
น้ำเหนือถล่มพื้นที่เกษตรพัง-ขาดทุนยับ
แม้ว่าระดับน้ำในแม่น้ำยมในเขตตัวเมืองแพร่เริ่มลดลง
แม้ว่าระดับน้ำในแม่น้ำยมในเขตตัวเมืองแพร่เริ่มลดลง
โดย...ทีมข่าวภูมิภาค
โดยที่สถานีอุทกวิทยาบ้านน้ำโค้ง ต.ป่าแมต อ.เมือง จ.แพร่ วัดระดับน้ำได้ 10.40 เมตร แต่กระแสน้ำในแม่น้ำยมกลับมีปริมาณเพิ่มขึ้นใน อ.วังชิ้น พื้นที่ทางตอนใต้ของ จ.แพร่ วัดได้ที่หน้าที่ว่าการอำเภอวังชิ้นมีระดับน้ำสูงถึง 15 เมตร ส่งผลให้น้ำล้นตลิ่งและเข้าท่วมบ้านเรือนและพื้นที่การเกษตรสูงถึง 2 เมตรเศษ ทุ่งนาที่เพิ่งปักดำเสร็จถูกน้ำท่วมเสียหายกว่า 1,000 ไร่ บ้านเรือนใน ต.วังชิ้น แม่ป้าก และแม่เกิ๋ง ทุกหมู่บ้านถูกน้ำท่วมและตัดขาดไม่สามารถเดินทางเข้าออกได้โดยรถยนต์ ต้องใช้เรือเพียงอย่างเดียว เนื่องจากมีระดับน้ำสูงมาก
ที่ จ.สุโขทัย ปริมาณน้ำเหนือระลอกใหญ่ไหลสมทบแม่น้ำยมเอ่อท่วมพื้นที่เกษตรใน อ.ศรีสัชนาลัย สวรรคโลก ศรีสำโรง เมือง และกงไกรลาศ โดยไหลเข้าท่วมบ้านเรือนราษฎรและพื้นที่การเกษตร สวนผลไม้ ที่กำลังออกผลเตรียมจะขายได้ เช่น ละมุดและกล้วย ซึ่งถือเป็นผลไม้เศรษฐกิจหลักของเกษตรกรในพื้นที่ ในระดับสูงประมาณ 0.801 เมตร ทำให้ได้รับความเสียหายและขาดทุนเป็นจำนวนมาก
โดยเฉพาะพื้นที่บ้านวังทอง หมู่ 6 ต.วังทอง อ.ศรีสำโรง ซึ่งเป็นแนวกั้นน้ำจากแม่น้ำยม ถูกกัดเซาะจนขาด น้ำไหลทะลักเข้าท่วมพื้นที่การเกษตร ที่ส่วนใหญ่ทำไร่ยาสูบและทำนาได้รับความเสียหายหนัก บ้านเรือนราษฎรหลายหลังถูกน้ำพัดพังลอยไปตามกระแสน้ำ
จักริน เปลี่ยนวงษ์ ผวจ.สุโขทัย กล่าวว่า สถานการณ์น้ำท่วมตอนนี้ถึงจุดวิกฤตทุกจุดแล้ว โดยที่ อ.สวรรคโลก หนักที่สุด ระดับน้ำเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะน้ำเพิ่งเข้ามาและจะมีน้ำก้อนใหญ่จากน่านอุตรดิตถ์ จะมาถึงในวันที่ 5 ส.ค.นี้
“ตอนนี้ทำอะไรไม่ได้เลย ต้องรอให้น้ำผ่านไปอย่างเดียว โดยทางท่านนายกรัฐมนตรีเป็นห่วง บอกให้ผมดูแลราษฎร ให้ช่วยเหลือให้ได้มากที่สุด ยอมรับว่าทางจังหวัดแก้ปัญหาได้ไม่เท่าไร ส่วนที่ทำได้ คือ ให้ราษฎรอยู่ได้อย่างปลอดภัยที่สุด แล้วก็ดูแลเรื่องน้ำและอาหาร” ผวจ.สุโขทัย กล่าว
จ.พิษณุโลก แม่น้ำยมที่ไหลมาจากสุโขทัยเอ่อท่วมพื้นที่ อ.บางระกำ ระดับน้ำในแม่น้ำยมวัดที่สถานี Y16 บริเวณหลังที่ว่าการอำเภอบางระกำ มีความสูง 8.30 เมตร สูงกว่าจุดวิกฤตที่ 7.15 เมตร ส่งผลให้น้ำในแม่น้ำยมไหลท่วมแถบ ต.ท่านางงาม คุยม่วง ชุมแสงสงคราม และบางระกำ ไร่นาแปรสภาพเป็นเวิ้งน้ำไปแล้ว และที่ในเขตเทศบาลตำบลบางระกำ แม่น้ำยมก็ได้เอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนริมฝั่งแม่น้ำ ชาวบ้านบางรายต้องย้ายขึ้นมาอยู่ริมถนน เพราะทุ่งนาแปรสภาพเป็นผืนน้ำทั้งหมด
ประดิษฐ์ อินต๊ะ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานจังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า เขตเทศบาลนครพิษณุโลก น้ำในแม่น้ำน่านยังไม่ล้นตลิ่ง แม้น้ำจากอุตรดิตถ์ไหลผ่านเมืองพิษณุโลกแล้ว คาดว่าระดับน้ำจะทรงตัวอีก 12 วัน โดยไม่เพิ่มขึ้นเกินจุดวิกฤต ส่วนแม่น้ำยมจะเข้าท่วมบ้านเรือนราษฎรและพื้นที่เกษตรเขต ต.ท่าช้าง อ.พรหมพิราม ต.บ้านกร่าง อ.เมือง และ ต.ท่านางงาม อ.บางระกำ
ล่าสุดแม่น้ำยมที่ไหลผ่าน อ.บางระกำ ยังเพิ่มระดับขึ้นเรื่อยๆ ทะลุจุดวิกฤตไปแล้ว ณ สถานีวัดน้ำของกรมชลประทาน ส่งผลให้น้ำล้นตลิ่งและไหลท่วมบ้านเรือนและพื้นที่เกษตรในเขต ต.คุยม่วง ชุมแสงสงคราม ท่านางงาม และบางระกำ จ.พิษณุโลก เป็นวงกว้าง
ด้าน จ.พิจิตร หลังจากที่ระดับน้ำได้ไหลหลากลงมาจากภาคเหนือและผ่าน จ.พิจิตร ก่อนที่จะไหลไปรวมกันเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาที่ จ.นครสวรรค์ ระดับน้ำก็ได้เพิ่มขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว ทำให้ในขณะนี้ที่ อ.บางมูลนาก ซึ่งเป็นพื้นที่ต่ำสุดของแม่น้ำสายนี้ ระดับน้ำในแม่น้ำน่านก็เหลือเพียงอีก 1 เมตรเศษ ก็จะเอ่อล้นตลิ่งเข้าสู่ภาวะวิกฤตของแม่น้ำสายนี้
นอกจากนั้น ชาวบ้านก็ยังจำใจต้องปล่อยให้นาข้าวจมน้ำเสียหายนับหมื่นไร่ หลังจากที่ฤทธิ์พายุนกเตนได้พัดผ่านสร้างความเสียหาย โดยมีน้ำจากเทือกเขาเพชรบูรณ์และในพื้นที่ไหลมาสมทบกันเพื่อไหลลงแม่น้ำน่าน แต่ไม่สามารถไหลลงได้ เนื่องจากแม่น้ำน่านเองก็มีระดับน้ำที่สูง จึงทำให้น้ำท่วมขังที่นาข้าวของชาวบ้านด้านทิศตะวันออกของแม่น้ำน่าน ซึ่งมีถนนเป็นตัวกั้นเป็นระยะทางยาว ตั้งแต่ อ.บางมูลนาก จนถึง อ.ตะพานหิน สร้างความเสียหายนับหมื่นไร่
สุวิทย์ วัชโรทยางกูร ผวจ.พิจิตร กล่าวว่า ขณะนี้กำลังเผชิญกับสภาพน้ำที่ไหลหลากมาจากภาคเหนือทั้งลุ่มน้ำน่านและลุ่มน้ำยม โดยน้ำไหลมาจาก จ.สุโขทัย และ จ.พิษณุโลก เข้าสู่แม่น้ำยมจนเอ่อล้นตลิ่งแล้ว ส่วนแม่น้ำน่านก็เช่นเดียวกัน
สำหรับความเสียหายตลอดทั้งสองฝั่งของแม่น้ำยมและแม่น้ำน่าน ได้รับผลกระทบแล้ว 7 อำเภอ 37 ตำบล 169 หมู่บ้าน นาข้าวเสียหายประมาณ 2.5 หมื่นไร่ และยังอยู่ระหว่างสำรวจอีกเกือบ 1 แสนไร่ อย่างไรก็ตามได้ประกาศให้ อ.เมือง ตะพานหิน บางมูลนาก สามง่าม โพธิ์ประทับช้าง บึงนาราง และ อ.โพทะเล จ.พิจิตร เป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินสภาวะอุทกภัย
ขณะที่ชลประทานจังหวัดนครสวรรค์ เตือนประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ อ.ชุมแสง และ อ.เมือง เตรียมตัวรับมือน้ำท่วมในอีก 2 วันข้างหน้า เนื่องจากน้ำก้อนใหญ่จาก จ.สุโขทัย พิษณุโลก และพิจิตร จะไหลมารวมกันที่ จ.นครสวรรค์ โดยจะส่งผลกระทบทำให้น้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนและพื้นที่การเกษตร ซึ่งทางจังหวัดได้เตรียมเครื่องสูบน้ำจำนวน 30 เครื่อง ไว้รองรับสถานการณ์แล้ว
ด้านศูนย์ประมวลวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ กรมชลประทาน คาดการณ์ว่าปริมาณน้ำจะไหลมาถึงเขื่อนเจ้าพระยาจะอยู่ในเกณฑ์ประมาณ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ช่วงวันที่ 6-7 ส.ค. โดยจะควบคุมน้ำให้ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาไม่เกิน 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ปริมาณน้ำดังกล่าวจะส่งผลให้ระดับน้ำทางด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาบริเวณ จ.อ่างทองและพระนครศรีอยุธยามีระดับน้ำสูงขึ้น และอาจจะเกิดน้ำเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำช่วงวันที่ 8-10 ส.ค.นี้







