posttoday
เพดานหนี้

เพดานหนี้

28 กรกฎาคม 2554

หมู่นี้ได้ยินนักวิชาการกับนักวิเคราะห์ในตลาดทุนพูดกันมากเรื่องเพดานหนี้สาธารณะของสหรัฐ

หมู่นี้ได้ยินนักวิชาการกับนักวิเคราะห์ในตลาดทุนพูดกันมากเรื่องเพดานหนี้สาธารณะของสหรัฐ

โดย..อรุณ จิรชวาลา 

ซึ่งคาดกันว่าภาระหนี้จะเต็มเพดานในวันที่ 2 ส.ค.ที่จะถึงนี้

เรื่องนี้เป็นข่าวใหญ่ ขึ้นหน้า 1 ในสหรัฐติดต่อกันมาเป็นเดือน และยิ่งนับวันดูเหมือนจะยิ่งแรง มองหาทางออกกันไม่เจอ

ผลของภาระหนี้ล้นเพดาน คือ รัฐบาลสหรัฐอาจต้องผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่หากเกิดขึ้น ก็อาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจและการเงินของโลก

ขณะที่ผมส่งตันฉบับเรื่องนี้ รัฐสภาสหรัฐยังตกลงกันไม่ได้ว่าจะผ่านกฎหมายเพิ่มเพดานหนี้หรือไม่ ซึ่งถ้าผ่านแล้วในวันที่เรื่องนี้ลงพิมพ์ เรื่องที่ผมเขียนก็อาจล้าสมัยและผิดข้อเท็จจริง แต่ผมก็ขอเดาว่า จะยังไม่ผ่าน และพร้อมที่จะยอมหน้าแตกถ้าเดาผิด

ไม่ใช่เพราะผมคิดว่ากฎหมายนี้จะไม่ผ่านนะครับ เชื่อว่าในที่สุดจะต้องผ่านอย่างแน่นอน แต่จะผ่านเอาใกล้ๆ วินาทีสุดท้าย ในกรณีที่ไม่ผ่านและเกิดการผิดนัดชำระหนี้ขึ้นมาจริงๆ ผมก็ยอมหน้าแตกอีกเช่นกัน

สาเหตุที่ผมเชื่อเช่นนี้ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องการเมืองภายในของสหรัฐล้วนๆ ไม่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ

ก่อนอื่นต้องขอเล่าให้ฟังก่อนว่า เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร มูลเหตุมีอยู่ 2 ประการ ดังนี้

หนึ่ง ระบบการคลังของสหรัฐแบ่งการดูแลด้านวินัยออกเป็น 2 เรื่อง ซึ่งต้องผ่านสภาด้วยกันทั้งคู่ คือ งบประมาณประจำปีเรื่องหนึ่ง กับเพดานหนี้อีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งต่างจากประเทศอื่นๆ เกือบทั้งโลกที่พองบประมาณผ่านสภาแล้ว รัฐบาลก็ไปกู้ยืมและใช้จ่ายได้ตามนั้น

ในกรณีนี้ งบประมาณก็ผ่านสภาตามปกติ แต่ยังไม่ถึงสิ้นปี ภาระหนี้ก็เต็มเพดานเสียก่อน

สอง รัฐบาลสหรัฐไม่ได้มาจากสภา แต่มาจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรง จึงมีบางครั้งที่พรรคการเมืองหนึ่งได้ครองทำเนียบขาว แต่มีเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งสองอย่าง

ในกรณีนี้ ในปีที่ บารัก โอบามา ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดี พรรคเดโมแครตได้ครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา แต่ความกลัวประชานิยมสไตล์โอบามา ทำให้เกิดกระแสอนุรักษนิยมตีกลับ (ความเคลื่อนไหวของกลุ่มทีปาร์ตี้) ในการเลือกตั้งกลางเทอมเมื่อปลายปีที่แล้ว เดโมแครตสูญเสียที่นั่งไปมาก แม้จะยังครองเสียงข้างมากในวุฒิสภาได้แบบฉิวเฉียด แต่ได้กลายเป็นพรรคเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎร

ด้วยเหตุนี้ เมื่อถึงเวลาต้องผ่านกฎหมายเพิ่มเพดานหนี้ จึงมีการประลองกำลังเกิดขึ้น

เชื่อขนมกินได้เลยครับ ไม่ว่าตามข่าวตอนนี้จะฟัดกันแรงขนาดไหน แต่ถึงวินาทีสุดท้าย รับรองไม่มีใครยอมเสี่ยงตกเป็นจำเลยของสังคมว่าเป็นตัวการทำให้เกิดวิกฤต

ผมไม่อยากให้นักลงทุนในบ้านเราตื่นตระหนกกับข่าวนี้จนเกินกว่าเหตุ อย่าถึงกับรีบเทขายจนหมด แล้วไปรอซื้อกลับหลังกฎหมายผ่าน เพราะนั่นอาจเข้าทางพวกมืออาชีพที่ซื้อไว้แล้ว และรอขายตอนที่ท่านกลับมาซื้อ

ไม่เชื่อลองสังเกตตลาดเงินและตลาดทุนในสหรัฐดูก็ได้ แทบจะไม่เห็นปรากฏการณ์เทขายเพื่อลดความเสี่ยง ทั้งๆ ที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือขู่ฮึ่มๆ จะลดอันดับเครดิตรัฐบาลสหรัฐ แต่อัตราดอกเบี้ยก็ยังเตี้ยติดดินเกือบจะเป็นศูนย์ ดัชนีตลาดหุ้นก็ยังอยู่ไม่ห่างจากจุดสูงสุดในประวัติศาสตร์มากนัก

ดูสัญญาณจากธนาคารกลางประเทศต่างๆ บ้าง กลุ่มนี้ถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐไว้เป็นทุนสำรองเป็นเงินจำนวนมหาศาล โดยปกติกลุ่มนี้จะไม่ชอบความเสี่ยง แต่ครั้งนี้ก็แทบจะไม่เห็นความเคลื่อนไหวใดๆ เพื่อลดความเสี่ยงเช่นกัน

มีตลาดเดียวที่ปั่นกันสนุกสนาน คือ ตลาดทองคำ แต่ที่ปั่นขึ้น เชื่อว่าเป็นเพราะมีปัจจัยอื่นที่สำคัญกว่าเป็นตัวช่วย นั่นก็คือ วิกฤตในยุโรปที่กำลังก่อตัวใหญ่ขึ้นทุกวัน

กลับมาที่ประเด็นต่อสู้ทางการเมือง ผมอยากเปรียบเทียบให้เห็นว่า ของเขาไม่ว่าจะซัดกันแรงแค่ไหน แต่จะไม่มีการใช้กำลัง มีการงัดกลยุทธ์ต่างๆ ออกมาใช้เพื่อชิงกระแส แต่อย่างมากที่สุดก็คือ การวอล์กเอาต์จากห้องประชุม โดยโอบามาเริ่มก่อน และอีกไม่กี่วันผู้นำเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรก็ทำตามบ้าง

การต่อสู้ทางการเมืองของเขาออกแนวปัญญาชน ต่างจากของเราที่พอประท้วงหน้าทำเนียบไม่ได้ผล ก็มีการยกขบวนเอาเลือดสดๆ ไปเทหน้าบ้านนายกรัฐมนตรีบ้าง ปิดถนนและยึดศูนย์การค้าบ้าง ยิงระเบิดใส่รถไฟฟ้าบ้าง และถ้ายังสะใจไม่พอ หรือกองเชียร์ยังไม่ฮึกเหิมพอ ก็เผาเมืองเสียเลย เป็นต้น

ที่น่าสนใจเป็นพิเศษสำหรับการต่อสู้ของ 2 พรรคใหญ่ในสหรัฐครั้งนี้ คือ การเจาะลึกลงไปในปรัชญาพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ต่างกันระหว่างเดโมแครตกับรีพับลิกัน กล่าวคือ เดโมแครตต้องการรักษาวินัยการคลังด้วยการขึ้นภาษี ในขณะที่ยังคงสวัสดิการพื้นฐานไว้ครบถ้วน ทั้งระบบประกันสังคมและระบบประกันสุขภาพ ส่วนรีพับลิกันยืนยันว่าขึ้นภาษีอีกไม่ได้แม้แต่รายการเดียว ให้ตัดลดค่าใช้จ่ายเท่านั้น

รีพับลิกันถือโอกาสที่มีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรขู่คว่ำกฎหมายเพิ่มเพดานหนี้หากไม่ใส่เงื่อนไขที่ฝ่ายตนต้องการลงไป ทั้งนี้เพื่อต่อยอดกระแสอนุรักษนิยม ส่วนเดโมแครตก็ต้านทานสุดชีวิต เพราะหากยอมถอยมากเกินไป อาจกระทบผลการเลือกตั้งปลายปีหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกลับมายึดครองทำเนียบขาวเป็นสมัยที่ 2 ของโอบามา

โอบามาได้อาศัยความเป็นนักพูดออกโรงโจมตีฝ่ายตรงข้ามอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งออกทีวีกล่าวสุนทรพจน์กับประชาชนทั้งประเทศ

ผมขอฟันธงว่า ก่อนถึงวินาทีสุดท้าย สภาคองเกรสจะเลือกทางออกทางใดทางหนึ่ง ดังต่อไปนี้

หนึ่ง ได้จุดยืนที่พอจะยอมรับได้ทั้งสองฝ่าย คือ ไม่ได้เปรียบหรือเสียเปรียบกันทางการเมืองมากจนเกินไป หรือพูดง่ายๆ ว่า ประกาศชัยชนะได้ทั้งคู่ แล้วก็ลงมติให้ผ่าน

สอง มีข่าวกระเส็นกระสายออกมาให้ได้ยินว่า ทั้งสองฝ่ายคุยกันอย่างลับๆ มาโดยตลอด กล่าวคือ หากต่างฝ่ายต่างรู้สึกเสี่ยงเกินไปที่จะถอย ก็จะมีมาตรการชั่วคราวเพิ่มเพดานให้ใช้ได้ 612 เดือน หลังจากนั้นก็จะต้องกลับมาหาสภาอีก ซึ่งก็อาจจะทำให้เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นหลักในการตัดสินผลการเลือกตั้งใหญ่ปลายปีหน้า

 

ข่าวล่าสุด

โลตัส ขอนแก่นเปิดโฉมใหม่ 30 ต.ค. ดึง IKEA-ร้านดังเสริมทัพ

โลตัส ขอนแก่นเปิดโฉมใหม่ 30 ต.ค. ดึง IKEA-ร้านดังเสริมทัพ