posttoday
กกต.สิ้นมนต์ขลัง

กกต.สิ้นมนต์ขลัง

02 สิงหาคม 2554

รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาวานนี้ เป็นการนับหนึ่งที่กลไกระบบรัฐสภาจะเดินหน้าหลังผ่านการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 ก.ค.

รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาวานนี้ เป็นการนับหนึ่งที่กลไกระบบรัฐสภาจะเดินหน้าหลังผ่านการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 ก.ค.

โดย...ทีมข่าวการเมือง

รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาวานนี้ เป็นการนับหนึ่งที่กลไกระบบรัฐสภาจะเดินหน้าหลังผ่านการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 ก.ค.

สำหรับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แม้จะรับรองจำนวน สส.ครบ ทำให้ประเทศเดินไปข้างหน้าได้ แต่ก็ถูกวิจารณ์ขรม ถึงความ “ไร้ประสิทธิภาพ” ที่ไม่สามารถเอาคนซื้อเสียง ทำผิดกฎหมายเลือกตั้งมาลงโทษ ผ่านการควักใบเหลือง ใบแดง

ช่วงเวลา 30 วัน ที่ กกต.รับรอง สส.จนครบหมด 95% เพื่อให้เปิดสภาทันวันที่ 3 ส.ค. สุดท้าย กกต.รับรองครบ 496 คน มีเพียง 4 คนที่ไม่รับรอง แต่ท้ายสุดก็ประกาศผลรับรองหลังมีการเลือกตั้งใหม่ที่ จ.สุโขทัย และ จ.หนองคาย รวมถึงการนับคะแนนใหม่ที่ จ.ยะลา ที่สำคัญยังได้รับรองนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำเสื้อแดงในฐานะ สส.รายชื่อพรรคเพื่อไทย (พท.) ท่ามกลางความกดดันทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

ต้องยอมรับว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ กกต.แจกใบเหลืองน้อยมากเมื่อเทียบกับทุกครั้ง!

ตีความได้สองประเด็น คือ นักการเมืองซื้อเสียงน้อยลง

หรืออีกด้านการซื้อเสียงยังมากเท่าเดิมและอาจมากขึ้น แต่ กกต.จับไม่ได้ไล่ไม่ทัน หรือไม่ตรวจสอบการทุจริต จึงปล่อยผีเข้าสภา

โยนเผือกร้อนให้ศาลฎีกาวินิจฉัยแทนว่า รายใดควรได้ใบเหลือง หรือใบแดง

กกต.สิ้นมนต์ขลัง

ทั้งที่กระแสข่าวจากทุกทิศทั้งฝ่ายความมั่นคง พรรคการเมืองต่างๆ รวมถึงการถอนธนบัตรแบงก์ร้อยจากธนาคารหลายแห่งในช่วงเลือกตั้ง ล้วนเป็นสัญญาณว่า มีการใช้เงินซื้อเสียงหนักหน่วงในการเลือกตั้งที่แข่งขันกันดุเดือดรอบนี้

ขณะที่พรรคการเมืองส่วนใหญ่ ก็ทำหมิ่นเหม่ผิดกฎหมายเลือกตั้ง “สัญญาว่าจะให้” ผ่านนโยบายประชานิยมมากมาย ซึ่งถือเป็นการทำผิดที่แนบเนียน และยังปล่อยให้ผู้ที่ถูกเพิกถอนสิทธินักการเมืองบ้านเลขที่ 111 และ 109 เข้าประชุมสั่งการพรรคการเมืองได้โดยไม่ผิดกฎหมาย

ทว่า กกต.กลับเพิกเฉย และชี้แจงว่า เหตุที่แจกใบเหลืองได้น้อย เพราะสำนวนอ่อน จึงต้องยกคำร้อง อีกเหตุผลคือ ต้องรีบรับรองเพื่อให้ได้ครบ 475 คน หรือ 95% ทันเปิดสภาภายใน 30 วัน ถ้าไม่ทัน กกต.ก็ถูกฟ้องและแรงกดดันทั้งหลายจะตกมาอยู่ที่ กกต. ที่ทำให้ประเทศเกิดสุญญากาศ

โดยเฉพาะจากกลุ่มคนเสื้อแดง ถึงขั้น สดศรี สัตยธรรม ถูกโทรศัพท์ข่มขู่เอาชีวิต

แต่ผลจากการที่ กกต.ชุดที่แล้ว ที่มี พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ เป็นประธาน ถูกยื่นฟ้องข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในการสืบสวนข้อเท็จจริง ข้อร้องเรียนกล่าวหาพรรคไทยรักไทย จ้างพรรคเล็กจัดการเลือกตั้ง จนกลายเป็น “3 หนา” และถูกศาลพิพากษาจำคุก ทำให้ กกต.ชุดนี้กลัวเดินตามรอย

กกต.ชุด “อภิชาต สุขัคคานนท์” ถูกจับจ้องจากทุกฝ่าย จนทำให้ กกต.เกร็ง กลัวถูกฟ้องร้องดำเนินคดี นี่อาจทำให้ กกต.ไม่กล้าบังคับใช้กฎหมายตามอำนาจที่มีอยู่เพื่อให้การเลือกตั้งมีความบริสุทธิ์ ยุติธรรม

อย่างไรก็ตาม หลังหายใจคล่องขึ้นเพราะพ้น 30 วัน ที่ได้รับรอง สส.ครบเงื่อนไข ยังมีเรื่องคัดค้านที่ยังเหลืออยู่ในมือ กกต. 225 เรื่อง จาก 500 กว่าเรื่อง ที่จะนำมาสอบสวนเพื่อ “สอยทีหลัง ซึ่ง กกต.ยังมีเวลา 1 ปี

หากพบว่า มีมูล ตามขั้นตอนต้องส่งเรื่องให้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จะแจก “ใบเหลืองใบแดง” ตามสำนวน กกต.หรือไม่

โดยตามมาตรา 111 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งฯ ระบุว่า

“เมื่อประกาศผลการเลือกตั้งแล้ว ถ้าปรากฏหลักฐานอันเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริต หรือ สส.ผู้ใดกระทำการโดยไม่สุจริตเพื่อให้ตนเองได้รับการเลือกตั้ง หรือได้รับการเลือกตั้งมาโดยไม่สุจริต... ให้ กกต.ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อพิจารณา ในกรณีที่ปรากฏจากการไต่สวนของศาลฎีกาว่ามีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ากรณีเป็นไปตามคำร้องของ กกต.ให้ศาลฎีกาสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของ สส.หรือผู้สมัครนั้นมีกำหนดเวลา 5 ปี

ในกรณีที่ศาลฎีกาได้รับคำร้องตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้ สส.ผู้นั้นหยุดการปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลฎีกาจะมีคำสั่งยกคำร้อง และถ้าศาลฎีกามีคำสั่งให้เลือกตั้งใหม่หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของ สส.ให้สมาชิกภาพของ สส.ผู้นั้นสิ้นสุดลง”

มุมมองของ เจษฏ์ โทณะวณิก คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม เห็นว่า การคัดแยกก่อนประกาศรับรอง สส.ของ กกต.ก่อนหน้านี้ได้แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ

กลุ่มแรกไม่มีเรื่องร้องคัดค้านก็สามารถประกาศรับรองได้ทันที

กลุ่มที่ 2 เป็นประเภทไม่แน่ใจ แต่ส่วนใหญ่ยกคำร้องได้

กลุ่มสุดท้าย 94 คน กลุ่มนี้มีเรื่องร้องคัดค้านเข้ามามาก ถือว่ามีความเสี่ยงโดยอาจถูก กกต.สอยภายหลังได้มากที่สุด จนอาจมีใบเหลือง หรือใบแดงตามมาภายหลัง

ดร.เจษฏ์ มองว่า หาก กกต.ปล่อยให้การตรวจสอบทุจริตการเลือกตั้งเป็นเช่นนี้ จะทำให้ผู้สมัคร สส.ไม่มีความเกรงกลัวใดๆ และเป็นผลเสียเพราะเกี่ยวพันกับผลประโยชน์จำนวนมากของประเทศ และถ้า กกต.กลัวแรงกดดัน ก็ถือเป็นเรื่องใหญ่เพราะงานของ กกต.จะต้องถูกแรงกดดันแน่นอนอยู่แล้ว

ท้ายที่สุดต้องติดตามว่า ในระยะ 1 ปีจากนี้ที่ กกต.ยังมีเวลาพิจารณาสำนวนร้องเรียนต่อจะชงให้ใบเหลืองใบแดงได้เท่าไร เมื่ออำนาจวินิจฉัยอยู่ในมือศาลฎีกา ซึ่งก็ช่วยลดแรงกดดันที่มีต่อ กกต.

ถ้าเทียบสถิติการให้ใบเหลืองใบแดงของ กกต.ในการเลือกตั้งปี 2550 จนสอบสวนไปถึง 1 ปี คือ 2551 มีใบเหลืองปลิวว่อนถึง 24 ใบ แยกเป็น พลังประชาชน 20 ใบ ประชาธิปัตย์ 1 ใบ ชาติไทย 1 ใบ เพื่อแผ่นดิน 2 ใบ

ส่วนใบแดง ก็อยู่ในสัดส่วนที่มากคือ 7 ใบ พลังประชาชน 4 ใบ ชาติไทย 2 ใบ มัชฌิมาธิปไตย 1 ใบ

หรือ กกต.จะนิ่งเงียบ หมดภารกิจทุกอย่าง แค่ให้มีรัฐบาล โดยที่ไม่สอบสวนเอาผิดกับผู้ทุจริตซื้อเสียงเลือกตั้ง

 

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ