
การเมืองไทยแบบเลือกข้างและเลือกขั้ว
การเมืองไทยในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา มีปรากฏการณ์แปลกที่เหนือคำอธิบายหลายประการ
การเมืองไทยในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา มีปรากฏการณ์แปลกที่เหนือคำอธิบายหลายประการ
โดย..โกวิทย์ พวงงาม
ไม่ว่าจะเป็นการกระทำให้คนไทยมีการแบ่งขั้ว แบ่งสีกันชัดเจนและกว่า 50% ยอมรับการทุจริตคอร์รัปชันของนักการเมืองรวมทั้งพรรคการเมือง โดยส่วนใหญ่ตั้งขึ้นจากการร่วมแก๊ง รวมก๊วนของนักการเมือง ขาดการพัฒนามีส่วนร่วมของประชาชน และประชาชนเป็นเพียงผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง และรอคอยรับบริการจากรัฐบาลเท่านั้น
ผมจึงเข้าใจว่า การเลือกตั้ง สส.เมื่อวันที่ 3 ก.ค. เป็นการยืนยันให้เห็นว่า “กลุ่มใดหรือขั้วใด หรือสีใดมีพลังมวลชนมากกว่า กลุ่มนั้น สีนั้นก็ชนะการเลือกตั้ง”
ทั้งนี้เพราะการแบ่งขั้ว แบ่งสีที่ชัดเจน ผมเข้าใจว่าจะไม่มีความแตกแยกกันในเนื้อหาสาระของนโยบายกันมากนัก เพราะทุกพรรคมีนโยบายที่ใกล้เคียงกัน
นอกจากนั้น การแบ่งขั้ว แบ่งสีที่ชัดเจนข้างต้น ผมมีสมติฐานว่า เป็นการแบ่งกันด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่ “ชอบ” กับ “ไม่ชอบ” หรือแบ่งกันเพราะแต่ละฝั่งมี “ธงคำตอบ” ของตัวเองว่า “เอา” หรือ “ไม่เอาขั้วนั้น ขั้วนี้อยู่แล้ว” เหตุผลอื่นๆ คงไม่มีหรือมีน้อยมากและจะไม่มีการรับฟังเหตุผลซึ่งกันและกัน ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่าประชาชนถูก “นักการเมือง” เสี้ยมสอนให้เลือกข้าง เลือกขั้วหรือเลือกสี ขาดสติและเหตุผลซึ่งกันและกัน
ผมเข้าใจว่า อย่างกรณีการเรียกร้องให้รับรองผู้สมัคร สส.ของบางพรรคว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ควรจะรับรองเพราะประชาชนได้เลือกตั้งพรรคนั้นเป็นข้างมาก ถือเป็นมติมหาชนแล้ว การเมืองไทยจึงกลายเป็นว่าขั้วไหนมีพลังก็มักจะทำการกดดันโดยไม่ค่อยคำนึงถึงเหตุและผล
กรณีเอแบคโพลล์ สำรวจทัศนคติของคนไทยต่อการทุจริตคอร์รัปชันของรัฐบาล พบว่า คนไทย 64.5% บอกว่า “ยอมรับได้ถ้ารัฐบาลทุจริตคอร์รัปชัน แล้วทำให้ประเทศชาติรุ่งเรือง ประชาชนอยู่ดีกินดี ตนเองได้รับประโยชน์ด้วย” แม้ในกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ก็มีทัศนคติไปในทำนองเดียวกัน
เราจึงเห็นว่า “นักการเมืองในการเมืองไทยกับการทุจริตคอร์รัปชันจึงอยู่ด้วยกันได้ตลอดมา” เพราะว่าประชาชนเลือกขั้วหรือเลือกข้างแบบที่เป็นอยู่ ซึ่งทำให้เขาได้รับประโยชน์จากนักการเมืองที่มอบให้ก็พอแล้ว ส่วนเหตุผลเพื่อส่วนรวม และประเทศชาติจะเสียหายอย่างไรเขาไม่ได้สนใจแต่อย่างใด
ทั้งๆ ที่ขัดกับหลักเหตุผลในทางการเมืองที่บอกว่า ไม่มีประเทศไหนในโลกที่นักการเมืองทุจริตคอร์รัปชันหรือมีการฉ้อฉลโกงกินแล้วจะทำให้ประเทศชาติเจริญ เศรษฐกิจจะเฟื่องฟู และประชาชนจะได้รับประโยชน์ ทั้งนี้เพราะบ้านเมืองไหนที่ผู้มีอำนาจทางการเมืองโกงกินก็จะมีแต่คอยวันหายนะมาเยือนเท่านั้น ไม่ว่าจะเร็วหรือช้า
ผมเห็นมีข่าวว่า “สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ” จะเสนอให้รัฐบาลใหม่ประกาศให้วันที่ 22 ก.ค.ของทุกปีเป็นวัน “ซื่อตรงแห่งชาติ” และบังคับให้นักการเมืองมีจรรยาบรรณสร้างชาติอย่างโปร่งใส และเรียกร้องให้มีนโยบายสร้างคุณธรรมเคียงคู่ไปกับนโยบายประชานิยม เศรษฐกิจและความมั่นคง ซึ่งผมเห็นด้วยกับหลักการการจัดตั้งสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ แต่ก็อดกังวลใจไม่ได้ว่า การไปผลักดันจุดเริ่มจากนักการเมือง และเรียกร้องให้มีจรรยาบรรณนักการเมือง ผมกลัวว่าจะเป็นเพียง “การสร้างวาทกรรม” นั่นก็คือ มีคำประกาศจรรยาบรรณที่สวยหรูแต่ขาดการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม หรือวางเฉยกับคำประกาศและอาจจะปลุกกระแสพอให้เป็นพิธีกรรมหนึ่งเท่านั้น
ทั้งนี้เพราะผมเห็นว่าการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันที่ดีและได้ผลต้องเริ่มต้นที่ประชาชนเป็นผู้ต่อต้าน ซึ่งหากจะกระทำได้จะต้องเปลี่ยนแปลง “ทัศนคติ” ภาคประชาชนให้เกลียดการทุจริต และไม่ยอมรับการทุจริตคอร์รัปชัน เพราะถือว่าเป็นภัยต่อประเทศชาติอย่างร้ายแรง แต่นักการเมืองในการเมืองไทย ประชาชนยอมรับได้กับการทุจริตคอร์รัปชัน จึงเป็นสาเหตุประการหนึ่งที่ทำให้พรรคการเมืองกับการรวมก๊วนรวมแก๊งของสมัครพรรคพวกเพื่อหาผลประโยชน์จากการร่วมรัฐบาลมากกว่าที่จะออกมาเป็นฝ่ายค้านเพื่อตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชันของรัฐบาล
สิ่งที่น่ากลัวสำหรับการเมืองไทยแบบเลือกข้างหรือเลือกขั้ว ก็คือการที่ประชาชนรอรับประโยชน์จากรัฐบาลใหม่ ดังเช่น รอคอยการจ้างแรงงานขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน รอเงินเดือนปริญญาตรีปรับเป็นเดือนละ 15,000 บาท ซึ่งทำให้ปริญญาโทเอก ต้องปรับตามทั้งระบบ ชาวนาและเกษตรกรรอบัตรเครดิตชาวนา เพื่อจะได้ถอนเงินมาใช้ได้คล่อง เป็นต้น “หากรัฐบาลใหม่ทำไม่ได้ หรือไม่ปฏิบัติตามที่ประกาศไว้” ก็จะมีผลทำให้เกิดการฟ้องร้องเพราะผิด พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ที่ระบุว่านโยบายการหาเสียงเลือกตั้งที่สัญญาไว้กับประชาชน หากทำไม่ได้จะมีความผิด อาจจะถึงขั้นยุบพรรคการเมือง
ถึงวันนั้น ประชาชนและมวลชนที่ได้เลือกข้างรัฐบาลใหม่ไว้เรียบร้อยแล้ว อาจจะไม่ฟังเหตุผลหรือไม่ยอมรับการกระทำความผิดของพรรคนั้นที่อาจโดนยุบพรรค แล้วจะเกิดอะไรขึ้น นี่คือการเมืองไทยที่กำลังเดินเข้าสู่การเลือกข้าง หรือเลือกขั้วอย่างชัดเจนโดยไร้เหตุและผล ซึ่งจะทำให้เกิดความขัดแย้งในทางการเมืองของสังคมไทยอย่างไม่รู้จบ







