
ธง 3 ทางพิพากษายึดทรัพย์ทักษิณ
การพิพากษาคดี
“ยึดทรัพย์” 7.6หมื่นล้านบาท ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่จะมีขึ้นในวันที่ 26 ก.พ. ผลของการตัดสินอยู่ในความสนใจของประชาชน ซึ่งต่างวิเคราะห์ธงคำพิพากษาที่จะออกมาไปต่างๆ นานาผลคดีนี้ต้องบอกว่าไม่มีวินวิน มีก็แต่
“ยึดทรัพย์ทั้งหมด” หรือ “ยึดทรัพย์บางส่วน” นั่นคือ อัยการสูงสุดผู้ร้องเป็นฝ่ายชนะ หรือ “ยกฟ้อง” หมายความว่า พ.ต.ท.ทักษิณผู้ถูกร้องเป็นฝ่ายชนะรอดพ้นได้เงินกลับคืนฉะนั้น โดย
“ข้อกฎหมาย” ในคดียึดทรัพย์ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจึงมีหลักกฎหมาย 3 แนวที่ศาลจะต้องวินิจฉัยเพื่อพิพากษาคดีนี้พ.ต.ท.ทักษิณถูกคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) กล่าวหา
“ร่ำรวยผิดปกติ” เพราะปกปิดการถือหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น ซึ่งได้รับสัมปทานกิจการโทรคมนาคมจากรัฐจำนวน 1,149,490,150 หุ้น คิดเป็น 48% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดประเด็นหัวใจที่ศาลจะต้องไขปริศนาคดีจึงอยู่ที่ว่า
1.หุ้นชินคอร์ป 48% เป็นของพ.ต.ท.ทักษิณหรือไม่ !!
2.หากยังเป็น พ.ต.ท.ทักษิณใช้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีออก 5 มาตร การ เอื้อประโยชน์ชินคอร์ปหรือไม่
3.ทรัพย์สินที่ร้องขอให้ตกเป็นของแผ่นดินเป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยไม่สมควร สืบเนื่องมาจากการใช้ตำแหน่งอำนาจหน้าที่ปฏิบัติจนร่ำรวยผิดปกติหรือไม่
เหตุ
‘ยกฟ้อง’หนทางที่พ.ต.ท.ทักษิณจะชนะคดีนี้ได้ จึงอยู่ที่พยานหลักฐานของ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งได้เสนอต่อศาลไปแล้ว โดยเน้น
“หักล้าง” 3 ประเด็นที่ว่า ซึ่งถ้าศาลฎีกาฯ รับฟังว่าหุ้นชินคอร์ป 48% เป็นของคนในครอบครัวชินวัตร พ.ต.ท.ทักษิณไม่ใช่เจ้าของและไม่ได้ใช้อำนาจนายกฯ ออกนโยบาย 5 เรื่องเอื้อประโยชน์ชินคอร์ปผลคือ ศาลพิพากษายกฟ้อง เพราะรับฟังไม่ได้ว่าพ.ต.ท.ทักษิณร่ำรวยผิดปกติ
เหตุ
‘ยึดทรัพย์’แต่หากในการพิจารณาคดีหากศาลชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของฝ่ายอัยการสูงสุดแล้วเชื่อว่า หุ้นชินคอร์ป 48% เป็นของพ.ต.ท.ทักษิณ และเชื่อว่าใช้ตำแหน่งนายกฯ ออก 5 มาตรการเอื้อประโยชน์ชินคอร์ป
จนทำให้ทรัพย์สินงอกเงยร่ำรวยผิดปกติ ก็จะมีความผิดตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และรัฐธรรมนูญ 2550
เหตุ
‘ยึดทรัพย์ทั้งหมดบางส่วน’ในกรณีถ้าศาลเห็นว่าพ.ต.ท.ทักษิณร่ำรวยผิดปกติ คดีนี้เป็นคดีร้องขอให้ทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน ซึ่งจะมีการลงโทษกันด้วยวิธีการ
“ยึดทรัพย์” ให้ตกเป็นของแผ่นดิน ปัญหาที่เถียงหรือลุ้นกันอยู่ ณ ขณะนี้คือ ศาลจะยึดหมดหรือยึดบางส่วนภายในศาลฎีกาฯ ขณะนี้กำลังประเมินข้อเท็จจริงประกอบข้อกฎหมายในคดี จนมีการวิเคราะห์หลักการตัดสินกันออกมา 2 แนวทางได้ดังนี้
1.ยึดทรัพย์ทั้งหมด 7.6 หมื่นล้านบาท โดยไม่แยกเม็ดเงินว่ามียอดเงินก่อนหรือหลังทำผิดเท่าไร เพราะเคยมีคำพิพากษาฎีกาเป็นบรรทัดฐานว่า เงินก่อนทำผิดคือ เงินต้นทุนของการทำผิด เพราะทำให้เงินนั้นเพิ่มพูนขึ้น จึงต้องลงโทษยึดทั้งหมด เพราะหากยึดเพียงบางส่วนเท่ากับไม่ได้ลงโทษตามเจตนารมณ์กฎหมาย
2.ยึดทรัพย์บางส่วน โดยแยกยึดจำเพาะเงินที่เพิ่มขึ้นระหว่างเป็นนายกฯ ในช่วงปี 25442548 เพราะยอดเงินที่มีมาก่อนเป็นนายกฯ ไม่ใช่เงินที่ได้มาเพราะใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์
แต่อย่างไรก็ตาม คดีนี้คำพิพากษาออกมาอย่างไร แม้คดีจะถือเป็นที่สุด แต่ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 278 กำหนดว่า ถ้าจำเลยมีหลักฐานใหม่ สามารถยื่นอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้ ภายใน 30 วัน หลังอ่านคำพิพากษา ฉะนั้นหากศาลฎีกาฯ ตัดสินให้พ.ต.ท.ทักษิณแพ้ต้องถูกยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณยังมีสิทธิแสวงหาพยานหลักฐานใหม่มาสู้กันอีกรอบ โดยจะมีผู้พิพากษาจาก
“ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา” เป็นองค์คณะตัดสิน






