
กอสส.กับภารกิจเพื่อมาบตาพุด
เมื่อ 10 กว่าวันที่ผ่านมา มีข่าวเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมข่าวหนึ่งคือ ผลการให้ความเห็นของคณะกรรมการองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (กอสส.)
เมื่อ 10 กว่าวันที่ผ่านมา มีข่าวเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมข่าวหนึ่งคือ ผลการให้ความเห็นของคณะกรรมการองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (กอสส.)
ต่อโครงการโรงงานผลิตเอทิลีนออกไซด์ และเอทิลีนไกลคอล (ส่วนขยาย) บริษัท ทีโอซี ไกลคอล อ.เมือง จ.ระยอง ซึ่งถือเป็นโครงการแรกที่เข้าสู่การให้ความเห็นของ กอสส. จึงเป็นธรรมดาที่หลายฝ่ายต้องจับตามอง
โรงงานผลิตเอทิลีนออกไซด์และเอทิลีนไกลคอล (ส่วนขยาย) แห่งนี้ เป็นส่วนหนึ่งในโรงงานในเครือ ปตท.เคมิคอล ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมเหมราชตะวันออก (มาบตาพุด) ต.มาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง เป็นโครงการที่เข้าข่ายโครงการรุนแรง เนื่องจากโรงงานนี้ผลิตสารเอทิลีนออกไซด์ ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งกลุ่ม 1 ตามประกาศของ IARC
ทำให้โครงการนี้ถูกกำหนดให้เป็นโครงการ หรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงวันที่ 31 ส.ค. 2553 ที่องค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพมีหน้าที่ต้องให้ความเห็นภายในระยะเวลา 60 วัน ก่อนส่งความเห็นนั้นให้กับหน่วยงานอนุมัติ อนุญาต
สำหรับการให้ความเห็นโครงการแรกของ กอสส.ให้ บริษัท ทีโอซี ไกลคอล ไม่ผ่าน ซึ่งคณะกรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า ไม่เห็นชอบอนุมัติ/อนุญาตโรงงานผลิตเอทิลีนออกไซด์และเอทิลีนไกลคอล (ส่วนขยาย) ในขณะเดียวกันก็ต้องมีการดำเนินการในเรื่องต่างๆ โดยต้องเปิดให้ภาคส่วนต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมพิสูจน์และติดตามตรวจสอบ เพื่อจะได้ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์ในมาตรา 67 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550
เหตุผลหลักๆ ที่คณะกรรมการฯ ไม่เห็นด้วยคือ ศักยภาพของพื้นที่ในการรองรับอุตสาหกรรม เนื่องจากโครงการขาดการประเมินสถานการณ์สิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่เป็นภาพรวม รวมทั้งศักยภาพในการรองรับอุตสาหกรรมในพื้นที่ เนื่องจากพื้นที่นี้มีการปนเปื้อนของสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) บางตัวที่เป็นสารก่อมะเร็ง และมีค่าสูงเกินมาตรฐานอยู่แล้วในพื้นที่ จึงเป็นการเพิ่มความเสี่ยงด้านผลกระทบต่อสุขภาพและต่อทารกในครรภ์ และที่สำคัญคือ ความห่วงกังวลของประชาชนในพื้นที่ที่ไม่ต้องการให้มีการขยายอุตสาหกรรม เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวไม่มีศักยภาพในการรองรับอุตสาหกรรมแล้ว
12 ประเด็นหลักที่คณะกรรมการ กอสส. ไม่อนุมัติ/อนุญาตให้ บริษัท ทีโอซี ไกลคอล ดำเนินการได้ ประกอบด้วย 1.เหตุผลทางด้านวิศวกรรม 2.มาตรการและวิธีการเกี่ยวกับการจัดการมลพิษ 3.มาตรการในการจัดการก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) 4.การประเมินความเสี่ยงอันตรายร้ายแรงของโครงการไม่ครอบคลุม 5.ไม่ระบุการประเมินความเสี่ยงและศักยภาพการรองรับอุบัติภัย
6.ความปลอดภัย 7.ขาดการประเมินผลกระทบของมลพิษทางอากาศที่มีอันตรายร้ายแรงบางชนิด 8.ความเสี่ยงต่อสุขภาพและขีดความสามารถที่จำกัดของระบบบริการสาธารณสุขในพื้นที่ 9.การมีส่วนร่วมของประชาชน 10.ผังเมือง พื้นที่กันชนและแนวป้องกัน 11.ศักยภาพของพื้นที่ในการรองรับอุตสาหกรรม และสุดท้าย 12.ข้อมูลบางส่วนในรายงานฉบับสมบูรณ์มีข้อคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงบางประการ
นอกจากนี้ กอสส.ยังได้มีข้อเสนอแนะ 18 ข้อต่อหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และ จ.ระยอง เช่น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรทบทวนปรับปรุงและดำเนินการตามแผนลด และขจัดลดมลพิษในพื้นที่เขตควบคุมมลพิษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่มาบตาพุดอย่างจริงจังและเร่งด่วน
โดยเฉพาะสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ที่สูงเกินค่ามาตรฐาน และคุณภาพน้ำในคลองธรรมชาติและน้ำใต้ดินให้ไม่เกินค่ามาตรฐาน โดยต้องมีระบบและกลไกที่สามารถติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการปฏิบัติตามแผนฯ โดยคำนึงถึงกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และควรมีการเปิดเผยข้อมูลผลการดำเนินงานตามแผนฯ ต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนั้น กอสส.ยังเสนอให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติออกประกาศกำหนดค่ามาตรฐานควบคุมการปล่อยสารเอทิลีนออกไซด์ (EO) เนื่องจากเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ กลุ่ม 1 และค่ามาตรฐานสารเอทิลีนไกลคอล (EG) ของคุณภาพน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งสารนี้จะส่งผลต่อระบบประสาท ระบบทางเดินอาหาร ระบบไหลเวียนโลหิต และระบบขับถ่ายปัสสาวะ เพื่อเฝ้าระวังและติดตามผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่อาจจะเกิดขึ้น
และยังมีข้อเสนอทางด้านผังเมือง การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ควรกำหนดมาตรการด้านพื้นที่สีเขียว เพื่อใช้เป็นแนวป้องกันและลดผลกระทบจากมลพิษและอุบัติภัยจากสารเคมีรั่วไหลที่จะเกิดกับชุมชน และควบคุมการปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด เนื่องจากในปัจจุบันพื้นที่มาบตาพุดประสบปัญหาการใช้พื้นที่เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นโดยไม่มีพื้นที่กันชน (Buffer Zone) ไม่มีพื้นที่สีเขียว และไม่มีแนวป้องกัน (Protection Strip) อยู่แล้ว โดยเฉพาะนิคมเหมราชตะวันออก นิคมผาแดง และนิคมเอเชีย ซึ่งมีเขตติดต่อกับพื้นที่ชุมชนหนองแฟบและชุมชนมาบชะลูด
นอกจากนั้น ยังเสนอให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงสาธารณสุข การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และกระทรวงอุตสาหกรรม ควรร่วมกันจัดตั้งกองทุนชดเชย เยียวยาและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ภายใต้หลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays Principle : PPP) และควรนำหลักค่าเสียหายเชิงลงโทษ (Punitive Damages) มาใช้ในการชดใช้เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ
รวมถึงแนวทางและมาตรการรองรับและช่วยเหลือผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบและต้องได้รับการรักษาทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง หากมีการพิสูจน์ได้ว่าการเจ็บป่วยนั้นเกี่ยวข้องกับมลพิษและกิจกรรมของโครงการ เพื่อเป็นหลักประกันในการคุ้มครองสุขภาพของผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการ และเพิ่มความมั่นใจให้กับชุมชน โดยมีมาตรการเยียวยาบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากกรณีนี้ให้ครอบคลุมทั้งด้านสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพด้วย
อย่างไรก็ตาม รายงานฉบับนี้เป็นความเห็นประกอบหนึ่งของ กอสส. จะประกอบไปด้วยข้อเท็จจริงต่างๆ ภายใต้การดำเนินงานอย่างมีส่วนร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ที่มีต่อโครงการโรงงานผลิตเอทิลีนออกไซด์และเอทิลีนไกลคอล (ส่วนขยาย) ของ บริษัท ทีโอซี ไกลคอล เท่านั้น แต่บทสรุปว่าโรงงานของ บริษัท ทีโอซี ไกลคอล จะขยายต่อได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับหน่วยงานอนุมัติ อนุญาต จะเป็นผู้ที่จะตัดสินในท้ายที่สุด
&<2288;







