posttoday
เณรสอบสมภาร

เณรสอบสมภาร

14 กุมภาพันธ์ 2553

หลังจากที่ วีระ เรืองสุขศรีวงศ์ รองอธิบดีฝ่ายบริหาร ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมทางหลวง สืบแทน สุพจน์ ทรัพย์ล้อม อธิบดีคนก่อน เพียงไม่กี่เดือนเรื่องฉาวโฉ่กรณีการจัดซื้อรถเกลี่ยดินขนาด 150 แรงม้า จำนวน 12 คัน ในวงเงิน 84 ล้านบาท เพื่อใช้ในราชการสำนักเครื่องกลและสื่อสารกรมทางหลวง ถึงขนาดมีการกล่าวหาว่า การจัดซื้อในครั้งนี้มีการปลอมแปลงเอกสารของนักวิชาการ การพัสดุชำนาญพิเศษ กรมทางหลวง และปลอมแปลงเอกสารของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อให้การจัดซื้อสำเร็จลุล่วงไปตามประสงค์ของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดซื้อในครั้งนี้ด้วย ร้อนไปถึง โสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ครูบ้านนอก ที่บุญหล่นทับให้มีวาสนาบารมี ได้เป็นถึงรัฐมนตรีกระทรวงใหญ่ จากฝีมือการปั้นดินให้เป็นดาวของ เนวิน ชิดชอบ ต้องออกมาสำทับให้กรมทางหลวงเร่งสอบสวนคดีนี้อย่างเร่งด่วน และหากพบว่าการประมูลรถเกลี่ยดินนี้มีความไม่โปร่งใส มีการทุจริตและปลอมแปลงเอกสารจริง นอกจากผู้กระทำผิดจะต้องถูกดำเนินคดีทางกฎหมายแล้ว กรมทางหลวงอาจจะต้องยกเลิกสัญญากับบริษัทที่ชนะการประมูลด้วย

เราจึงน่ามารู้ประวัติการทำงานของวีระ เรืองสุขศรีวงศ์ อธิบดีกรมทางหลวงคนใหม่ ผู้เปรียบเสมือนเณรสอบสมภารและจะต้องแก้ปัญหาเรื่องทุจริตกรมทางหลวงในครั้งนี้ดูว่าเป็นมาอย่างไร

วีระ เรืองสุขศรีวงศ์ เกิดเมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2493 หลังจบการศึกษาขั้นต้นแล้วก็เข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมโยธา สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี แล้วศึกษาต่อปริญญาโท สาขารัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ผ่านการศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่น 46 หลังจบการศึกษาแล้วเริ่มรับราชการครั้งแรกที่กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม เมื่อปี 2521 ในตำแหน่งวิศวกรโยธา 3 กองสำรวจและออกแบบ ปี 2525 เป็นนายช่างโยธา 5 กองบำรุงและกองสำรวจและออกแบบ ปี 2531 เป็นนายช่างโยธา 6 ศูนย์สร้างทางสงขลา กองก่อสร้างทางหลวงจังหวัด ปี 2532 เป็นนายช่างเขียนแบบ กองสำรวจและออกแบบ ปี 2535 เป็นผู้ชำนาญการพิเศษด้านออกแบบและคำนวณฝ่ายออกแบบทางสำนักสำรวจและออกแบบ ปี 2541 เป็นวิศวกรวิชาชีพ 9 กลุ่มออกแบบทาง สำนักสำรวจและออกแบบ ปี 2546 เป็นรองผู้อำนวยการสำนักทางหลวงที่ 10 (สุพรรณบุรี) ปี 2548 เป็นผู้อำนวยการสำนักทางหลวงที่ 10 (สุพรรณบุรี) ปี 2551 เป็นรองอธิบดีฝ่ายบริหาร และขึ้นดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมทางหลวงเมื่อเดือนต.ค. 2552

ตลอดระยะเวลาที่รับราชการอยู่ในกรมทางหลวง วีระ เรืองสุขศรีวงศ์ เป็นข้าราชการกรมทางหลวงอีกผู้หนึ่งที่มีผลงานเป็นที่ถูกตาต้องใจผู้ใหญ่ในวงราชการตลอดจนถึงนักการเมืองเจ้ากระทรวงมาทุกยุคทุกสมัย ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจทำงาน และไม่เคยมีชื่อเสียงด่างพร้อย ให้เป็นที่ขัดข้องสงสัยในเรื่องใดๆ ครั้นมารับตำแหน่งในกรมทางหลวง แล้วเกิดเรื่องอื้อฉาวรถเกลี่ยดินขึ้น วีระจึงมิได้รอช้า ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนขึ้นมาทันที โดยมี ชูชาติ ชื่นมงคลสกุล รองอธิบดีกรมทางหลวง ฝ่ายดำเนินการเป็นประธานคณะกรรมการสอบสวน เพื่อหาข้อเท็จจริงตั้งแต่เบื้องต้นว่า เรื่องดังกล่าวนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ใครเป็นผู้ดำเนินการมีการปลอมแปลงเอกสารจากไหน อย่างไร มีใครเกี่ยวข้องบ้าง (ด้วยวัตถุประสงค์อะไร) ซึ่งการดำเนินการสอบสวนที่มุ่งที่จะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย แต่หากพบผู้กระทำผิดจริงก็จะดำเนินการลงโทษทางวินัยและทางอาญาอย่างถึงที่สุด เพื่อจะไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างอีกต่อไป

สำหรับเรื่องราวของการจัดซื้อรถเกลี่ยดินของกรมทางหลวงนี้ เกิดขึ้นเมื่อ สุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดกระทรวงคมนาคมคนปัจจุบันดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมทางหลวง ได้เปิดให้มีการขายซองประกวดราคารถเกลี่ยดินจำนวน 12 คัน จากงบประมาณ 84 ล้านบาท เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2552 ได้มีเอกชนเข้ามาซื้อซองประกวดราคาเพียง 5 ราย คือ บริษัท บางกอก มอเตอร์เวิร์ค บริษัท เมโทรแมชชีนนารี บริษัท พรชัย อีควิปเม้นท์ หจก.กรมณีก่อสร้าง และบริษัท อิตัลไทยอุตสาหกรรม ซึ่งคุณสมบัติของรถเกลี่ยดินที่กรมทางหลวงต้องการใช้คือ เป็นรถเกลี่ยดินล้อยางชนิด 6 ล้อ หักกลางตัว หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Artic Ulated Frames ขับเคลื่อน 4 ล้อ มีฟันกรุยดินไม่น้อยกว่า 11 ฟัน ควบคุมการทำงานด้วยระบบไฮดรอลิก มีห้องพนักงานขับรถเป็นแบบเก๋ง

ต่อมาเมื่อถึงวันเปิดซองประกวดราคา ปรากฏว่ามีบริษัทมายื่นซองเพียงสองรายเท่านั้น คือ บริษัท บางกอก มอเตอร์เวิร์ค และบริษัท พรชัย อีควิปเม้นท์ ตัวแทนจำหน่ายและผู้นำเข้ารถเกลี่ยดินยี่ห้อมิตซูบิชิรุ่นต่างๆ อันเป็นการเปิดประมูลแบบอีออกชัน เมื่อวันที่ 24 พ.ย. 2552 โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องส่งมอบสินค้าภายใน 120 วัน นับจากวันที่ลงนามในสัญญา และการกำหนดเงื่อนไขการประกวดราคา (ทีโออาร์) กรมทางหลวงก็ไม่ได้กำหนดให้ผู้ประมูลต้องใช้หนังสือรับรองจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยแต่ประการใด

ในเรื่องการปลอมแปลงเอกสารซึ่งกรมทางหลวงได้รับการร้องเรียนจากผู้เสียหายนั้น ว่ากันว่า ระหว่างที่คณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้างที่กรมทางหลวงตั้งขึ้น กำลังพิจารณาเลือกสรรบริษัทที่ยื่นซองประกวดราคาอยู่นั้นก็ได้มีการปลอมแปลงหนังสือของ ธีระ ลิมปรีดีกุล นักวิชาการการพัสดุชำนาญพิเศษ กรมทางหลวง (ขณะนี้เกษียณอายุราชการไปแล้ว) สอบถามไปยังสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยไปว่า “มีการผลิตรถเกลี่ยดินขนาด 150 แรงม้า และมีคุณสมบัติต่างๆ ตามที่กรมทางหลวงต้องการหรือไม่ เพื่อใช้เป็นหลักฐานเพื่อประกอบการพิจารณาการจัดซื้อจัดจ้างให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 29 พ.ค. 2550 ที่ว่า “ในกรณีที่มีพัสดุที่ผลิตภายในไทย แต่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ หรือมีจำนวนน้อยราย หรือมีความจำเป็นที่จะต้องใช้พัสดุที่ผลิตจากต่างประเทศให้หน่วยงานนำเสนอให้รัฐมนตรีพิจารณา” ในขณะเดียวกันก็ได้มีการปลอมแปลงหนังสือของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อให้สอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรีให้เกิดความชอบธรรมในการจัดซื้อจัดจ้าง อันเป็นที่น่าสังเกตว่า หนังสือตอบจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยที่เป็นหนังสือตัวปลอมนั้น ลงวันที่ 23 ก.ย. 2552 แต่หนังสือตอบกลับจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยตัวจริงนั้น ลงวันที่ 25 ก.ย. 2552 และมีความว่า “ไม่มีการผลิตรถตามคุณสมบัติดังกล่าว แต่มีการผลิตรถที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน”

ประเด็นปัญหาในเรื่องดังกล่าวนี้ จึงเป็นที่กังขาว่า คณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้างของกรมทางหลวงมีความต้องการอยู่ในใจแล้วว่า ต้องการจะซื้อรถเกลี่ยดินจากบริษัทใด เมื่อได้รับจดหมายตอบฉบับจริงจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของใครบางคนจึงต้องเกิดการปลอมแปลงเอกสารขึ้นมา และในที่สุดคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้างก็ได้อนุมัติให้บริษัท พรชัย อีควิปเม้นท์ เป็นผู้ชนะการประมูล เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2552 อันเป็นวันเกษียณอายุราชการของใครต่อใครหลายคนในกรมทางหลวง

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีแหล่งข่าวจากกรมทางหลวงอ้างว่า กรณีดังกล่าวนี้เกิดขึ้นเพราะมีความพยายามที่จะเร่งการจัดซื้อจัดจ้างให้ทันกับปีงบประมาณ 2552 ซึ่งกำลังจะหมดลง และหากดำเนินการช้าก็อาจจะไม่สามารถเบิกจ่ายงบประมาณจากสำนักงบประมาณได้ และเชื่อว่าเป็นการดำเนินการในระดับเจ้าหน้าที่ที่เกรงว่าจะทำการเบิกจ่ายไม่ทัน ไม่น่าที่จะมีผู้ใหญ่รู้เห็นในเรื่องนี้ แต่เรื่องดังกล่าวนี้เป็นความผิดร้ายแรง กรมทางหลวงก็จะต้องเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้องในครั้งนี้ ทั้งทางอาญามีโทษถึงจำคุกเพราะปลอมแปลงเอกสารและเอาผิดทางวินัยในฐานที่หลอกลวงผู้บังคับบัญชา หากตรวจสอบพบว่ามีการทุจริตจริง กระทรวงคมนาคมก็จะให้กรมทางหลวงยกเลิกสัญญา ซึ่ง โสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้สั่งการให้ สุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดกระทรวงคมนาคมและอดีตอธิบดีกรมทางหลวงเร่งดำเนินการในเรื่องนี้แล้ว

ในส่วนของบริษัท พรชัย อีควิปเม้นท์ ผู้ชนะการประมูลรถเกลี่ยดินของกรมทางหลวง ซึ่งถือจะได้รับความกระทบกระเทือนอย่างหนัก หากจะมีการยกเลิกสัญญา ได้ยืนยันว่า บริษัทไม่ได้มีความผิดอะไร ในฐานะเอกชนผู้ชนะการประมูลก็ได้ดำเนินการทุกอย่างให้เป็นไปตามสัญญา และได้ส่งมอบรถแล้วตั้งแต่วันที่ 15 ม.ค. 2553 โดยได้โอนสิทธิรถที่ส่งมอบให้แก่กรมทางหลวงหลังจากส่งมอบเสร็จสิ้นภายใน 15 วัน ส่วนเรื่องที่มีการกล่าวว่ามีการปลอมแปลงเอกสารก็เป็นเรื่องภายในส่วนราชการ ไม่เกี่ยวกับเอกชน ที่ยึดถือสัญญากับกรมทางหลวงเป็นหลัก และรถที่บริษัท พรชัย อีควิปเม้นท์ ส่งมอบให้กรมทางหลวงก็เป็นรถที่มีคุณสมบัติครบถ้วนในสัญญา เป็นรถเกลี่ยดินยี่ห้อมิตซูบิชิ นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น และยังไม่มีการผลิตในประเทศไทย เป็นการส่งมอบที่ถูกตามขั้นตอนทุกอย่าง หากกระทรวงคมนาคมจะพิจารณาว่าสัญญานี้เป็นโมฆะเพราะการทุจริตเกิดขึ้น อันเป็นเรื่องภายในหน่วยราชการ บริษัทก็จะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายตามกฎหมาย

เรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับรถเกลี่ยดินของกรมทางหลวงในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่กระทรวงคมนาคมและกรมทางหลวงจะสืบสวนสอบสวนเอาผู้กระทำผิดมาลงโทษทางวินัยและทางอาญาเท่านั้น แต่ความผิดทางแพ่งอันจะเกิดขึ้นจากการยกเลิกสัญญากับบริษัทเอกชนที่เขาอ้างว่าไม่รับรู้กับการกระทำอันเป็นการภายในหน่วยราชการนั้น ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ การปลอมแปลงเอกสารในลักษณะนี้ของหน่วยราชการ เช่น กรมทางหลวง ก็น่าสงสัยว่าครั้งนี้จะไม่ใช่ครั้งแรก เพราะการปลอมแปลงเอกสารในลักษณะนี้มีความผิดทางอาญามีโทษหนักถึงจำคุก มีแต่คนที่เคยทำแล้วพ้นผิด จนเห็นเป็นเรื่องธรรมดาแล้วเท่านั้นจึงจะกล้าทำ กระทรวงคมนาคม และกรมทางหลวง จะต้องเอาจริงในเรื่องนี้แล้วนำตัวคนที่กระทำมาลงโทษทั้งทางวินัย อาญา และความแพ่ง เพื่อไม่ให้หน่วยราชการไทยต้องสูญเสียผลประโยชน์จากการกระทำของคนชั่วที่ทำชั่วแล้วลอยนวลอีกต่อไป โดยเฉพาะ สุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดกระทรวงคมนาคม ซึ่งต้องทำเรื่องนี้ให้กระจ่าง เพื่อพิสูจน์ความโปร่งใส

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน