
คองเกรสแค่'ต่อลมหายใจ'หนี้อเมริกาซึมลึก กระทบยาว
แม้จะเจอโรคเลื่อนมาหลายวัน จากสาเหตุความไม่ปรองดองเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของฝ่ายการเมือง
แม้จะเจอโรคเลื่อนมาหลายวัน จากสาเหตุความไม่ปรองดองเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของฝ่ายการเมือง
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
แม้จะเจอโรคเลื่อนมาหลายวัน จากสาเหตุความไม่ปรองดองเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของฝ่ายการเมือง แต่ในวันนี้ก่อนที่ตลาดหุ้นฟากฝั่งเอเชียจะเริ่มเปิดทำการเวลา 04.00 น. ตามเวลาในบ้านเรา ก็ได้รู้ขาวรู้ดำกันเสียทีแล้วว่าสภาคองเกรสจะผ่านกฎหมายขึ้นเพดานหนี้ 14.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ที่ยืดเยื้อมานานได้อย่างไร
คำตอบอาจเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ว่า ผ่านได้ในนาทีสุดท้ายแบบฉิวเฉียด ตลาดทุนโลกมีปฏิกิริยาตอบรับกันอย่างยินดีปรีดาหลังร่วงลงกันมานาน 1 สัปดาห์เต็มก่อนหน้านี้
ทว่า ก็คงเป็นข่าวดีได้แค่ในระยะสั้นเท่านั้น...!
บลูมเบิร์กได้รายงานอ้างแหล่งข่าวเมื่อช่วงเย็นของวันที่ 31 ก.ค. ว่า วงประชุมย่อยที่ทำเนียบขาวระหว่างผู้แทนพรรคเดโมแครตและรีพับลิกัน โดยความพยายามเฮือกสุดท้ายของประธานาธิบดี บารัก โอบามา สามารถบรรลุข้อตกลงคร่าวๆ ร่วมกันได้ โดยให้ลดงบประมาณรายจ่ายทันทีก้อนแรก 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
จากนั้นให้ตั้งคณะกรรมาธิการพิเศษเพื่อให้การแนะนำเรื่องตัดลดงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมในวงเงิน 1.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2554 นี้ โดยต้องมีการดำเนินการออกมาก่อนช่วงปลายเดือน พ.ย.นี้ และสภาคองเกรสต้องรับรองข้อเสนอของคณะกรรมาธิการภายในปลายเดือน ธ.ค. หรือไม่เช่นนั้น กระทรวง หน่วยงานของรัฐ และโครงการต่างๆ ของรัฐ เช่น การประกันสุขภาพ จะต้องถูกตัดลดงบประมาณอุดหนุนลงโดยอัตโนมัติทันที แต่จะถูกตัดได้ไม่เกิน 4% และจะไม่มีการแตะต้องงบในส่วนของสวัสดิการสังคม
นอกจากนี้ แผนการดังกล่าวยังเรียกร้องให้สภาคองเกรสอนุมัติการแก้ไขรัฐธรรมนูญในเรื่องงบประมาณสมดุล
ไม่ว่ารายละเอียดของสภาคองเกรสซึ่งจะมีขึ้นในเวลาประมาณ 01.00 น. วันนี้ ตามเวลาในบ้านเราจะออกมาอย่างไร จะเอื้อรีพับลิกันหรือเดโมแครตมากกว่า แต่สิ่งที่หลายฝ่ายโดยเฉพาะนักวิเคราะห์และตลาดฝั่งเอเชียเห็นตรงกันก็คือ ผลที่ออกมาเป็นแค่การต่อลมหายใจ ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่แท้จริง
ประการแรก เป็นเพราะการขยายตัวของเศรษฐกิจอเมริกาในช่วงครึ่งปีแรกนี้ไปได้ไม่สวย จนถึงกับมีการห่วงกันว่า อาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะเศรษฐกิจถดถอยรอบใหม่ การขยายตัวของจีดีพีในไตรมาส 2 ขยายตัวได้เพียง 1.3% จาก 0.4% ในไตรมาสแรก หรือต่ำสุดนับตั้งแต่ที่เศรษฐกิจสหรัฐพ้นจากภาวะถดถอยเมื่อ 2 ปีก่อน ซึ่งบ่งชี้ถึงทิศทางเศรษฐกิจครึ่งปีหลังนี้ว่าอาจน่าเป็นห่วง
และไม่ต้องสงสัยเลยว่า การแก้ปัญหาหนี้สหรัฐด้วยการตัดลดงบประมาณหน่วยงานต่างๆ ทั่วประเทศทันที 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ จะส่งผลต่อความเชื่อมั่น การใช้จ่ายของผู้บริโภค และโยงใยไปถึงการค้าระหว่างประเทศมากเพียงใด
ประการที่สองก็คือ ปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจของสหรัฐ และ “ปัญหาความแตกแยกทางการเมือง” ที่ทำให้ทั่วโลกซึ่งเป็นเจ้าหนี้สหรัฐต้องลุ้นไปด้วยในนาทีสุดท้าย จะยิ่งบ่อนทำลายความเชื่อมั่นของโลกที่มีต่ออเมริกา โดยเฉพาะความเชื่อมั่นต่อ “เงินเหรียญสหรัฐ”
“ความปั่นป่วนที่ทั่วโลกได้เห็นครั้งนี้ จะก่อให้เกิดคำถามต่อบทบาทของสกุลเงินเหรียญสหรัฐในระบบการเงินโลกทันที” ซาอิด นัสเซอร์ ไซดี อดีตรัฐมนตรีพาณิชย์ของเลบานอน และหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ของศูนย์การเงินนานาชาติดูไบ กล่าวกับเอพี
ถึงจะผ่านเพดานหนี้มาได้ แต่ปัญหาพื้นฐานในอเมริกา และความจริงที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะยังไม่ขึ้นดอกเบี้ย หรืออาจจะปั๊มเงินเสริมสภาพคล่องเข้าระบบ (QE3) อีกครั้งก็เป็นได้ จะยิ่งทำให้นักลงทุนแห่ขนเงินไปยังตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะในฝั่งเอเชีย ทำให้เกิดภาวะทุนไหลเข้าทะลักอีกครั้ง และจะยิ่งซ้ำเติมปัญหาภาวะเงินเฟ้อที่กำลังเกิดขึ้นในหลายประเทศ
ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย ที่ล่าสุดมีรายงานว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ในไทยเติบโตเร็วอย่างร้อนแรงจนน่าจับตาว่าจะกลายเป็นอีกหนึ่งฟองสบู่ในภูมิภาคหรือไม่
ใครต่อใครจึงไม่ควรหลงดีใจเร็วเกินไปกับชัยชนะ (เบื้องต้น) ของอเมริกาในครั้งนี้







