
คนไทยกับความพอเพียง
...ผศ.ดร.ณดา จันทร์สม
...ผศ.ดร.ณดา จันทร์สม
เมื่อช่วงเดือนธ.ค.ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้ร่วมกับปัญญาสมาพันธ์เพื่อการวิจัยความเห็นสาธารณะแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นเครือข่ายนักวิชาการจาก 10 มหาวิทยาลัย (www.wport.org) ทำการศึกษาเรื่อง “พฤติกรรมความพอเพียงในการบริหารการเงินของคนไทย” โดยสำรวจคนไทยจำนวน 3,991 หน่วยตัวอย่าง ครอบคลุมทุกภาคของประเทศในพื้นที่เขตเมืองและชนบท กระจายกลุ่มอายุ เพศ อาชีพ การศึกษา สถานภาพสมรส และรายได้ต่อเดือน เพื่อศึกษาพฤติกรรมความพอเพียงของคนไทยในการบริหารการเงินบุคคล และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของพฤติกรรมความพอเพียงกับความสุขในการดำเนินการชีวิตของคนไทย
ผลการสำรวจพบว่า ส่วนใหญ่มากกว่า 80% อยู่ในกลุ่มที่มีรายได้น้อยกว่ารายจ่าย หรือรายได้พอๆ กับรายจ่าย และประมาณ 66% มีหนี้ไม่ว่าจะเพื่อเหตุใดเหตุหนึ่ง
คนส่วนมากจะเป็นหนี้เพื่อการบริโภค รองลงมาคือ เพื่อการลงทุนและเพื่อซื้อสินค้าคงทน (เช่น บ้าน รถยนต์) สำหรับกลุ่มที่มีเงินออม จะลงทุนเงินออมไว้ที่เงินฝากธนาคารมากที่สุด รองลงมาคือ การประกันชีวิต
ค่าใช้จ่ายที่เป็นภาระมากที่สุดในการดำเนินชีวิต คือ ค่าใช้จ่ายการบริโภคในชีวิตประจำวัน และค่าพาหนะเดินทาง ที่น่าสนใจ พบว่ามีเพียง 13% ที่มีการทำบัญชีรายรับรายจ่าย และวางแผนทางการเงินอย่างสม่ำเสมอ และเกือบทั้งหมด 95% มีความกังวลต่อความเสี่ยงในการดำเนินชีวิต และเรื่องที่กังวลมากที่สุดคือ การขาดรายได้/ไม่มีงานทำ/ตกงาน รองลงมาคือ โรคภัยไข้เจ็บ และอุบัติเหตุ/อาชญากรรม รวมถึงการขาดผู้ดูแลในยามชรา และเกือบ 40% ระบุว่าไม่ได้เตรียมการใดๆ ไว้รองรับความเสี่ยงเหล่านั้น
นอกจากนั้น การสำรวจได้ให้กลุ่มตัวอย่างระบุค่าคะแนนความสุขของตนเองตั้งแต่ 0 หมายถึงไม่มีความสุข ถึง 10 หมายถึงมีความสุขมากที่สุด โดยค่าคะแนนความสุขเฉลี่ยเท่ากับ 6.9 และพบว่ากลุ่มที่มีการทำบัญชีและวางแผนการเงินอย่างสม่ำเสมอ มีระดับคะแนนค่าความสุขเฉลี่ยสูงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ดำเนินการใดๆ อย่างชัดเจน
ข้อมูลที่ได้จากการสำรวจข้างต้น มีหลายประเด็นน่าสนใจต่อการหาคำตอบของคำถามที่ว่า คนไทยมีความพอเพียงในการดำเนินชีวิตแล้วหรือไม่ โดยหากพิจารณาความพอเพียงในความหมายตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 3 ห่วง 2 เงื่อนไข ซึ่ง 3 ห่วง ประกอบด้วย ความพอประมาณ ความมีเหตุมีผล และการมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี และ 2 เงื่อนไข ประกอบด้วย ความรู้ และคุณธรรม จะพบว่า คนส่วนใหญ่ยังดำเนินชีวิตบนพื้นฐานของความไม่พอเพียงอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องการกู้ยืมเพื่อการบริโภค ซึ่งบางส่วนอาจมาจากการขาดความระมัดระวังในการใช้จ่าย การขาดการบันทึกข้อมูลรายรับรายจ่ายอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะส่งผลต่อการวางแผนและบริหารเงินอย่างมีประสิทธิภาพ การขาดการเตรียมการสำหรับความเสี่ยงในการดำเนินชีวิตต่างๆ โดยเฉพาะความเสี่ยงที่ไม่อาจควบคุมได้โดยตรง เช่น ภาวะการตกงาน/ขาดรายได้/ไม่มีงานทำ โรคภัยไข้เจ็บ ฯลฯ การขาดหลักประกันต่อการเข้าสู่วัยเกษียณอายุอย่างมีคุณภาพ การขาดความรู้ในเรื่องการลงทุนอย่างเพียงพอ ทำให้ทางเลือกการลงทุนกระจุกอยู่ในวงจำกัด
ประเด็นข้างต้นนี้กล่าวไม่ได้ว่า คนไทยเลือกที่จะไม่ดำเนินชีวิตบนพื้นฐานของความพอเพียง อันที่จริงแล้ว รัฐต้องมีบทบาทหลักในการจัดหาปัจจัยพื้นฐานสำคัญของการดำเนินชีวิต เพื่อช่วยให้คนไทยสามารถดำเนินชีวิตอย่างพอเพียงได้ ซึ่งที่ผ่านมารัฐยังอาจทำบทบาทของตนเองได้ไม่ดีนักที่จะช่วยให้คนไทยสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างพอเพียง
ตัวอย่างบทบาทของรัฐต่อการจัดบริการสาธารณะที่จะช่วยให้คนไทยดำเนินชีวิตได้อย่างพอเพียง เช่น การจัดโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมที่มีมาตรฐานและครอบคลุมพื้นที่ให้บริการอย่างทั่วถึง ช่วยลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ ลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง การจัดระบบประกันสังคมที่ครอบคลุมกลุ่มอาชีพอิสระต่างๆ ช่วยลดความเสี่ยงจากภาวะการขาดรายได้/ตกงาน การจัดบริการประกันสุขภาพอย่างครบถ้วน ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายต่อการรักษาพยาบาล การจัดการศึกษาที่มีคุณภาพและครอบคลุม ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลด้านศึกษาบุตรและเป็นการสร้างฐานความรู้ให้แก่คนในสังคม การสร้างระบบการออมภาคบังคับในรูปแบบของกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ ที่จะช่วยให้คนไทยมีช่องทางเตรียมการเพื่อเข้าสู่วัยชราได้ดีขึ้น รวมถึงการพัฒนาและเผยแพร่ความรู้ต่อการดำรงชีวิตบนพื้นฐานของความพอเพียงอย่างกว้างขวางและให้เกิดผลของการปฏิบัติจริง
แม้ว่าปัจจัยพื้นฐานสำคัญในการดำเนินชีวิตอย่างพอเพียงอาจจะยังไม่ครบถ้วนนัก แต่หากทุกคนมีความพอประมาณ มีเหตุมีผลในการตัดสินใจ และอยู่บนความไม่ประมาท ตระหนักถึงความเสี่ยงในการดำเนินชีวิต และเตรียมการสำหรับความเสี่ยงเหล่านั้นไว้เพื่อช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบา โดยต้องรู้จักการแสวงหาความรู้และมีคุณธรรมไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่นควบคู่ไปด้วย ย่อมนำพาความสมดุลและยั่งยืนมาสู่ชีวิต และส่งผลต่อการพัฒนาประเทศในภาพรวมได้
โอกาสหน้าผู้เขียนคงจะได้นำเสนอแนวทางการประยุกต์ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการบริหารการเงินบุคคลให้แก่ผู้อ่านได้รับทราบ ขอฝากให้ทุกท่านได้ติดตามต่อไป







