
ยิ่งคุม...ยิ่งแพง
รับทราบกันถ้วนหน้า ราคาขายปลีกเนื้อหมูในตลาดสดขยับขึ้นไปถึง 160 บาทต่อกก.แล้ว
รับทราบกันถ้วนหน้า ราคาขายปลีกเนื้อหมูในตลาดสดขยับขึ้นไปถึง 160 บาทต่อกก.แล้ว
ทำให้วันนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) เตรียมพิจารณาข้อเสนอของ กรมการค้าภายใน ใช้มาตรการคุมราคาเพดานสูงสุดจำหน่ายสุกรมีชีวิต และสุกรชำแหละ
พูดง่ายๆ ว่า ใครฝ่าฝืน มีโทษทั้งจำและปรับรออยู่เบี้องหน้า หลังจากความพยายามใช้วิธีแบบประนีประนอม ขอความร่วมมือเกษตรกรผู้เลี้ยง พ่อค้าคนกลาง และผู้ค้าปลีก ให้ใช้ราคาแนะนำล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
นอกจากจะไม่มีใครให้ความร่วมมือกับกรมการค้าภายในแล้ว กรมการค้าภายในยังต้องเป็นฝ่ายเหนื่อย วิ่งขยับราคาแนะนำตามราคาเขียงหมูในตลาด
ความล้มเหลวที่เกิดขึ้นสะท้อนได้เป็นอย่างดีว่า ไม่ควรจะดันทุรังใช้มาตรการแทรกแซงราคาสินค้าอีกต่อไป เพราะยิ่งเข้าไปบิดเบือนกลไกตลาดให้ผิดเพี้ยนมากขึ้นเท่าไหร่ ดูเหมือนว่าผู้บริโภคจะยิ่งเดือดร้อนหนัก เนื่องจากราคายิ่งขยับขึ้นเร็วจนน่าตกใจ
เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะผู้ประกอบการก็มีเทคนิคไว้ต่อกรกับรัฐเช่นกัน วิธีการที่ทำกันแทบจะทุกสินค้า ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ สินค้าน้ำตาลทราย น้ำมันปาล์มบรรจุขวด นั่นก็คือ การชะลอส่งสินค้าเข้าสู่ตลาด เพื่อทำให้ปริมาณสินค้าที่ตึงตัวจากภัยธรรมชาติ น้ำท่วม และโรคระบาดดูรุนแรงขึ้น ทำให้ง่ายต่อการปั่นราคา
สินค้าหมูก็เช่นกัน จะเห็นได้ว่าบรรดาผู้ประกอบการเขียงหมูออกมาเรียกร้องให้รัฐเข้ามาแก้ปัญหาฟาร์มเลี้ยงไม่ยอมส่งหมูให้เหมือนเช่นเคย บางฟาร์มตั้งเงื่อนไขต้องรับหมูแบบชำแหละ เพื่อเพิ่มราคาสินค้า แทนที่จะรับหมูเป็นไปชำแหละเองได้เหมือนปกติ ซึ่งได้ราคาถูกกว่า
ทางแก้ที่ทำได้ในยามนี้ คือ การใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือสั่งห้ามส่งออกเนื้อหมู ไม่ใช่ใช้กฎหมายเข้าไปคุมราคา เพราะจะยิ่งทำให้ปัญหาบานปลาย ซึ่งรัฐก็ต้องยอมรับด้วยว่า เหตุผลที่ราคาเนื้อหมูปรับตัวสูงขึ้นมาก นอกเหนือจากปัจจัยผลผลิตลดจากสภาพแวดล้อม โรคระบาด และความต้องการของตลาดต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้นแล้ว
ปัจจัยสำคัญอีกเรื่องที่พูดถึงกันมานาน คือ ต้นทุนอาหารสัตว์ ซึ่งถูกผูกขาดโดยยักษ์ใหญ่ในวงการเกษตรบ้านเราเพียงไม่กี่ราย กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่รวยบนความทุกข์ยากของเกษตรกรรายย่อย หากรัฐจะเข้าไปแทรกแซงตลาด ต้องกล้าเข้าไปจัดการกับตัวการใหญ่ วงจรตลาดสินค้าเกษตรบ้านเราถึงจะเกิดความเป็นธรรมได้ แต่ถ้าไม่กล้าเข้าไปแตะ ก็หยุดแทรกแซงราคาตลาด ซึ่งเป็นปัญหาปลายทาง หันไปหามาตรการเพิ่มผลผลิตเข้าสู่ตลาด แก้กันตั้งแต่ต้นทางจะดีกว่า







