
จับตาจีน-อินเดียแรงจัดสะดุดไม่รู้ตัว
ขณะที่โลกกำลังเฝ้าติดตามปัญหาหนี้สหรัฐอย่างใกล้ชิดจนแทบไม่เป็นอันทำอะไร รัฐบาลในเอเชีย โดยเฉพาะยักษ์ใหญ่อย่างจีนและอินเดีย
ขณะที่โลกกำลังเฝ้าติดตามปัญหาหนี้สหรัฐอย่างใกล้ชิดจนแทบไม่เป็นอันทำอะไร รัฐบาลในเอเชีย โดยเฉพาะยักษ์ใหญ่อย่างจีนและอินเดีย
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ขณะที่โลกกำลังเฝ้าติดตามปัญหาหนี้สหรัฐอย่างใกล้ชิดจนแทบไม่เป็นอันทำอะไร รัฐบาลในเอเชีย โดยเฉพาะยักษ์ใหญ่อย่างจีนและอินเดียก็แทบล้มทั้งยืนกับปัญหาเงินเฟ้อของประเทศที่พุ่งลิ่วสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ล่าสุด เงินเฟ้อของจีนในเดือน มิ.ย. พุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 6.4% สูงกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมินกันไว้อยู่ที่ 5.5 และถือว่าพุ่งสูงที่สุดในรอบ 3 ปี ขณะที่อัตราเงินเฟ้อของอินเดียในเดือนเดียวกันอยู่สูงกว่า 9.44% มากกว่าที่รัฐบาลอินเดียตั้งเป้าไว้
สาเหตุสำคัญที่ทำให้รัฐบาลทั้งจีนและอินเดียต่างพากันหวาดผวาต่อปัญหาเงินเฟ้ออย่างหนัก เป็นเพราะเมื่อเอ่ยถึงเงินเฟ้อ สิ่งที่พ่วงตามมาก็คือภาวะข้าวยากหมากแพงของประชาชน
และเมื่อประชาชนต้องทนใช้ชีวิตในยุคของแพงจนทนไม่ไหวอีกต่อไป ก็ย่อมต้องลุกฮือขึ้นมาเรียกร้องสิทธิกันทั่วหน้า จนอาจบานปลายกลายเป็นความวุ่นวายรุนแรงได้
ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่รัฐบาลจีนและอินเดียจะงัดเอามาตรการควบคุมเงินเฟ้อเข้ามาใช้อย่างเข้มงวด ทั้งการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และการเพิ่มอัตราสำรองเงินฝากของธนาคารกันอย่างทั่วหน้า เพื่อลดปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการควบคุมราคาสินค้าในตลาด
ในปีนี้ธนาคารกลางจีนได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปแล้ว 3 ครั้ง ทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของประเทศอยู่ที่ 6.56% ส่วนธนาคารกลางอินเดียก็เพิ่งจะปรับขึ้นเป็นรอบที่ 11 นับตั้งแต่เดือน มี.ค. 2553 เมื่อวันที่ 26 ก.ค.ที่ผ่านมา จากเดิม 7.5% มาอยู่ที่ 8% มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์กันไว้
การไล่เรียงปรับอัตราดอกเบี้ยกันระลอกแล้วระลอกเล่าของจีนและอินเดีย สะท้อนให้เห็นเป็นอย่างดีว่าสถานการณ์เงินเฟ้อของประเทศยังน่าวิตกและใจหายเพียงใด
นอกจากนี้ บรรดานักวิเคราะห์จากบลูมเบิร์กยังคาดการณ์ล่วงหน้าไปอีกว่า ทั้งจีนและอินเดียมีแนวโน้มที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งภายในปี 2554 นี้
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่บรรดานักวิเคราะห์และนักลงทุนต่างวิตกกังวลกันมากที่สุดกลับไม่ใช่ปัญหาเงินเฟ้อ
แต่เป็นผลกระทบจากนโยบายควบคุมเงินเฟ้อที่จะส่งผลให้เศรษฐกิจที่กำลังเติบโตของจีนและอินเดียมีอันต้องหยุดชะงัก จนส่อแววว่าจะเกิดเหตุการณ์ที่เรียกกันว่า Hard Landing หรือภาวะเศรษฐกิจเกิดอาการสะดุดตัว โดย เซียะบิน คณะกรรมการด้านนโยบายการเงินของธนาคารกลางจีน และดัฟวูรี ซับบาราว ผู้ว่าการธนาคารกลางอินเดีย ต่างพร้อมใจออกมายอมรับว่า หากประเทศยังคงคุมเข้มนโยบายทางการเงินต่อไป ก็มีสิทธิเสี่ยงกับภาวะ Hard Landing ได้ง่ายๆ
ทั้งนี้ การขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะส่งผลโดยตรงให้ภาคการส่งออกและภาคการผลิตของจีนและอินเดีย ซึ่งเป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจของประเทศต้องชะลอตัวลง เนื่องจากต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น ทำให้สินค้าส่งออกของประเทศราคาสูงขึ้น จนสูญเสียความสามารถในการแข่งขันกับตลาด
แม้ว่าตัวเลขผลผลิตอุตสาหกรรมประจำเดือน พ.ค. ของจีนจะขยายตัวขึ้น 13.3% แต่ก็เป็นการขยายตัวที่ช้าที่สุดนับตั้งแต่ช่วงเดือน พ.ย. 2553
ส่วนประเทศอินเดียนั้นดูจะตรงข้ามกับจีน เพราะผลผลิตอุตสาหกรรมในเดือน พ.ค. ขยายตัวลดลงจาก 5.8% ในเดือนก่อนหน้า มาอยู่ที่ 5.6% ซึ่งถือเป็นอัตราการขยายตัวที่น้อยที่สุดในรอบ 9 เดือน และแสดงให้เห็นถึงผลสำเร็จจากมาตรการคุ้มเข้มด้านการเงิน
ขณะที่ตัวเลขกิจกรรมด้านการลงทุนแทบไม่ขยับเขยื้อน หรือมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เท่าไรนัก
เรียกได้ว่าเศรษฐกิจของทั้งจีนและอินเดียชะลอการเติบโตอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นผลลัพธ์ที่ดีของประเทศในระยะยาว เพราะเสี่ยงต่อภาวะซบเซาอย่างหนักหน่วง และส่งผลให้เศรษฐกิจโลกโดยรวมต้องถดถอย อีกทั้งต้นตอของปัญหาเงินเฟ้อจริงๆ แล้วนั้น มาจากราคาของสินค้าโภคภัณฑ์อย่างอาหารและน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น
บรรดานักวิเคราะห์มองว่าการขึ้นดอกเบี้ยถือเป็นการซ้ำเติมภาคอุตสาหกรรมที่ต้องแบกรับต้นทุนในการผลิตที่เพิ่มสูงอยู่แล้วให้ย่ำแย่หนักเข้าไปอีก สิ่งที่รัฐบาลทั้งจีนและอินเดียควรทำ จึงน่าจะเป็นนโยบายที่ผ่อนปรนเล็กน้อยเพื่อกระตุ้นการลงทุน
แน่นอนว่าการจัดการปัญหาเงินเฟ้อภายในประเทศยังคงเป็นปัญหาหลักที่จะต้องจัดการ แต่จีนและอินเดียก็ไม่ควรเสี่ยงปล่อยให้เศรษฐกิจที่กำลังโตวันโตคืนต้องล้มครืนลงไป เพราะหากล่ม ประชาชนในประเทศก็ย่อมได้รับผลกระทบ เนื่องจากไม่มีงานทำ แล้วก็ต้องวกกลับมาเป็นภาระให้กับรัฐบาลอีกทอดหนึ่ง
ทั้งนี้ รัฐบาลจีนและอินเดียก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เห็นได้จากการที่ทั้งสองประเทศต่างเร่งหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระลอกใหม่ โดยจีนได้ออกมาส่งสัญญาณว่าอาจจะยกเลิกอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายอีกครั้ง ขณะที่อินเดียอยู่ในระหว่างการศึกษาถึงความเป็นไปได้ของมาตรการที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยไม่ผลักให้เงินเฟ้อสูงขึ้น
ต้องยอมรับว่าการคุมเงินเฟ้อควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ นับเป็นศึกสองด้านที่จีนกับอินเดียจำต้องตั้งรับอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ท่ามกลางการเอาใจช่วยจากทั่วโลก เพราะในช่วงที่สหรัฐและยุโรปยังเอาตัวแทบไม่รอด สองยักษ์ใหญ่จากเอเชียดูจะเป็นความหวังที่พึ่งพิงได้มากที่สุดในขณะนี้







