
หัวใจการไกล่เกลี่ยเพื่อระงับข้อพิพาท
ฉบับที่แล้วได้พูดถึงระบบการระงับข้อพิพาทของกรมทรัพย์สินทางปัญญาว่ามี 2 ประเภท
ฉบับที่แล้วได้พูดถึงระบบการระงับข้อพิพาทของกรมทรัพย์สินทางปัญญาว่ามี 2 ประเภท
โดย พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
ฉบับที่แล้วได้พูดถึงระบบการระงับข้อพิพาทของกรมทรัพย์สินทางปัญญาว่ามี 2 ประเภทคือ การไกล่เกลี่ยและการอนุญาโตตุลาการ เนื่องจากเห็นว่าที่จริงแล้วเรื่องการระงับข้อพิพพาทก่อนถึงขั้นตอนของศาลเป็นเรื่องสำคัญ ที่ยังไม่ค่อยทราบกันมากนัก แต่ผู้เขียนกลับยังไม่ได้เขียนถึง พอดีกับในปี 2554 นี้ เป็นปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช สำนักงานศาลยุติธรรมจึงได้มอบหมายให้สำนักระงับข้อพิพาทภายใต้ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ร่วมกับศาลยุติรรมทั่วประเทศ จัดโครงการร่วมใจไกล่เกลี่ย 84 พรรษา ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน – 23 สิงหาคม 2554 ซึ่งผู้เขียนได้กล่าวไว้ในฉบับที่ผ่านมาไปแล้ว ทำให้ผู้เขียนหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเขียน แต่ก็เป็นการเขียนในส่วนของกรมทรัพย์สินทางปัญญา และเขียนไปได้เพียงประเภทเดียว
ปรากฏว่าท่านผู้พิพากษาสมทบและผู้ประนีประนอมศาลทรัพทย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ท่านวิภาทิพย์ เหมือนทองจีน ได้ส่งบทความเกี่ยวกับการไกล่เกลี่ยของศาสทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมาให้ ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าน่าจะลงพิมพ์ในคอลัมภ์นี้ได้บางส่วน แต่ก่อนอื่นก็ขอลงระบบการไกล่เกลี่ยประเภทที่ 2 และสถิติความสำเร็จของกรมทรัพย์สินทางปัญญา ที่ผู้เขียนติดค้างไว้ให้จบก่อน เดี๋ยวจะหาว่าหายไปครึ่งๆกลางๆ
กระบวนการอนุญาโตตุลาการ เป็นกระบวรการระงับข้อพิพาทประเภท 2 ซึ่งมีขั้นตอนการดำเนินงานโดยสรุป ดังนี้
คู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือทั้ง 2 ฝ่ายยื่นคำเสนอต่ออธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งอาจเป็นกรณีที่ทั้งคู่เข้าสู่ระบบไกล่เกลี่ยเพื่อระงับข้อพิพาทแล้วไม่เป็นผลสำเร็จ หรือไกล่เกลี่ยกันไปๆมาๆฝ่ายหนึ่งก็หายไปเลย ไม่มาตามนัด หรืออาจไม่ใช่ทั้ง 2 กรณี เพราะคู่พิพาทไม่เข้ากระบวนการไกล่เกลี่ย แต่มาเข้ากระบวนการอนุญาโตตุลาการเลยก็ได้
เมื่อมีคำเสนอต่ออธิบดีที่จะเข้ากระบวนการอนุญาโตตุลาการ และในกรณีที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสนอมาฝ่ายเดียว กลุ่มงานป้องกันและระงับข้อพิพาทด้านทรัพย์สินทางปัญญาจะแจ้งคำเสนอไปยังคู่กรณีอีกฝ่ายให้ทราบ
เมื่อคู่กรณีตกลงกันที่จะใช้กระบวนการอนุญาโตตุลาการเพื่อระงับข้อพิพาทแล้ว ก็จะให้คู่กรณีเลือกอนุญาโตตุลาการตามจำนวนที่ตกลงกัน (1 หรือ 3 คน แล้วแต่กรณี) ซึ่งกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ขึ้นทะเบียนผู้ที่จะเป็นอนุญาโตตุลาการในสาขาต่างๆไว้
เมื่อคู่กรณีตกลงเลือกอนุญาโตตุลาการได้แล้ว อนุญาโตตุลาการก็จะนัดพร้อมคู่พิพาทเพื่อสอบถามถึงประเด็นปัญหาข้อพิพาท และจะกำหนดประเด็นและหน้าที่นำสืบ พยานเอกสาร และพยานบุคคล ซึ่งอนุญาโตตุลาการก็จะกำหนดเวลาการสืบพยานแต่ละฝ่าย
การพิจารณาข้อพิพาทของอนุญาโตตุลาการ เป็นโดยวิธีลับ โดยจะต้องพิจารณาและทำคำชี้ขาดภายใน 90 วัน (แต่สามารถขยายเวลาได้อีกไม่เกิน 90 วัน) รวมแล้วไม่เกิน 180 วัน
ภายหลังจากที่อนุญาโตตุลาการได้ทำคำชี้ขาดแล้ว จะถือว่ามีผลผูกพันคู่กรณีที่จะต้องปฏิบัติตามคำชี้ขาดนั้น
หากคู่กรณีไม่ปฏิบัติตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ฝ่ายชนะคดีอาจยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจเพื่อบังคับตามคำชี้ขาด ซึ่งเรื่องนี้เป็นไปตามข้อกำหนดพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545
จะเห็นได้ว่ากระบวนการอนุญาโตตุลาการนี้ชักจะใกล้เคียงกระบวนการทางศาลเข้าไปมาก ไม่ใช่สบายๆแบบกระบวนการระงับข้อพิพาท และยังต้องมีการวางหลักประกันค่าป่วยการการอนุญาโตตุลาการ ซึ่งกำหนดตามทุนทรัพย์ที่คู่พิพาทเรียกร้อง ขณะที่กระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเป็นการดำเนินการโดยกรมทรัพย์สินทางปัญญาและไม่เสียค่าใช้จ่าย
ส่วนกระบวนการทางศาลนั้น ท่านผู้พิพากษาสมทบวิภาพิทย์ ได้อธิบายมาให้ฟังว่า ผู้ดำเนินการจะประกอบด้วยผู้พิพากษาหรือผู้ประนีประนอมที่มีความรู้ความสามารถ มีความเชี่ยวชาญในสาขาต่าง ที่มีความขัดแย้งกัน หรือมีการโต้แย้งสิทธิกัน การไกล่เกลี่ยหรือประนีประนอมข้อพิพาท ก็เป็นการแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างคู่กรณี มีการผ่อนผันข้อเรียกร้องของแต่ละฝ่าย ซึ่งตรงนี้แหละสำคัญที่ผู้แทนแต่ละฝ่ายจะต้องเป็นผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ มีความรับผิดชอบเข้าร่วมประชุมตามนัดหมาย เพื่อไม่ให้ประสบปัญหาอย่างที่ผู้เขียนที่ผู้เขียนเคยเล่าไว้คือมาๆแล้วก็หายไปเลย ไม่มาตามนัดอีก นอกจากนี้คู่กรณีต้องมีความสมัครใจ ต้องมีการเตรียมข้อเท็จจริง
ผู้พิพากษาสมทบวิภาทิพย์ยังแจ้งมาด้วยว่า การไกล่เกลี่ยนั้นสามารถทำได้ทั้งก่อนฟ้องและระหว่างฟ้อง โดยมีความเห็นว่าการไกล่เกลี่ยมีข้อมีหลายประการ เช่น สามารถแก้ปัญหาจากการแนะนำของบุคคลที่สาม รวดเร็วกว่าการเจรจา ทำให้ข้อพิพาทที่มีอยู่ยุติ ป้องกันการลุกลามของข้อพิพาท สามารถรู้ความต้องการที่แท้จริง สร้างบรรยากาศที่ดี ขั้นตอนเรียบง่าย ไม่เสียค่าตอบแทนผู้ประนอม ไม่ต้องมีทนายความและช่วยแก้ปัญหาการพิจารณาดำเนินคดีของศาล เป็นการรักษาความสัมพันธ์โดยไม่มีฝ่ายใดแพ้ชนะ และเป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะในสภาพที่ไทยต้องเผิญกับการแข่งขันระหว่างประเทศที่รุนแรง และขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยก็ไม่ดีนัก ซึ่งจากการประเมินของ IMD ในปีพ.ศ. 2553 ไทยอยู่ในลำดับที่26 จากทั้งหมด 58 ประเทศ
สำหรับโครงการร่วมไกล่เกลี่ยเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ผู้เขียนกล่าวถึงนั้น ประกอบด้วยกิจกรรมต่างๆ เช่น การเชิญชวนผู้มีข้อพิพาท ข้อขัดแย้ง หรือมีคดีความที่เกี่ยวข้องนำคดีฯเข้าสู่ระบบการไกล่เกลี่ยของศาล ตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นมา และมีการจัดนิทรรศการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการไกล่เกลี่ย ประนีประนอมของศาล การประกวดคำขวัญ การจัดเสวนา มีการจัดกิจกรรมไกล่เกลี่ยจำลองเฉพาะในวันพุธที่ 3 สิงหาคม 2554 มีการจัดอบรมความรู้เกี่ยวกับการไกล่เกลี่ยแก่ผู้ประนีประนอมประจำศาลฯ และการจัดคลินิกไกล่เกลี่ย ซึ่งผู้สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมด้ ที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์และบริการประชาชน โทรศัพท์0214117923 หรือ ส่วนไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาท โทรศัพท์ 021411809 หรือ 021438729
&<2288;
&<2288;
&<2288;
&<2288;







