
สหรัฐจ่อถดถ่อยระลอก2เหตุเดินหน้าสร้างหนี้ หนำซ้ำเศรษฐกิจไม่ฟื้น
อาจถือเป็นเส้นชัยแรกสำหรับสองพรรคใหญ่ของสหรัฐ
อาจถือเป็นเส้นชัยแรกสำหรับสองพรรคใหญ่ของสหรัฐ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
อาจถือเป็นเส้นชัยแรกสำหรับสองพรรคใหญ่ของสหรัฐ หลังจากที่ต่อสู้กันมาอย่างดุเดือดในประเด็นปัญหาหนี้สาธารณะของประเทศ โดยจบลงตรงที่ทั้งพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันยอมจับมือร่วมกันในการเพิ่มเพดานหนี้ และตัดลดรายจ่าย
การเพิ่มเพดานหนี้ที่ 2.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้พี่เบิ้มของโลกมีเงินไปชำระหนี้และใช้จ่ายในกิจกรรมของรัฐไปตลอดสิ้นปี 2556 ขณะที่การตัดลดรายจ่ายจำนวนสูงถึง 2.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ จะช่วยลดปัญหาการขาดดุลงบประมาณ และทำให้ประเทศมีวินัยทางการคลังที่เข้มแข็งขึ้น อันจะเป็นการเรียกความเชื่อมั่นต่อสหรัฐให้กลับคืนมา
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าข้อสรุปดังกล่าวดูจะเป็นหนทางที่ประนีประนอม และเป็นทางออกเฉพาะหน้าที่เหมาะสมที่สุดในเวลาที่เส้นตายจ่อคอหอย แต่หากว่ากันในระยะยาวแล้ว ข้อตกลงที่ว่า โดยเฉพาะการตัดลดรายจ่ายของภาครัฐเป็นเสมือนมีดที่หันมาทำร้ายทิ่มแทงสหรัฐเอง
ทั้งนี้ โดยพื้นฐานเศรษฐกิจทุนนิยมเสรีตามสไตล์สหรัฐ เน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยกำลังการบริโภคของผู้คนภายในประเทศ รวมถึงการส่งเสริมให้มีการลงทุนเพื่อให้เกิดสภาพคล่องในตลาด โดยพลังการใช้จ่ายของผู้บริโภคคิดเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจถึง 2 ใน 3 ของทั้งหมด
การที่ภาครัฐจำต้องลดการใช้จ่ายลงอย่างมโหฬารภายในระยะเวลา 10 ปีข้างหน้า จะเป็นผลให้ปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจลดลง การกระตุ้นเศรษฐกิจชะงัก อัตราดอกเบี้ยจะปรับสูงขึ้น ทำให้มีการลงทุนลดลง ซึ่งอาจส่งผลให้การขยายตัวของเศรษฐกิจชะลอตัวลง
หมายความว่า เศรษฐกิจของสหรัฐที่ซบเซาอยู่แล้ว จนมีแนวโน้มว่าอาจจะลากยาวไปจนถึงปี 2556 ตามที่นักเศรษฐศาสตร์หลายฝ่ายเก็งกันไว้ ก็จะยิ่งซบเซาหนักมากขึ้นไปอีก
การคาดการณ์ข้างต้นพิสูจน์ได้จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาที่แม้มีการตัดลดค่าใช้จ่ายของรัฐในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำ แต่ผลที่ได้กลับไม่ทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวแม้แต่น้อย
ประกอบกับท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจของสหรัฐในปัจจุบันที่ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) โตเพียง 1.3% อัตราว่างงานสูงถึง 9.2% และล่าสุดดัชนีภาคอุตสาหกรรมเดือน ก.ค. แตะระดับต่ำสุดในรอบ 2 ปี โดยร่วงลงมาอยู่ที่ 50.9 จาก 55.3 ในเดือนก่อนหน้า
สถานการณ์ข้างต้นส่งผลให้นักเศรษฐศาสตร์ทั้งหลายเห็นพ้องตรงกันว่า สิ่งที่รัฐบาลสหรัฐควรทำก็คือ กระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายให้มากขึ้น ไม่ใช่การตัดลด
นอกจากนี้ การเลือกที่จะฟื้นฟูแผนงบประมาณมากกว่าที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจไม่เพียงแต่ส่งผลเสียต่อประเทศสหรัฐเท่านั้น การกระทำดังกล่าวยังส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวมด้วย
เพราะเมื่อไล่เรียงตามแผนที่โลก จากเอเชียยันแอฟริกา ประเทศเกือบทุกประเทศ โดยเฉพาะภาคการส่งออก มีการพึ่งพากับตลาดของสหรัฐ
ดังนั้น ถ้าพี่เบิ้มชะลอเสียแล้ว ประเทศต่างๆ เหล่านี้ก็มีแววต้องชะลอตามไปด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย
สัญญาณที่ว่านี้เริ่มมีเค้าลางที่เห็นได้ชัดแล้ว เมื่อดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (พีเอ็มไอ) ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดภาคการผลิตของจีน ประเทศที่อิงแอบกับสหรัฐอย่างเหนียวแน่น และยังเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ ลดต่ำลงอยู่ในระดับต่ำกว่า 50 จุดเป็นครั้งแรกในรอบปี
กระนั้นก็ตาม ปัญหาหนี้ที่ทับถมอยู่กว่า 14.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ก็ทำให้สหรัฐไม่อาจนิ่งดูดายปล่อยให้หนี้พอกพูนมากไปกว่านี้ได้ ดังนั้นการตัดลดงบประมาณเพื่อไม่ให้หนี้สาธารณะเพิ่มมากกว่าที่เป็นอยู่ จนสั่นคลอนความน่าเชื่อถือของประเทศ แล้วพานโดนลดอันดับความน่าเชื่อถือทางเครดิต จึงเป็นหนทางที่สหรัฐไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เช่นกัน
แน่นอนว่า รัฐบาลสหรัฐคงรู้ตัวดีเช่นกันว่าหากด่วนตัดลดงบทันที 2.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ย่อมไม่เป็นผลดีแน่ กรอบระยะเวลา 10 ปีจึงกำหนดขึ้น พร้อมทยอยลด 2 รอบ เพื่อให้รัฐบาลสามารถดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ทว่า เมื่อมาพลิกดูรายละเอียดปลีกย่อยของข้อตกลงที่สภาคองเกรสเห็นชอบ หรืออาจจำใจเห็นชอบ แผนการตัดลดงบประมาณดูจะมีจุดอ่อนสำคัญอยู่ไม่น้อย
จุดอ่อนแรกสุดก็คือการลดค่าใช้จ่ายก้อนโต โดยไม่มีแผนเพิ่มรายได้เข้ารัฐ อย่างการจัดเก็บภาษี ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขที่พรรครีพับลิกันเรียกร้องหากรัฐบาลอยากขึ้นเพดานหนี้
เท่ากับว่าหน่วยงานของรัฐยังต้องใช้เงินที่กู้มาอยู่ดี เพียงแต่ใช้ให้น้อยลง ซึ่งนั่นก็ซ้ำรอยเดิมที่ทำให้เศรษฐกิจชะลอ แถมท้ายด้วยตัวเลขหนี้ที่เพิ่มขึ้น แม้ว่าจะเพิ่มช้าลงก็ตาม
จุดอ่อนต่อมาก็คือ จำนวนเงิน 2.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ที่จะต้องลดให้ได้ภายในระยะเวลา 10 ปี เพราะแม้จะดูเป็นปริมาณที่มหาศาล แต่ก็เล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวน 14 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ค่าใช้จ่ายของรัฐบาลที่ใช้ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
ผู้เชี่ยวชาญหลายสำนัก รวมถึง นิเกล กอลต์ นักเศรษฐศาสตร์ในองค์กรเอกชน ต่างคาดการณ์ว่า บัญชีงบประมาณขาดดุลของสหรัฐมีสิทธิติดตัวแดงเพิ่มขึ้นอีก 7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในอีก 10 ปีข้างหน้า และอาจจะเพิ่มอีกหลายแสนล้านเหรียญสหรัฐหากรัฐบาลตัดสินใจยืดอายุนโยบายลดหย่อนภาษีของอดีตประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช ซึ่งจะถึงกำหนดในปี 2556 ออกไปอีก เพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจ
ทั้งนี้ สองบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของโลกต่างประเมินถ้าสหรัฐต้องการรักษาอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศให้อยู่ในระดับปลอดความเสี่ยง หรือ AAA นั้น รัฐบาลจะต้องตั้งเป้าลดการขาดดุลงบประมาณให้ได้ราว 4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ จึงจะเพียงพอที่จะรับประกันเครดิตของประเทศ
จุดอ่อนสุดท้ายที่เห็นกันอยู่ในขณะนี้ก็คือการจัดตั้งคณะกรรมการจากพรรคเดโมแครต 6 คน และรีพับลิกัน 6 คน เพื่อพิจารณาแผนการตัดลดงบประมาณให้ออกมาเป็นรูปเป็นร่างภายในเดือน พ.ย.นี้
แค่ขนาดปัญหาเพดานหนี้ยังโต้กันแทบเป็นแทบตาย ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าแผนตัดงบประมาณจะดุเดือดเพียงใด เผลอๆ อาจลากยาวเลยกรอบเวลาที่ตั้งไว้ หรือร้ายกว่านั้นก็อาจจะไม่มีแผนตัดลดใดๆ ออกมา ซึ่งหากสถานการณ์ถึงขั้นนั้น รัฐบาลก็มีอำนาจดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อตัดลดรายจ่ายในโครงการของรัฐให้ได้อย่างน้อย 1.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐโดยอัตโนมัติ
ทว่า ก็ยังมีเงื่อนไขอีกว่า การตัดลดอัตโนมัติต้องไม่แตะต้องประกันสุขภาพสำหรับคนจนและคนชรา สวัสดิการสังคม และเงินบำนาญทหาร ซึ่งถือเป็นตัวหลักที่ทำให้งบสหรัฐขาดดุลมาโดยตลอด ยิ่งไปกว่านั้นสหรัฐเองก็ไม่อาจเพิ่มภาษีเพื่อลดการขาดดุลโดยเด็ดขาด
หากรูปการณ์เป็นไปตามที่นักวิเคราะห์คาดไว้ข้างต้น รัฐบาลสหรัฐแทบจะไม่เหลืออะไรให้ตัดเลย ส่งผลให้บรรดาสมาชิกสภาคองเกรสทั้งหลายมีแนวโน้มที่จะเห็นว่าการตัดลดงบประมาณเป็นเรื่องที่เจ็บปวดเกินรับไหว จนอาจพร้อมใจกันลงมติให้ใช้นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) รอบใหม่เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจของประเทศแทน
หมายความว่า แผนตัดลดค่าใช้จ่ายของสหรัฐที่หวังจะให้เป็นพระเอกขี่ม้าขาวมาฉุดกระชากลากเศรษฐกิจของประเทศที่กำลังต่ำเตี้ยลงเป็นสาละวันแทบจะไม่ได้ช่วยอะไรเลย
นอกไปจากทำให้ภาพของเศรษฐกิจของสหรัฐที่มีแนวโน้มจะซบเซาเริ่มชัดเจนมากขึ้นๆ ก็เท่านั้น







