารจัดการอุปสงค์อุปทานของสินค้าเกษตรที่สำคัญของไทยในแต่ละชนิดได้ เช่น ข้าว ยาง มันสำปะหลัง น้ำตาล ฯลฯ เพื่อวางแผนการผลิตไว้ล่วงหน้า และประเมินสถานการณ์ความต้องการในตลาดได้อย่างถูกต้อง

ผมจะขอเน้นประเด็นนโยบายด้านการเกษตร ที่อยากเห็นรัฐบาลใหม่ให้ความสำคัญประเด็นหลักๆ ดังนี้

1.ความชัดเจนของนโยบายต่อ “สินค้าเกษตร” แต่ละตัว ว่าจะดำเนินการและดูแลอย่างไร เพื่อให้เกษตรกรได้ขายสินค้าในราคาที่เป็นธรรม และไม่สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้บริโภคอย่างที่ผ่านมา

2.ผู้รับผิดชอบดูแลสินค้าเกษตรแต่ละชนิด โดยเฉพาะรองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีที่เข้ามากำกับดูแล ควรเป็นบุคคลที่เข้าใจในประเด็นปัญหาอย่างดี ที่สำคัญต้องทำงานเป็นทีม สามารถจะแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรในภาพรวม และแก้ไขปัญหาเป็นรายสินค้าได้ด้วย

3.ไม่โกง หมายถึง ต้องระมัดระวังไม่ให้มีการทุจริตคอร์รัปชันเกิดขึ้น ซึ่งเรื่องนี้ถือว่ามีความสำคัญสูงสุด เพราะจะเป็นต้นตอของความล้มเหลวในการบริหารจัดการเรื่องอื่นๆ ที่ไม่ใช่เฉพาะเรื่องปาล์มอย่างเดียว แต่หมายถึงสินค้าเกษตรอื่นๆ ที่สำคัญมากที่สุดก็คือ “ข้าว” ซึ่งคาดว่าจะมีการดำเนินการจำนำได้ภายในเดือน พ.ย. 2554 นี้ รัฐบาลจะถูกจับตาว่าทำอย่างไรถึงจะไม่เกิดเหตุการณ์ทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวเหมือนกับที่เคยเกิดขึ้น เช่น การสวมโควตา ทำสต๊อกลม การปลอมปนข้าว การประมูลข้าวที่ไม่โปร่งใส ฯลฯ

4.การวางแผน วางมาตรการ ภายใต้กรอบนโยบายที่วางไว้ การวางแผนและมาตรการต่างๆ ต้องมีความชัดเจน โดยเฉพาะกรณีสินค้าเกษตรที่สามารถนำไปใช้เป็นอาหารและใช้เป็นพืชพลังงานได้ด้วย เช่น อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน

เราจะเห็นปัญหาเกิดขึ้นมากที่สุดในช่วงที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น เพราะความต้องการพืชพลังงานเพื่อไปใช้เป็นพลังงานทดแทนก็จะมีมากขึ้น อีกด้านหนึ่งกลายเป็นทำให้พืชที่ผลิตเป็นอาหารเหลือน้อยลง ทำให้อุปทาน (Supply) มีน้อยลง จึงส่งผลทำให้ราคาพืชอาหารปรับตัวสูงขึ้น โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่ “จะวางแผนการดำเนินการอย่างไรเพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการผลิตและการบริโภคพืชอาหารและพืชพลังงาน”

5.การบริหารจัดการในส่วนของต้นทุนการผลิต เนื่องจากปัญหาต้นทุนการผลิตมีความสำคัญต่อเกษตรกรมาก เพราะทุกวันนี้เกษตรกรขายได้เท่าไหร่ หักต้นทุนการผลิตแล้ว ขาดทุนทุกครั้ง

ดังนั้น นโยบายที่ดีต้องมีความเข้าใจการผลิตสินค้าเกษตรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ต้องเข้าใจว่าจะดูแลต้นทุนการผลิตอย่างไร ที่จะทำให้การผลิตที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ตัวอย่างกรณีปาล์มน้ำมัน จะเห็นได้ชัดว่าผลผลิตต่อไร่ของปาล์มน้ำมันไทยก็ยังต่ำกว่ามาเลเซียและอินโดนีเซียอยู่มาก แม้จะเริ่มทำการวิจัยและพัฒนาแล้ว (R&D)

นอกจากนี้ จะต้องคิดเสมอว่า จะทำอย่างไรถึงจะลดต้นทุนให้เกษตรกรได้

เพราะทุกวันนี้ปุ๋ยยังมีราคาแพง ยาฆ่าแมลง เมล็ดพันธุ์ แพงหมด รวมทั้งค่าเช่าอื่นๆ ทั้งค่าเช่านา ค่าเช่าหรือซื้ออุปกรณ์ที่ช่วยในการผลิต เช่น เครื่องสูบน้ำ รถแทรกเตอร์ ก็แพงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสิ่งที่สะท้อนความล้มเหลวที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ คือ เกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา ชาวสวน ก็ยังยากจนเหมือนเดิม

6.การบริหารจัดการในส่วนของราคา ในกรณีสินค้าเกษตรที่มีความอ่อนไหวต่อราคาสูง หรือสร้างผลกระทบให้กับประชาชนเป็นวงกว้าง การบริหารจัดการเรื่องราคาจะมีความสำคัญ เพราะการยกระดับราคาข้าว เช่น การประกาศนโยบายจำนำข้าวขาว 1.5 หมื่นบาทต่อตัน และข้าวหอมมะลิ 2 หมื่นบาทต่อตัน ถึงแม้จะทำให้ชาวนาได้รับเงินอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่อีกด้านหนึ่งก็ไปสร้างผลกระทบต่อระดับราคาข้าวเปลือกและข้าวสาร และเกี่ยวพันไปถึงความสามารถในการแข่งขันในการส่งออกของข้าวไทยในตลาดโลก ต้องคิดวางแผนให้รอบคอบ และให้ความสำคัญในการพิจารณาประเด็นสำคัญทั้งสองด้าน

ต้องยอมรับว่า การแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรของหลายๆ รัฐบาลที่ผ่านมาเป็นลักษณะงูกินหาง แก้ส่วนหนึ่งไปกระทบอีกเรื่องหนึ่ง แต่ที่แน่นอนที่สุด คือ มีการนำเงินภาษีอากรของราษฎรไปอุดหนุนสินค้าเกษตรเป็นจำนวนมหาศาล แต่กลับไม่สามารถบริหารจัดการแก้ไขปัญหาให้ดีขึ้นได้ ซ้ำยังปรากฏว่า มีการแสวงหาผลประโยชน์จากนโยบายอีกมากมาย ดังนั้นความชัดเจนในเชิงนโยบายเกี่ยวกับสินค้าเกษตรของรัฐบาลควรมีประสิทธิภาพและมีความโปร่งใสมากที่สุด

รัฐบาลใหม่กำลังเป็นที่คาดหวังจากประชาชนว่า จะมีความสามารถเพียงพอที่จะดูแลเศรษฐกิจเกี่ยวข้องกับปากท้องให้ดีขึ้น ช่วยทำให้สินค้าอุปโภคบริโภคราคาถูกลง ไม่สร้างผลกระทบต่อประชาชนให้เดือดร้อน

ที่สำคัญ รัฐบาลยังถูกคาดหวังสูงไปกว่านั้น คือ สามารถวางนโยบายและแนวทางเพื่อนำทรัพยากรสำคัญของไทย โดยเฉพาะด้านการเกษตร มาทำให้เกิดประโยชน์ สร้างมูลค่ามากขึ้น เพื่อความกินดีอยู่ดีเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยรวมด้วย  

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท