posttoday
ยืนคุกตลอดชีวิตหัวหน้ากบฎแบ่งแยกดินแดน

ยืนคุกตลอดชีวิตหัวหน้ากบฎแบ่งแยกดินแดน

27 กรกฎาคม 2554

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนประหารหัวหน้ากบฎแบ่งแยกดินแดน5จังหวัดชายแดนใต้รับสารภาพเหลือจำคุกตลอดชีวิต

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนประหารหัวหน้ากบฎแบ่งแยกดินแดน5จังหวัดชายแดนใต้รับสารภาพเหลือจำคุกตลอดชีวิต

ที่ห้องพิจารณาคดี 804 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก วันที่ 27 ก.ค.54 เวลา 10.30 น. ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีหมายเลขดำ อ.1450/2551 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายรอสดี มะยามา ช่างซ่อมรถจักรยานยนต์ จ.นราธิวาส เป็นจำเลย ในความผิดฐานเป็นกบฏ ร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อแบ่งแยกราชอาณาจักร , สะสมกำลังพลหรืออาวุธ ,ใช้กำลังประทุษร้ายก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต ปล้นทรัพย์หรือรับของโจร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา  83, 90, 91, 113,114,135/1-2 , 209,210, 212,213,340 และ 357

โดยโจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 22 เม.ย.51 สรุปว่า ก่อนเกิดเหตุคดีนี้หลายปีมาแล้ว จำเลยกับพวกอีกหลายคนเป็นสมาชิกของกลุ่มเมืองหนึ่ง โดยมีจำเลยเป็นหัวหน้าขบวนการแบ่งแยกดินแดนของราชอาณาจักรไทย จ.ปัตตานี จ.ยะลา จ.นราธิวาส จ.สตูล และอ.สะเดา อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา ออกจากการปกครองของรัฐบาลประเทศไทย ตั้งตัวเป็นรัฐอิสระปกครองตนเอง เรียกว่า  “รัฐปัตตานี หรือ รัฐปัตตานีดารุลสลาม” โดยมีแผนการก่อการร้ายในรูปแบบต่างๆ อย่างรุนแรงและต่อเนื่อง สะสมกำลังพล และอาวุธ ทำการโฆษณาชวนเชื่อยุยง และปลุกระดมราษฎรให้หลงเชื่อ เกิดความรู้สึกเกลียดชังข้าราชการและรัฐบาลไทย สร้างแนวคิดเข้าสู่กลุ่มเยาวชนที่ศึกษาอยู่ในระดับมัธยมตามโรงเรียนปอเน๊าะ และโรงเรียนอื่นๆ  ก่อเหตุรุนแรงหลายครั้งทำให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตร่างกาย  และทรัพย์สินของรัฐและเอกชน สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจของประเทศ และประชาชนเกิดความหวาดกลัว เหตุเกิดที่ทุกตำบลและอำเภอใน จ.ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล และอ.สะเดา อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา เกี่ยวพันกัน

คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 15 ธ.ค.52 ว่าจำเลยมีความผิดตามมาตรา 113 (3), 114 , 135/1  วรรคสอง, 135/2, 209 วรรคแรก, 210 วรรคสอง, 212(2) (3) , 213 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ซึ่งการกระทำของจำเลยมีวัตถุประสงค์เพื่อการแบ่งแยกดินแดนจึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 113 (3) ฐานเป็นกบฎ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ให้ประหารชีวิต คำให้การรับสารภาพของจำเลยชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ 1 ใน 3 แล้วคงให้จำคุกตลอดชีวิต

ต่อมาจำเลยยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนและประชุมปรึกษาหารือแล้ว เห็นว่าโจทก์มีพยานที่เป็นสมาชิกขบวนการแบ่งแยกดินแดน 2 คน ซึ่งเป็นครูสอนศาสนาอิสลามโรงเรียนสัมพันธ์พัฒนา เบิกความเป็นพยานโจทก์ล่วงหน้าก่อนเมื่อเดือนม.ค. 2549 ทำนองเดียวกันว่า เมื่อประมาณปี 2546 ได้ถูกชักชวนให้เข้าร่วมกลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่ใช้ชื่อว่ากลุ่มเมืองหนึ่ง ซึ่งมีจำเลยเป็นหัวหน้าขบวนการแบ่งแยกดินแดน และได้เคยเข้าร่วมประชุมโดยจำเลยได้สั่งการให้ไปฆ่าสายสืบของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เป็นชาวบ้านและครู ซึ่งมีสายสืบที่ถูกยิงเสียชีวิตและบาดเจ็บ และพยานยังเคยได้รับคำสั่งจากจำเลยให้ร่วมกันวางแผนตัดต้นไม้ขวางถนน โดยจำเลยทำหน้าที่วางระเบิดรวมทั้งเกี่ยวข้องกับคดีปล้นอาวุธปืนจากค่ายทหารกองพันพัฒนาที่ 4 จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 4 ม.ค.47 

นอกจากนี้ โจทก์ยังมีเจ้าหน้าที่ทหารประจำศูนย์เสริมสร้างความสมานฉันท์ ค่ายอิงคยุทธบริหาร จังหวัดปัตตานี ประจักษ์พยาน เบิกความยืนยันด้วยว่า เมื่อวันที่ 1 ก.พ.51 เจ้าหน้าที่ทหารชุดเฉพาะกิจจังหวัดนราธิวาส ส่งตัวจำเลยมาให้พยานสอบสวน ซึ่งจำเลยรับสารภาพว่าเป็นขบวนการแบ่งแยกดินแดนและร่วมปล้นอาวุธปืนค่ายทหารกองพันพัฒนาที่ 4

ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้โจทก์จะนำพยานเข้าเบิกความล่วงหน้าก่อนฟ้อง แต่ในชั้นสืบพยานโจทก์นำพยานทั้งสองปากดังกล่าวเข้ายืนยันคำเบิกความ พร้อมให้ทนายความจำเลยถามค้านทำให้ได้รับคำเบิกความชัดเจนมากยิ่งขึ้น อีกทั้งโจทก์ยังมีประจักษ์พยานยืนยันว่า จำเลยได้รับสารภาพในชั้นสอบสวนว่าเป็นสมาชิกขบวนการแบ่งแยกดินแดน นอกจากนี้ก็มีพนักงานสอบสวนกรมสอบคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เบิกความด้วยว่าหลังรับคดีนี้เป็นคดีพิเศษ ได้แจ้งข้อกล่าวหาให้จำเลยทราบและให้การรับสารภาพถึง 3 ครั้ง ครั้งแรกที่ ดีเอสไอ ส่วนอีกสองครั้งที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ 

ขณะที่จำเลยต่อสู้ว่า เป็นช่างซ่อมรถจักรยานยนต์ที่ อ.เมือง จ.นราธิวาส และไม่ได้กระทำความผิดตามโจทก์ฟ้อง และอุทธรณ์ว่าถูกทำร้ายให้รับสารภาพนั้น ศาลเห็นว่าหากมีการทำร้ายจริง ต้องมีเจ้าหน้าที่เรือนจำรู้เห็น พนักงานสอบสวนคงไม่กล้าทำร้ายในสถานที่ที่มีเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์อยู่ด้วย จึงเชื่อว่าจำเลยสมัครใจรับสารภาพ

พิเคราะห์พยานหลักฐานทั้งหมดแล้ว เห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นการร่วมกับพวก เกินกว่า 5 คน โดยมียุทธวิธีเพื่อแบ่งแยกดินแดนออกจากการปกครองของรัฐบาลไทย เป็นรัฐปัตตานีดารุลสลาม ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย แต่เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่าพฤติการณ์ของจำเลยมีลักษณะเป็นอั้งยี่ ซ่องโจรด้วย แต่แม้โจทก์ไม่อุทธรณ์ในประเด็นนี้ ศาลเห็นควรให้แก้ฐานความผิดให้เหมาะสมกับพฤติการณ์ของจำเลยด้วย จึงพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานเป็นกบฏแบ่งแยกดินแดนและเป็นอั้งยี่ ให้ประหารชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน เห็นควรลดโทษให้ 1 ใน 3  คงจำคุกจำเลยตลอดชีวิต
 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท