posttoday
หนี้สหรัฐยังไม่สิ้นฤทธิ์จับตาดอลลาร์ป่วยโลก

หนี้สหรัฐยังไม่สิ้นฤทธิ์จับตาดอลลาร์ป่วยโลก

02 สิงหาคม 2554

ทั่วโลกถอนหายใจเฮือกใหญ่ หลังอั้นไว้นาน ในทันทีที่ประธานาธิบดีบารัก โอบามา แห่งสหรัฐ

ทั่วโลกถอนหายใจเฮือกใหญ่ หลังอั้นไว้นาน ในทันทีที่ประธานาธิบดีบารัก โอบามา แห่งสหรัฐ

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

ทั่วโลกถอนหายใจเฮือกใหญ่ หลังอั้นไว้นาน ในทันทีที่ประธานาธิบดีบารัก โอบามา แห่งสหรัฐได้ออกมาส่งสัญญาณว่า สภาคองเกรสจะบรรลุข้อตกลงร่วมกันในการขึ้นเพดานหนี้ทันกำหนดภายในเส้นตายวันที่ 2 ส.ค.แน่นอน

ข่าวดีดังกล่าว ส่งผลให้บรรยากาศในตลาดผ่อนคลายมากขึ้น เห็นได้จากตลาดหุ้นทั่วโลกที่ปรับตัวบวกเกือบทั้งกระดาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคเอเชีย อย่าง ญี่ปุ่น ประเทศเจ้าหนี้อันดับสองของสหรัฐ ที่ตอบรับด้วยความยินดี โดยตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับเพิ่มขึ้น 1.34% ขณะที่ตลาดอื่นๆ ในเอเชียก็ล้วนปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยซิดนีย์เพิ่มขึ้น 1.65% ตลาดโซลของเกาหลีใต้เพิ่ม 1.83% ฮ่องกงเพิ่มขึ้น 1.53% และจีน ยักษ์ใหญ่ในเอเชียและเจ้าหนี้เบอร์หนึ่งของสหรัฐปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 0.19%

นอกจากนี้ ข่าวดีที่ว่า ยังมีผลต่อค่าเงินเหรียญสหรัฐให้ปรับตัวแข็งค่าขึ้น หลังจากที่อ่อนแรงมานาน โดยเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักอื่นๆ เช่น เงินเยนของญี่ปุ่น เงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นจาก 76.73 เยนต่อหรียญสหรัฐ มาอยู่ที่ 78 เยนต่อเหรียญสหรัฐ เช่นเดียวกับสกุลเงินยูโรที่แข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ 1.4391 ยูโรต่อเหรียญสหรัฐ

อาการโล่งใจ สบายใจของตลาดที่แสดงออกมานี้อาจถือได้ว่าเป็นสัญญาณตอบรับที่ดีมากจากตลาดที่มีต่อการตัดสินใจของสหรัฐในครั้งนี้ จนทำให้นักลงทุนหลายคนเริ่มหันมาเชื่อมั่นในพันธบัตรสหรัฐมากขึ้น

หนี้สหรัฐยังไม่สิ้นฤทธิ์จับตาดอลลาร์ป่วยโลก

ความเชื่อมั่นของนักลงทุนเห็นได้จากราคาทองคำในตลาดที่เริ่มลดความร้อนแรงลง จากราคาทุบสถิติที่ 1,630 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ เมื่อช่วงไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้า มาอยู่ที่ 1,618 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ในวันจันทร์ที่ 1 ส.ค. ขณะที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดนิวยอร์กในเดือน ก.ย. ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.18 เหรียญสหรัฐ มาอยู่ที่ 96.88 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

เรียกได้ว่า การตัดสินใจขึ้นเพดานหนี้ของสหรัฐในครั้งนี้ ได้รับแรงสนับสนุนที่ดีที่ทำให้บรรยากาศตลาดในสหรัฐและตลาดโลกโดยรวมกลับมาสดใสขึ้นอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้เชี่ยวชาญและนักวิเคราะห์กลุ่มหนึ่งได้รีบออกมาเตือนเหล่านักลงทุนมือสมัครเล่นทั้งหลายว่า อย่าเพิ่งลิงโลดใจกับความคึกคักของเงินเหรียญสหรัฐในช่วงนี้ จนหลงคิดไปไกลว่าสหรัฐได้รอดพ้นวิกฤตเศรษฐกิจและกำลังฟื้นตัวขึ้น เนื่องจากค่าเงินที่แข็งขึ้นจะเป็นไปเพียงแค่ช่วงระยะสั้นๆ เท่านั้น

เหตุผลหลักก็คือปฏิกิริยาของตลาดที่เห็นอยู่นี้เป็นผลมาจากการตอบรับสิ่งที่ตลาดคาดหวังว่าควรจะเกิดขึ้นมาตั้งนานแล้ว แต่มีอันต้องยืดเยื้อล่าช้า เพราะเกมทางการเมืองของ 2 พรรคใหญ่อย่างเดโมแครตและรีพับลิกัน

เหตุผลต่อมาก็คือ แม้ว่าจะสามารถชำระหนี้ได้ทันตามกำหนดเส้นตาย แต่ปัญหาหนี้เรื้อรังก็ยังคงคาราคาซังอยู่ ซึ่งหากสหรัฐไม่มีมาตรการจัดการที่ดีพอ แน่นอนว่าย่อมหนีไม่พ้นความเสี่ยงที่จะถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือจากบรรดาสถาบันจัดอันดับชั้นนำของโลกอย่างสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (เอสแอนด์พี) มูดี้ส์ และฟิทช์ เรทติ้งส์

การถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐ ย่อมนำมาซึ่งความปั่นป่วนในตลาดเงิน เนื่องจากพันธบัตรสหรัฐเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันหนึ่งเดียวของโลกที่ปลอดความเสี่ยง และทุกประเทศให้ความเชื่อถือถึงขนาดเก็บเป็นเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ

แทบไม่ต้องเดาก็รู้ได้ว่า หากความน่าเชื่อถือในพันธบัตรสหรัฐลดลง อาจส่งผลให้ประเทศอื่นๆ ต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพิ่มภาระต้นทุนทางธุรกิจให้สูงขึ้น จนกระทบต่อผู้บริโภค

ทั้งนี้ หากมองกันในระยะยาว ภาระหนี้ที่หนักอึ้งดังกล่าว ยังมีผลทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐมีแนวโน้มอ่อนยวบยาวนาน

ประกอบกับการที่เศรษฐกิจของสหรัฐยังคงซบเซา สังเกตได้จากตัวเลขการขยายตัวของจีดีพีในไตรมาสที่สองที่ต่ำกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์หลายสำนัก และต่ำที่สุดนับตั้งแต่เศรษฐกิจของประเทศถดถอยเมื่อปี 2551 บวกกับอัตราตัวเลขผู้ว่างงานอันเป็นกำลังบริโภคหลักที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญยังคงสูงลิ่ว และรัฐบาลกลางสหรัฐยังเผชิญหน้ากับการขาดดุลงบประมาณต่อเนื่อง เพราะต้องควักเงินในคลังเพื่ออุ้มระบบสวัสดิการของประเทศ

สภาพการณ์เศรษฐกิจที่ไม่มีทีท่าว่าจะเงยหน้าชูคอขึ้นมาได้เช่นนี้ ล้วนเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้สหรัฐจำต้องดำเนินการแก้ปัญหาการขาดดุลงบประมาณด้วยการตัดลดค่าใช้จ่ายอย่างมโหฬาร ที่รัฐบาลสหรัฐได้กำหนดไว้แล้วว่าจะดำเนินการตัดลดค่าใช้จ่ายครั้งใหญ่เป็นมูลค่าทั้งสิ้นราว 2.4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ภายในระยะเวลา 10 ปี

ทั้งนี้ สหรัฐยังไม่ได้มีรายละเอียดที่ชัดเจนว่าจะตัดรายจ่ายส่วนไหนบ้าง แต่จากการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ในทำเนียบขาวระบุว่า สหรัฐจะแบ่งการตัดลดรายจ่ายออกเป็นสองรอบ ซึ่งจะแบ่งเป็นงบทางทหารครึ่งหนึ่ง และที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทหารอีกครึ่งหนึ่ง โดยจะไม่แตะต้องเงินประกันสุขภาพและเงินประกันสังคม

กระนั้น การตัดลดรายจ่ายนี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อบรรดาข้าราชการที่อาจได้เงินเดือนน้อยลง และลูกจ้างรัฐที่อาจต้องถูกบีบให้ออกจากงาน จนกลายเป็นวงจรซ้ำเติมอัตราการว่างงานให้ย่ำแย่หนักกว่าเดิม

ขณะเดียวกัน นอกจากจะต้องตัดลดรายจ่ายมหาศาลแล้ว สหรัฐจำต้องดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่อีกครั้ง ซึ่งรวมไปถึงการแทรกแซงค่าเงินเพื่อให้ต่ำกว่าความเป็นจริงในตลาด ซึ่งมีท่าทีว่าจะได้รับแรงสนับสนุนจากเบน เบอร์นันคี ประธานธนาคารกลางของสหรัฐ (เฟด) ไม่น้อย

ทั้งนี้ เมื่อเอ่ยถึงแผนกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐ ย่อมอดไม่ได้ที่จะนึกถึงนโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (Quantative Easing) ที่ทุกประเทศทั่วโลกได้ลิ้มรส และรู้ซึ้งดีแล้วว่า นโยบายคิวอีที่ว่านี้ มีฤทธิ์เดชพิษสงเพียงใด เห็นได้จากคิวอีสองรอบที่ผ่านมา

การอัดเงินเหรียญสหรัฐเข้าสู่ระบบ บีบให้ดอกเบี้ยสหรัฐต่ำมาก จนเกิดปรากฏการณ์กระแสทุนจากสหรัฐไหลเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ที่มีอัตราดอกเบี้ยผลตอบแทนสูงกว่า

ขณะที่ค่าเงินเหรียญสหรัฐที่อ่อนลงจนทำให้เงินสกุลอื่นแข็งค่าขึ้น ส่งผลให้ภาคการส่งออกของสหรัฐได้ประโยชน์ แต่ทำให้การส่งออกของประเทศอื่นๆ พังไม่เป็นท่า

นอกจากนี้ นโยบายคิวอียังมีผลให้สินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ ในตลาดถีบตัวสูงขึ้น ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวเพิ่มจนเป็นปัจจัยคุกคามไม่เฉพาะกับเศรษฐกิจของสหรัฐ แต่ยังรวมถึงตัวเลขเงินเฟ้อของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเอเชีย ที่บรรดานานาประเทศต่างพากันปวดหัวจากการที่ต้องขุดหามาตรการขึ้นมาคุมเงินเฟ้อ ทั้งการขึ้นดอกเบี้ย และเพิ่มจำนวนเงินสำรองของธนาคาร ซึ่งก็กลายเป็นปัญหาอีก เพราะดอกเบี้ยที่สูงก็เหมือนกับการกวักมือเรียกทุนร้อนของสหรัฐให้เข้ามาอีก หากสหรัฐตัดสินใจใช้นโยบายคิวอีรอบที่ 3

ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า ทั่วโลกรุมสวดประณามสหรัฐกันมากมายเพียงไหน และขยาดกลัวผลพวงจากคิวอีสองครั้งสองคราที่ผ่านมาเพียงใด

แถมผลลัพธ์จากระบบคิวอีแทบจะไม่ได้ช่วยให้เศรษฐกิจของสหรัฐกระเตื้องขึ้นตามที่คาดหวังเลยแม้แต่น้อย เพราะทั้งจีดีพี ทั้งการจ้างงานก็ยังคงต่ำเตี้ยเกินรับไหว ขณะที่ตัวเลขเงินเฟ้อกลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

แน่นอนว่า ความคืบหน้าในการจัดการปัญหาหนี้ของสหรัฐย่อมเป็นเรื่องดีให้ตลาดดีใจและหายใจได้คล่องในระยะหนึ่งเท่านั้น แต่ปัญหาหนี้ที่ยังค้างคาสุมเป็นกองภูเขาอยู่เบื้องหลังก็เป็นสิ่งที่นักลงทุนทั้งหลายพึงระวัง เนื่องจากชนักหนี้ที่ปักหลังอยู่นี้จะทำให้สหรัฐต้องกดค่าเงินเหรียญสหรัฐต่อไป

เพราะแม้ต้องเสียเครดิตความน่าเชื่อถือในตลาดโลก ก็ยังดีกว่าเสี่ยงปล่อยให้เศรษฐกิจของประเทศต้องล้มครืน..!

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท