
อิตาลี ระเบิดเวลาลูกใหม่ใหญ่กว่าเดิม
เรียกว่าความวัวไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรก กันอีกแล้วสำหรับวิกฤตหนี้โลก
เรียกว่าความวัวไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรก กันอีกแล้วสำหรับวิกฤตหนี้โลก
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
เพียงไม่กี่วันหลังจากที่สหรัฐรอดพ้นจากการผิดชำระหนี้ได้อย่างฉิวเฉียดเมื่อวันที่ 2 ส.ค.ที่ผ่านมา โลกก็ต้องจับตาไปที่สถานการณ์ในยุโรปอีกครั้ง โดยเฉพาะกับอิตาลี ที่ศูนย์วิจัยทางเศรษฐกิจในอังกฤษออกมาฟันธงกันแบบชัดๆ ว่าอิตาลีจะเป็น “หนี้เสีย” อย่างแน่นอน
เป็นเพราะความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อสถานะทางเศรษฐกิจของอิตาลีในวันนี้ตกต่ำอย่างสุดขีด ส่งผลให้ผลตอบแทนพันธบัตรระยะ 10 ปี อิตาลี ซึ่งหมายถึงว่ามีความเสี่ยงสูงนั้น พุ่งขึ้นไปถึงกว่า 6.26% แล้ว สูงที่สุดนับตั้งแต่ยุโรปเริ่มใช้สกุลเงินยูโรมาตั้งแต่ปี 1999 ทีเดียว
ขณะที่เบี้ยประกันความเสี่ยงพันธบัตรอิตาลีระยะ 10 ปีก็พุ่งขึ้นไปถึง 38.4% เช่นกัน ท่ามกลางความประหวั่นพรั่นพรึงต่อการสะสมหนี้อันบ้าคลั่งของแดนมะกะโรนี
แน่นอนว่าสาเหตุหลักเป็นผลมาจากปริมาณหนี้สาธารณะของอิตาลี ที่อาจจะกล่าวด้วยว่าเมื่อเทียบน้ำหนักกันแบบปอนด์ต่อปอนด์แล้ว ถือว่าอิตาลีเป็นประเทศที่มีมูลหนี้คิดเป็นปริมาณมากที่สุดในยุโรป
ตามข้อมูลในปี 2010 มูลค่าจีดีพีของอิตาลีสูงถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ติด 1 ใน 10 ประเทศที่มีจีดีพีสูงที่สุดในโลก
จัดว่าเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 3 ของยุโรป ขณะที่ขนาดจีดีพีของกรีซซึ่งกำลังซมพิษไข้วิกฤตหนี้อยู่นั้น มีอยู่ที่ประมาณ 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้นเอง แม้ว่ากรีซจะมีสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีสูงกว่าที่ราว 144% ต่อจีดีพี แต่ด้วยขนาดจีดีพีที่เล็กกว่าอิตาลีถึงกว่า 3 เท่านั้น จึงทำให้อิตาลีกลายเป็นงานหนักอึ้งสำหรับยุโรป
และที่น่ากลัวกว่านั้น ปริมาณหนี้สาธารณะของอิตาลีต่อจีดีพีพุ่งขึ้นไปถึง 128% แล้ว
อิตาลีภายใต้การบริหารงานของนายกรัฐมนตรี ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี ตลอด 3 สมัย ได้สั่งสมหนี้ไว้มหาศาล โดยเมื่อเดือน เม.ย. ปริมาณหนี้สาธารณะของอิตาลีสูงถึง 1.812 ล้านล้านยูโร หรือประมาณ 2.219 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
ขณะที่ปริมาณหนี้สาธารณะของสหรัฐที่โลกกลัวๆ กันนั้นมีอยู่ที่ 14.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
อิตาลีมีภาระหนี้มากกว่าสหรัฐเกือบเท่าตัวครึ่ง !
สาเหตุสำคัญที่ทำให้อิตาลีมีหนี้มากขนาดนี้ เป็นเพราะปัญหาจากการบริหารประเทศผลงานชิ้นโบดำอันอื้อฉาวของนายกรัฐมนตรี แบร์ลุสโคนี ที่เข้าข่าย ยิ่งบริหาร “ประเทศยิ่งมีหนี้ แต่ตัวเองกลับรวยเอาๆ”
แบร์ลุสโคนี มีทรัพย์สินส่วนตัวรวมกันเกือบ 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ท่ามกลางเสียงประณามว่าบริหารประเทศด้วยการคอร์รัปชันเชิงนโยบาย
ไหนจะเรื่องอื้อฉาวทางเพศที่กำลังเผชิญหน้าสารพัดคดี ครอบงำสื่อในประเทศ และยังบริหารแบบกึ่งเผด็จการ ไม่ฟังเสียงใครแม้ว่าจะบริหารประเทศผิดพลาดมาหลายครั้ง
อีกทั้งยัง “ไม่กินเส้น” กับรัฐมนตรีคลัง กุยลิโอ เตรมินติ เมื่อรัฐมนตรีคลังได้เสนอให้รัฐบาลเร่งตัดลดรายจ่ายได้แล้ว แต่แบร์ลุสโคนีกลับไม่เห็นด้วย ถึงขนาดมีข่าวต่อเนื่องว่าอาจจะไล่รัฐมนตรีคลังรายนี้ออกจากตำแหน่งเสียด้วย
การบริหารงานที่ผิดพลาดและย่ำแย่ ถือว่าแย่ที่สุดแล้ว อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของอิตาลีที่ต่ำเรียดติดดินมาตลอดไม่ถึง 1% ของจีดีพี
อย่างในไตรมาสแรกของปีนี้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของแดนมะกะโรนีอยู่ที่ 0.1% เท่านั้น
เรียกได้ว่าแบร์ลุสโคนีบริหารประเทศด้วยการเอาแต่สร้างหนี้ ขณะที่เศรษฐกิจประเทศแทบไม่ขยับ ถ้าเทียบเป็นบุคคลก็ต้องบอกว่าถือเป็นคนล้มละลายไปแล้ว
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่นักลงทุนทั่วยุโรปและทั่วโลกในวันนี้จะหวาดผวาถึงอนาคตแดนมะกะโรนีว่าในที่สุดจะเบี้ยวหนี้ และกลายเป็นหนี้เสียก้อนมหึมาในที่สุด ดังที่ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจของอังกฤษได้ออกมาฟันธงล่าสุด ในท้ายที่สุดแล้วอิตาลีจะกลายเป็นหนี้เสียแน่นอน
ขณะที่สเปน เพื่อนบ้านใกล้ชิดติดกัน อีกหนึ่งประเทศที่กำลังถูกจับจ้องว่าอาจจะเป็นเหยื่อวิกฤตหนี้รายต่อไปนั้น ในท้ายที่สุดจะสามารถเอาตัวรอดไปได้อย่างหวุดหวิด
นั่นเป็นเพราะเหตุผลประการเดียวก็คือ อิตาลีมีหนี้มากเกินไป และมากกว่าสเปน ซึ่งสัดส่วนหนี้ของสเปนเมื่อเทียบกับจีดีพีนั้นอยู่ไม่เกิน 75% เท่านั้น
และที่สำคัญ จากการประเมินสถานการณ์คาดว่าในปี 2017 หากอิตาลียังไม่เร่งปฏิรูปเศรษฐกิจภายใน และลดรายจ่ายลง จะทำให้หนี้ต่อจีดีพีพุ่งกระฉูดไปถึง 150% ทีเดียว
ทั้งนี้ หากพิจารณาหนี้ของอิตาลีจะพบว่าราวครึ่งหนึ่งของหนี้นั้นถือครองไว้ในอิตาลี ส่วนที่เหลือกระจายอยู่ในมือของนักลงทุนในยุโรป
กระนั้นแม้ว่าหนี้ส่วนใหญ่ของอิตาลีจะถือครองอยู่ในแผ่นดินแม่ แต่ในส่วนที่กระจายอยู่ทั่วยุโรปนั้น ถือว่ามีปริมาณมหาศาล และกระจายอยู่ในมือของธนาคารรายใหญ่ทั่วยุโรปมากกว่าหนี้สเปน กรีซ โปรตุเกส หรือไอร์แลนด์
พิจารณารายประเทศแล้วจะเห็นว่าธนาคารรายใหญ่ต่างๆ ในยุโรปถือครองหนี้อิตาลีรวมกันคิดเป็นมากถึงราว 1 แสนล้านยูโร เมื่อเทียบกับหนี้สเปนอยู่ที่ราว 2.5 หมื่นยูโรเท่านั้น
ส่วนหนี้กรีซ โปรตุเกส และไอร์แลนด์ ธนาคารต่างๆ ในยุโรปถือครองไม่ถึง 2 หมื่นยูโร
หมายความว่ายิ่งหนี้อิตาลีมีความเสี่ยงสูง ธนาคารรายใหญ่ในยุโรปทั้งหลายก็ยิ่งมีความเสี่ยงสูงขึ้นตามไปด้วย
ความเสี่ยงของอิตาลีจึงกระจายไปทั่วภาคการเงินของยุโรป ปัญหาของอิตาลีจึงมีอานุภาพที่รุนแรงมากกว่าหนี้ของกรีซ และประเทศอื่นๆ หลายเท่าตัว
ยิ่งไปกว่านั้น ความวิตกกังวลต่อสถานะของอิตาลีนั้น เห็นได้ชัดยิ่งขึ้นเมื่อธนาคารกลางยุโรป อีซีบี) จำเป็นที่จะต้องชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ยแล้วเพื่อป้องกันไม่ให้การขึ้นดอกเบี้ยเป็นการซ้ำเติมปัญหาในอิตาลี
ทั้งๆ ที่ยูโรโซนกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาเงินเฟ้อที่กำลังก่อตัวเป็นปัญหามากขึ้นเรื่อยๆ โดยในเดือน มิ.ย. ดัชนีเงินเฟ้อของยูโรโซนพุ่งขึ้นไปที่ 2.7% เกินเพดานที่วางเอาไว้ที่ 2%
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่นักลงทุนพอจะไว้วางใจได้ชั่วคราวในขณะนี้ก็คือ หนี้ของอิตาลีนั้นมีกำหนดชำระคืนที่ถือว่ายังไม่รัดตัวนักเมื่อเทียบกับกรีซ
ดังนั้น อิตาลียังพอมีเวลาที่จะเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจภายในเพื่อเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุนให้กลับมาอีกครั้ง ดังที่ล่าสุดนายกรัฐมนตรี ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี ได้แถลงต่อรัฐสภาเรียกลูกฮึดสู่การปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในประเทศครั้งสำคัญ
จึงอาจจะบอกได้ว่า สำหรับหนี้อิตาลีนั้น คงต้องลุ้นกันยาวๆ ว่าในที่สุดแล้วระเบิดเวลาลูกนี้จะปะทุขึ้นถล่มยุโรปหรือไม่!







