posttoday
เอกชนห่วงคดียึดทรัพย์ 26 ก.พ. ถ้าวิกฤต เศรษฐกิจทรุด 3 แสนล้าน

เอกชนห่วงคดียึดทรัพย์ 26 ก.พ. ถ้าวิกฤต เศรษฐกิจทรุด 3 แสนล้าน

15 กุมภาพันธ์ 2553

ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ความเสี่ยงทางการเมืองที่จะเกิดขึ้นหลังการตัดสินของศาลฎีกาคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะกระทบต่อเศรษฐกิจไทยหลายระดับ 1.หากเกิดการชุมนุมประท้วงหลังการตัดสินคดี แต่รัฐบาลสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ คาดจะกระทบต่อจีดีพีประเทศปีนี้ขยายตัวลดลง 0.2% หรือมูลค่าหายไป 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากการท่องเที่ยวและการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนลดน้อยลง

2.หากมีการชุมนุมประท้วงรุนแรงเหมือนเดือนเม.ย. 2552 คาดว่าจะกระทบเศรษฐกิจขยายตัวลดลง 0.5% มูลค่าหายไป 1 แสนล้านบาท เพราะนักท่องเที่ยวและนักลงทุนจะกังวลกับสถานการณ์ของประเทศมากขึ้น

3.หากเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์จนส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง หรือรัฐประหาร คาดจีดีพีจะลดมากถึง 12% มูลค่าหายไป 23 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นผลกระทบรุนแรง เพราะต่างชาติจะมองการเมืองไทยไม่คลี่คลาย กระทบความเชื่อมั่น และมีการเตือนภัยนักท่องเที่ยวมายังประเทศไทย รวมถึงลดการลงทุนด้วย

4.หากเกิดการชุมนุมจนเกิดการเปลี่ยนแปลงการเมือง คือ ยุบสภา คาดว่าจะกระทบเศรษฐกิจขยายตัวลดลง 0.20.3% มูลค่าหายไป 56 หมื่นล้านบาท แต่กรณีนี้อาจส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในอนาคต เพราะหากมีการเลือกตั้งใหม่จะมีเม็ดเงินเข้ามาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น

“สถานการณ์ทางการเมืองจะเป็นแบบไหนเดาได้ยาก เพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น แต่เชื่อว่าคนไทยทุกคนจะดำเนินการเพื่อให้ประเทศไทยอยู่ในกรอบที่สงบสุข มีความสมานฉันท์” ธนวรรธน์ กล่าว

สันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ทางภาคเอกชนได้ประเมินสถานการณ์ยอมรับว่ามีความเป็นห่วง หากคำตัดสินของศาลไม่เป็นไปตามที่กลุ่มผู้ชุมนุมคาดหวัง ซึ่งไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงเหมือนในเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา ทั้งนี้ศาลถือเป็นสถาบันสูงสุดในกระบวนการยุติธรรม เพราะฉะนั้นคำตัดสินของศาลทุกคนจะต้องยอมรับไม่ว่าจะออกมาในลักษณะใดหรือสร้างความไม่พอใจให้กับใคร

อย่างไรก็ตาม ถ้าคำตัดสินออกมาและทำให้ผู้ชุมนุมไม่พอใจ ทางภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านความมั่นคงจะต้องเข้ามาควบคุมสถานการณ์อย่างรัดกุม เพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวาย เพราะผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทันทีคือการท่องเที่ยว ต่างชาติจะชะลอการเดินทางเนื่องจากไม่ต้องการเจอกับปัญหาการปิดถนนหรือสนามบินอีก

“การชุมนุมเป็นสิ่งที่กระทำได้ แต่ต้องอยู่ในความสงบไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร หรือทำให้เกิดความรุนแรงกับประชาชน ซึ่งภาคเอกชนก็หวังว่าจะไม่เกิดปัญหาขึ้นมาและการตัดสินของศาลครั้งนี้ถือเป็นที่สิ้นสุดแล้ว ถ้าจบก็คือจบ และทุกคนต้องปฏิบัติตามคำสั่งของศาล” นายสันติ กล่าว

สันติ กล่าวว่า ถ้าวันที่ 26 ก.พ.การตัดสินของศาลฯทำให้ผู้ชุมนุมพอใจ ทุกคนก็ต้องยอมรับเปิดใจให้เป็นกลางทั้ง 2 ฝ่าย เนื่องจากการพิจารณาของศาลฯก็ต้องใช้ปัจจัยแวดล้อมในหลายๆเรื่องมาพิจารณาประกอบกัน ซึ่งอยู่บนพื้นฐานกระบวนการยุติธรรมตามหลักสากลอยู่แล้ว ทั้งนี้ภาคเอกชนก็หวังจะไม่เกิดเหตุการณ์รุนแรง เพราะถ้าบ้านเมืองไม่สงบเศรษฐกิจของประเทศก็จะแย่ไปด้วย ส่วน ผลกระทบที่จะเกิดกับการลงทุนคงยังไม่เห็นชัดเท่ากับด้านการท่องเที่ยว แต่ถ้าถึงขั้นปิดสนามบิน ปิดท่าเรือ ก็อาจกระทบออร์เดอร์สินค้าที่ส่งออกได้ อย่างไรก็ตามแนวโน้มเศรษฐกิจในปีนี้น่าจะดีกว่าปีที่ผ่านมาสังเกตได้จากการส่งออกสินค้า และการใช้กำลังการผลิตของโรงงานอุตสาหกรรมที่เริ่มกลับมาขยายตัวอีกครั้ง

พรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล กรรมการรองเลขาธิการหอการค้าไทย กล่าวว่า ผลการตัดสินคดียึดทรัพย์ในวันที่ 26 ก.พ. ภาคเอกชนหวังว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์รุนแรง เพราะจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างมาก ซึ่งยังไม่สามารถคาดการณ์ถึงความเสียหายได้ เพราะขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของสถานการณ์ถ้าหากมีการประท้วง แต่รัฐบาลสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ก็คงไม่กระทบกับเศรษฐกิจไทยมากนัก หากชุมนุมยืดเยื้อลุกลามใหญ่โต ลักษณะจลาจลทำลายข้าวของสาธารณะ ความเสียหายจะเกิดขึ้นมากกับภาคการท่องเที่ยวและภาคการลงทุน

“อยู่ที่ว่าการชุมนุมจะยืดเยื้อระดับไหน หากจบเร็วก็จะกระทบเศรษฐกิจเล็กน้อย จากการท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวอาจเดินทางไม่สะดวก” พรศิลป์ กล่าว

ผู้แทนสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า เชื่ออีก 23 เดือน ปัญหาการเมืองอาจคลี่คลาย เพราะประชาชนส่วนใหญ่ที่ไม่เลือกสี เลือกข้าง คงไม่ยอมให้เหตุการณ์เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ขณะนี้คนเริ่มเบื่อการเมือง เมื่อสังคมขัดแย้งรุนแรง พลังเงียบจะออกมาแสดงพลัง ซึ่งตอนนี้โพลหลายสำนักได้ออกมาชี้ให้เห็นว่า กลุ่มคนที่อยู่ตรงกลางมีจำนวนเพิ่มขึ้นเมื่อถึงจุดนั้น เชื่อว่าสถานการณ์ในประเทศไทยจะก้าวสู่ความสมานฉันท์ และถ้าปัญหาการเมืองไม่รุนแรงอย่างที่หลายฝ่ายวิตกกังวล

ถ้าเสื้อแดงไม่ผป่วนเมืองช่วง 26 กงพ. เชื่อว่าปีนี้จะเป็นปีทองของประเทศไทย ที่เศรษฐกิจกลับมาขยายตัวสูง จีดีพีน่าจะเติบโตไม่น้อยกว่า 5% สูงกว่าที่หลายหน่วยงานคาดการณ์ไว้ว่าจีดีพีจะขยายตัว 35%

เพราะปีนี้เชื่อว่าจะเป็นปีทองของภาคเกษตรไทย ที่ราคาข้าว ยางพารา ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงอ้อยและมันสำปะหลัง ที่มีราคาดีจากการนำไปเป็นพืชพลังงาน ขณะที่ประเทศอื่นๆ ประสบปัญหาภัยแล้ง ทำให้เชื่อว่าปีนี้ทั้งปีรายได้ของเกษตรกรจะปรับตัวสูงขึ้นมาก

กรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวว่า ขระนี้สถานะการณืด้านเสรษบกิจดีขึ้นฐานะทางการคลังดีขึ้นทุกอย่าง ความเชื่อมั่นดีขึ้น ในระยะสั้นรัฐบาลจะคงไว้ซึ่งนโยบายการคลังเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปีนี้และปีหน้า ใน ปี 2553 เป็นปีที่จะขับเคลื่อนนโยบายการคลังตามแผนที่กำหนดไว้ ซึ่งความท้าทายคือ การเบิกจ่ายเม็ดเงินทั้งนอกงบประมาณและในงบประมาณต้องให้ได้ตามกำหนด และตามแผนปี 2554จะใช้เงินนอกงบประมาณในสัดส่วนที่ลดลง แต่ในส่วนของนโยบายทางการคลังจะคงไว้เช่นเดิม รมว.คลังยืนยันด้วยว่า มั่นใจว่าจีดีพีทั้งปี 2553รัฐบาลคาดว่าจีดีพีจะโตได้ที่ 3.5 % หรือมากกว่านั้นแน่นอนประเด้นสำคัญที่จะบั่นทอนความเชื่อมั่นคือเสถียรภาทางการเมืองและประบวนการป่วนของม็อบเสื้อแดงที่ต้องการทำลายความชอบธรรมและการบริหารจขัดการประเทศตอนนี้ม็อบเรื่มแรงขึ้น ยิ่งใกล้วันตัดสินคดีจึงอยากให้ทุกคนช่วยกันคิดถึงบ้านเมือง“ผมรับรู้และสนใจถึงความต้องการทางการเมืองของคนเสื้อแดงกลุ่มหนึ่งที่รักประชาธิปไตย แต่ในแดงนั้นมีแดงแท้ แดงรุนแรงแฝงอยู่ไม่น้อนยจึงต้องระวังไม่ให้ความรุนแรงเพื่อคนใดคนหนึ่งมาสกัดกั้นความเจริญโตโตของคนในชาติ เพราะเรามีบทเรียนมาแล้วจากเหตุการณ์ล้มการประชุมอาเซี่ยนกว่าจะเรียกความเชื่อมั่นกลับมาได้คนไทยต้องจนลงหลายร้อยเท่า ”นายกรณ์กล่าวผมจึงยืนยันว่า ขณะนี้รวมสถานภาพของเศรษฐกิจไทยในแง่ของเสถียรภาพค่อนข้างมั่นคงมากถึงมากที่สุด ขณะที่เสถียรภาพทางการคลังไม่ได้เป็นประเด็นที่มีความกังวลมากนัก แต่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คือการลดความเชื่อมั่นจากเหตุการณ์ของม็อบ ที่จะฉุดให้ตัวเลขต่างๆ ลดลง

ไทยกำลังเชิญความท้าทาย 2 เรื่องคือ 1.ต้องเร่งการลงทุน เพราะรัฐบาลเองก็ทำไม่ได้และเงินภาษีก็ไม่เพียงพอ ประเด็นที่ 2.ทำให้นักลงทุนต่างประเทศเห็นว่า แม้คนในชาติจะมีความขัดแย้งทางความคิด แต่ไม่ได้ทำให้กลไกของรัฐเป็นง่อย หรือไม่ได้ทำให้เกิดความรุนแรงจนน่ากลัว

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล