
หมูกัดกระทรวงพาณิชย์-ชาวบ้านกระอัก
สารทจีนปีนี้ ผู้บริโภคโดยเฉพาะชาวไทยเชื้อสายจีนบักโกรกแน่
สารทจีนปีนี้ ผู้บริโภคโดยเฉพาะชาวไทยเชื้อสายจีนบักโกรกแน่
เพราะราคาหมูขยับขึ้นไปรอที่กิโลกรัมละ 160 บาทเรียบร้อยแล้ว แถมส่อแวว มีแนวโน้มพุ่งปรี๊ดต่อ
ขนาดกระทรวงพาณิชย์ยังยอมรับสภาพ ต้องขยับราคาแนะนำที่เคยกำหนดไว้ที่ 130 บาท ขึ้นตาม ด้วยข้ออ้าง โรคระบาดรุมเร้าฟาร์มหมูหนัก จนซากหมูตายเกลื่อนเล้า ส่อเค้าเนื้อหมูจะขาดตลาด ถ้าขืนดันทุรังไปกดราคาไว้เท่าเดิม
เมื่อวันที่ 29 ก.ค. พรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ เลยต้องเรียกประชุมด่วนร่วมกับตัวแทนสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ตลาดสด และห้างค้าปลีก สุดท้ายได้ข้อสรุป กระทรวงสั่งปรับขึ้นราคาแนะนำสินค้าหมูให้สะท้อนกับภาวะตลาด
หมูเป็นหน้าฟาร์มภาคกลางปรับเพิ่มขึ้นจากกิโลกรัมละ (กก.) 70 บาท เป็น 79 บาท ภาคอีสานและเหนือให้ปรับเพิ่มขึ้นอีก 4 บาท และภาคใต้เพิ่ม 6 บาท
ส่งผลให้ราคาแนะนำหมูเนื้อแดงปรับขึ้นจาก กก.ละ 130 บาท เป็น 140-150 บาท ในพื้นที่ตลาดสดเขตกรุงเทพฯ และภาคกลาง ภาคอีสานและภาคเหนือให้ปรับเพิ่มขึ้นจาก กก.ละ 135 บาท เป็น 155 บาท และภาคใต้จาก กก.ละ 140 บาท เป็น 160 บาท มีผลวันนี้เป็นต้นไป
พรทิวา ชี้แจงสาเหตุที่ยอมให้ปรับขึ้นราคาแนะนำเนื้อหมูก็เพราะเห็นว่าผลผลิตลูกหมูลดลงมาก ผู้เลี้ยงรายงานว่าเกิดโรคระบาดในหมูหลายโรค ทำให้ลูกหมูมีอัตราการสูญเสียถึง 25-30% ส่งผลให้ต้นทุนหมูเป็นของเกษตรกรปรับขึ้นมาอยู่ที่ กก.ละ 70-71 บาท ทำให้ผู้เลี้ยงรายย่อยเลิกกิจการไปจำนวนมาก เพราะไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนที่เพิ่มได้
ดังนั้น จึงสรุปได้ว่าปริมาณที่ลดลงนี้ ไม่ได้เกิดจากปัญหาการลักลอบส่งออกแล้ว เพราะปัจจุบันราคาเนื้อหมูในไทยเริ่มขยับสูงใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้าน อีกทั้งกรมการค้าภายในได้ออกมาตรการควบคุมการขนย้าย 24 จังหวัด ทำให้ปริมาณการส่งออกลดลง จึงไม่ต้องออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อห้ามส่งออกอีก
อย่างไรก็ดี ราคาแนะนำที่ประกาศใหม่นี้ จะขอความร่วมมือให้ผู้ประกอบการตรึงราคานี้ไปถึงช่วงเทศกาลสารทจีน หรือในวันที่ 14 ส.ค. เพราะคาดว่าเมื่อถึงช่วงนั้นจะมีความต้องการใช้เนื้อหมูมาก หากไม่ขอความร่วมมือ อาจทำให้ราคาหมูเป็นสูงเกินราคาที่กำหนด ซึ่งในการหารือทางผู้ประกอบการได้ขอปรับขึ้นราคาหมูเป็น กก.ละ 81 บาท แต่กระทรวงขอให้ลดมาเหลือแค่ 79 บาท
อย่างไรก็ตาม ประชาชนยังมีทางเลือกในการซื้อเนื้อหมูราคาถูกจากห้างค้าปลีกสมัยใหม่หลายแห่งที่ให้ความร่วมมือจัดโปรโมชันนำเนื้อหมูราคาประหยัด กก.ละ 120 บาท มาจำหน่าย
ด้าน สุรชัย สุทธิธรรม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ กล่าวว่า ปริมาณหมูขณะนี้ลดลง 30% จากปกติออกสู่ตลาดวันละ 3.8 หมื่นตัว เหลือ 3.2-3.3 หมื่นตัว จากโรคระบาด สมาคมกำลังเร่งปรับการบริหารการจัดการภายในฟาร์ม คาดว่าต้องใช้เวลาอีก 6 เดือน สถานการณ์หมูจะเข้าสู่ภาวะปกติ โดยเรียกร้องให้หน่วยงานของรัฐอย่าเข้ามาแทรกแซงหรือควบคุมราคา เพราะผู้เลี้ยงที่เหลืออยู่แทบไม่ได้กำไรแล้ว
เปรียบเทียบกับต่างประเทศ อย่าง จีน รัฐบาลได้จ่ายชดเชยให้เกษตรกรที่ประสบปัญหาโรคระบาดตัวละ 4,000 บาท หากรายใดขายเข้าสู่ตลาดจะได้รับชดเชยอีกตัวละ 500 บาท จึงอยากให้รัฐบาลเข้ามาดูแลเรื่องการชดเชยเพื่อช่วยเกษตรกรด้วย
ข้างฝ่าย ปรีชา สมบูรณ์ประเสริฐ อธิบดีกรมปศุสัตว์ ออกมาโต้ทันที ว่าการตายของหมูจำนวนมากไม่เกี่ยวกับปัญหาเนื้อหมูราคาแพง เพราะแต่ละปีหมูตายด้วยโรคเป็นปกติอยู่แล้ว คิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 1% หรือเฉลี่ย 1 หมื่นตัวต่อปี จากที่เลี้ยงทั้งประเทศ 1415 ล้านตัว เพียงแต่ปีนี้หมูโตช้าจากอากาศร้อน ผลผลิตจึงมีไม่พอกับความต้องการ โดยต้นทุนการเลี้ยงขณะนี้อยู่ที่ 62 บาทต่อ กก. เมื่อคิดเป็นราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มจะอยู่ที่ 66-70 บาทต่อ กก.
พงศ์พัฒน์ ขัตพันธุ์ ปศุสัตว์จังหวัดลำพูน กล่าวว่า ฟาร์มเลี้ยงหมูในพื้นที่ ต.ศรีบัวบาน และ ต.ป่าสัก อ.เมือง จ.ลำพูน ล้มตายยกเล้ารวม 2,900 ตัว ส่วนใหญ่เป็นลูกหมู 2,700 ตัว และแม่พันธุ์อีก 200 ตัว เนื่องจากโรคระบาดพีอาร์อาร์เอส (PRRS) หรือโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจและระบบสืบพันธุ์ ถือว่าเป็นโรคระบาดร้ายแรง แต่ไม่ติดต่อมายังคน ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่แจกจ่ายยาฆ่าเชื้อและยาปฏิชีวนะให้ผู้เลี้ยงหมูควบคุมโรคระบาดดังกล่าวแล้ว
พร้อมกันนี้ ได้ประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติโรคระบาด เขตควบคุมโรค ห้ามเคลื่อนย้ายออกจากฟาร์ม หากพบหมูป่วยหรือตายให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทันที และนำซากหมูตายไปฝังหรือเผาเท่านั้น ห้ามชำแหละหรือนำไปขายก่อนได้รับอนุญาต โดยที่ผ่านมาพบว่ามีการฝ่าฝืน ถูกดำเนินคดีไปแล้ว6 ราย
หลังจากนี้ จะช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูแบ่งออกเป็น 4 แนวทาง คือ 1.สนับสนุนยาวัคซีนและยาปฏิชีวนะ 2.พิจารณาลดหย่อนภาษี 3.เจรจาสถาบันการเงินชะลอชำระหนี้ ลดดอกเบี้ยให้จนกว่าจะตั้งตัวได้ และ 4.ขอให้จังหวัดจัดสรรงบประมาณจัดหาแม่พันธุ์ให้กับเกษตรกรที่เดือดร้อน
ปัญหาเรื่องหมูยังไม่จบแค่นี้ ผลจากที่หมูตายยกเล้าจากโรคระบาด ทำให้ผู้บริโภคชักห่วงว่าจะลามระบาดมาถึงคนหรือไม่ นพ.สมชาย โรจนรัตนางกูร นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดลำพูน ชี้แจงว่า โรคที่เกิดกับหมูไม่ติดต่อมายังคน แต่เนื้อหมูที่ตายด้วยโรคพีอาร์อาร์เอส ต้องระมัดระวังเชื้อแบคทีเรีย โรคสเตรปโตค็อกคัส ซูอีส ที่อยู่บริเวณลำไส้และช่องจมูก อาจนำไปสู่การโรคหูดับได้ หากกินดิบ ที่เหมาะเอาไปทำลายดีกว่า ปลอดภัยที่สุด







