
รีดเลือดปู ทางออกถมประชานิยม2ล้านล้าน
นับจากวันนี้อีกไม่ถึง 1 เดือน รัฐบาลยิ่งลักษณ์ 1 ก็จะได้เดินหน้าบริหารประเทศอย่างเป็นทางการ
นับจากวันนี้อีกไม่ถึง 1 เดือน รัฐบาลยิ่งลักษณ์ 1 ก็จะได้เดินหน้าบริหารประเทศอย่างเป็นทางการ
โดย...ทีมข่าวการเงิน
ขับเคลื่อนนโยบายร้อยแปดพันเก้ามูลค่าวงเงินถึง 2 ล้านล้านบาท ตามที่ได้หาเสียงไว้
ในขณะที่กระทรวงการคลัง ก็ตีคู่เร่งเครื่องหารายได้มาให้ว่าที่รัฐบาลใหม่ได้จับจ่ายใช้สอยให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะเงินใช้จ่ายในงบประมาณปี 2555 ที่รัฐบาลประกาศจะเข้ามารื้อใหม่หมด
โดยกรอบงบประมาณเดิมปี 2555 มีวงเงิน 2.55 ล้านล้านบาท เป็นงบประมาณแบบขาดดุล 3.5 แสนล้านบาท จากการประมาณการเก็บรายได้จำนวน 1.9 ล้านล้านบาท
อย่างไรก็ตาม คลังประกาศล่าสุดว่า จะแบ่งรายได้งบประมาณปี 2555 ได้ไม่น้อยกว่า 2 ล้านล้านบาท เนื่องจากการเก็บรายได้ปีงบประมาณ 2554 ที่เดิมประมาณการไว้ 1.65 ล้านล้านบาท แต่เก็บเข้าจริงได้กว่า 1.87 ล้านล้านบาท มากกว่าเดิมถึง 2 แสนล้านบาท
เมื่อนำรายได้ที่คาดว่าจะเก็บได้จริง 1.87 ล้านล้านบาท มาเป็นฐานเก็บรายได้ในปี 2555 ให้ได้เพิ่ม 10% เป้าหมายการรีดรายได้ปี 2555 ให้ฉลุย 2 ล้านล้านบาท อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม และถือว่าไม่ได้อยากเย็นอะไร
เม็ดเงินรายได้ปี 2555 ที่จะเพิ่มขึ้นมาอีกกว่า 1 แสนล้านบาท ทำให้ว่าที่รัฐบาลใหม่มีเงินไปใช้จ่ายในโครงการหาเสียงต่างๆ ได้ โดยที่ไม่ต้องทำงบประมาณขาดดุลเพิ่มจากกรอบเดิม จะได้ไม่เป็นเป้าถูกโจมตีจากนักวิชาการว่ากระตุ้นเศรษฐกิจร้อยแรงเกินเหตุ ทำให้เศรษฐกิจมีปัญหาเสถียรภาพ
เป้าหมายใหญ่การเก็บภาษีของคลัง ยังมีกรมสรรพากรเป็นเจ้าภาพหลัก รับเป้าเก็บภาษีไป 1.5 ล้านล้านบาท กรมสรรพสามิต 4 แสนล้านบาท และกรมศุลกากรอีก 1 แสนล้านบาท ขณะที่มีรายได้จากรัฐวิสาหกิจและธนารักษ์เข้ามาเสริมอีก 1 แสนล้านบาท
นอกจากการรีดรายได้ภาษีที่โตขึ้นตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจแลัว คลังยังมีเป้าหมายเชิงรุกขยายฐานภาษีอย่างจริงจัง โดยมีการตั้งงบประมาณด้านการพัฒนาไอทีถึง 2,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาและเชื่อมระบบการเก็บภาษีของทั้งสามกรม ให้มีการตรวจสอบการเสียภาษีระหว่างกันของผู้เสียภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ป้องกันไม่ให้รั่วไหลเหมือนที่ผ่านมา
โดยเป้าหมายมีทั้งการขยายฐานการเก็บภาษีทั้งนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา เพราะจากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ พบว่ามีผู้ประกอบการจดทะเบียน 3 ล้านราย แต่มีผู้ประกอบการยื่นแบบเสียภาษีเพียงหลักหมื่นรายเท่านั้น หรือคิดเป็นไม่ถึง 10% ของผู้ประกอบการเท่านั้น
กระทรวงการคลังจะประสานกับกระทรวงพาณิชย์ ตรวจสอบผู้ประกอบการที่ยังดำเนินการอยู่จริงมีจำนวนเท่าไร เพื่อนำมาเข้าระบบของการเก็บภาษีทั้งสามกรม เพื่อติดตามตรวจเช็กการเสียภาษีอย่างใกล้ชิด ย่อมทำให้เก็บภาษีในส่วนได้อีกมาก เพราะยังมีผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบภาษีให้ไล่เก็บภาษีได้ทุกหย่อมหญ้า
เช่นเดียวกับการเดินหน้ารีดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จากตัวเลขที่คลังกางออกมาดูมีแรงงานในระบบ 35 ล้านราย มีผู้ยื่นแบบชำระภาษี 10 ล้านราย และเสียภาษีจริงมีเพียง 2 ล้านรายเท่านั้น แสดงให้เห็นว่ายังมีช่องทางที่จะเก็บเพิ่มได้อยู่ไม่น้อยเช่นกัน โดยเฉพาะอาชีพอิสระ รายได้ดี ไม่ว่าจะเป็นหมอ นักบัญชี นักกฎหมาย อยู่ในกลุ่มที่จะถูกเอกซเรย์รายได้ละเอียดยิบ
ขณะที่พ่อค้าแม่ค้าหาบเร่แผงลอย ก็อาจจะไม่พ้นบ่วงกรรมถูกนับจานข้าวมันไก่ ชามก๋วยเตี๋ยว ให้เสียภาษีกันรอบใหม่เร็วๆ นี้
อย่างไรก็ตาม การรีดรายได้รัฐบาลปี 2555 จำนวนกว่า 2 ล้านล้านบาท กระทรวงการคลังตั้งข้อแม้เหมือนกันว่า รัฐบาลใหม่ที่เข้ามาต้องกลับมาเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลเหมือนเดิมหลังจากที่สิ้นสุดมาตรการในเดือน ก.ย. 2554
นอกจากนี้ รัฐบาลต้องไม่ลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เหลือ 23% เพราะการประมาณการรายได้ได้คิดอยู่บนพื้นฐานมีการเก็บภาษีน้ำมันเหมือนเดิม และอัตราการเก็บภาษียังไม่มีการเปลี่ยนแปลง
หากรัฐบาลเดินหน้าลดภาษีนิติบุคคลตามที่หาเสียงไว้ และไม่ยอมขึ้นภาษีน้ำมันดีเซลเหมือนเดิม จะส่งผลให้รายได้ของรัฐบาลหายไปปีละ 23 แสนล้านบาท
ทำให้รัฐบาลต้องเลือกว่าจะขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 7% เป็น 10% จะทำให้ได้รายได้เข้ามาชดเชยในส่วนที่หายไป
ซึ่งหากรัฐบาลไม่กล้าขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม เพราะกลัวเสียคะแนนทางการเมือง ทำให้ราคาสินค้าแพง รัฐบาลก็ต้องเลือกทางกู้เงินทำงบประมาณขาดดุลเพิ่ม ก็จะมีเงินมาใช้เพิ่ม แต่ก็ต้องกลืนน้ำลายตัวเองที่เคยโจมตีรัฐบาลก่อนว่าดีแต่กู้
แต่ถ้าหากรัฐบาลประคองตัว อยากลดภาษีนิติบุคคลตามที่หาเสียง ไม่ขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มให้รัฐบาลสะเทือน และก็ไม่กู้เพิ่มทำให้เป็นบูเมอแรงเข้าหาตัวเอง ก็ต้องทำใจว่า จะมีเงินใช้ได้ไม่เต็มไม้เต็มมือ นโยบายต่างๆ ที่หาเสียงไว้ ก็จะบูดทำไม่ได้ เพราะไม่มีเงินมาทำ วาทกรรมทางการเมืองดีแต่พูดก็จะย้อนมาหาตัวเองเช่นกัน
เมื่อเป็นเช่นนี้ รัฐบาลไม่มีทางเลือก ต้องเดินหน้าถอนขนห่านมาถมทำนโยบายหาเสียง เพราะอย่างน้อยก็มีข้ออ้างได้ว่า เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บให้คนที่ไม่เสียมาเสีย และคนที่เสียไม่ครบก็มาเสียให้เต็มเม็ดเต็มหน่วย
อย่างน้อยก็ดีกว่าทางเลือกไปกู้เงินทำงบขาดดุลเพิ่ม เพราะนอกจากจะกลืนน้ำลายที่ถ่มทิ้งไว้แล้ว และอย่างเสี่ยงทำให้ฐานะการเงินการคลังมีปัญหา เพราะเป็นเวลาเกือบ 10 ปีแล้วที่ประเทศมีงบประมาณแบบขาดดุล หากไม่ส่งสัญญาณให้ชัดเจนว่าจะทำให้งบให้เข้าสู่สมดุล จะทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ เหมือนสหรัฐอเมริกาที่เจอปัญหาจ่อคออยู่ในขณะนี้
นอกจากนี้ การรีดรายได้เพิ่มยังเป็นการลบข้อครหาว่ารัฐบาลดีแต่ใช้จ่ายหารายได้ไม่เป็น ซึ่งแน่นอนว่า ผู้ประกอบการและประชาชนต้องรับศึกมหกรรมรีดภาษีอย่างเข้มข้นจากรัฐบาลชนิดกะพริบตาไม่ได้เลยทีเดียว







