
ปิดฉาก ‘แก๊งเสือ’วายร้ายภัยเมืองกรุง
เหตุการณ์ที่นักดนตรีชื่อดัง ผู้ก่อตั้งวงฟองน้ำ “บรูซ แกสตัน” ถูกโจรเมืองกรุงทุบรุมทำร้ายก่อนฉกเอาทรัพย์สินไปอย่างง่ายดาย
เหตุการณ์ที่นักดนตรีชื่อดัง ผู้ก่อตั้งวงฟองน้ำ “บรูซ แกสตัน” ถูกโจรเมืองกรุงทุบรุมทำร้ายก่อนฉกเอาทรัพย์สินไปอย่างง่ายดาย
โดย...วัสยศ งามขำ
เหตุการณ์ที่นักดนตรีชื่อดัง ผู้ก่อตั้งวงฟองน้ำ “บรูซ แกสตัน” ถูกโจรเมืองกรุงทุบรุมทำร้ายก่อนฉกเอาทรัพย์สินไปอย่างง่ายดาย ทั้งที่กำลังเดินอยู่ริมถนนสุขุมวิท หนึ่งในเส้นทางธุรกิจสายหลักของเมืองหลวง ทำให้ตำรวจต้องเร่งเชื่อมโยงแผนประทุษกรรมของคนร้าย จนสามารถตามไปลากคอแก๊งโจรวัยรุ่นภายใต้สโลแกน “แก๊งเสือ” มาได้
หลังเกิดเหตุ ตำรวจนครบาลก้นร้อนนั่งไม่ติด แม้ทรัพย์สินที่คนร้ายปล้นไปจะมีค่าไม่มาก แต่เหยื่อเป็นคนมีชื่อเสียงในฐานะศิลปินใหญ่และเหตุมาเกิดกลางเมืองหลวงบนถนนสายเศรษฐกิจ นั่นทำให้ พล.ต.ต.สมชาย พัชรอินโต ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 5 (ผบก.น.5) ลูกหม้อนครบาล ยอดมือปราบคนหนึ่ง ต้องโดดเข้ามาคุมคดีนี้ด้วยตัวเองในฐานะเจ้าของพื้นที่
โดยเริ่มจากการเรียก “มือปราบวัยรุ่น” พ.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รอง ผบก.น.5 นักสืบมือฉมังที่เคยคลี่คลายคดีคนร้ายวัยรุ่นลักษณะเดียวกันนี้มาแล้วหลายคดี สมัยเป็นนักสืบอยู่ฝั่งธนบุรี เข้ามารับผิดชอบเป็นแกนหลัก เพื่อวางแผนตะครุบวายร้าย
จนกระทั่งพบว่ามีกล้องของโรงแรมแห่งหนึ่งในย่านดังกล่าวสามารถจับภาพรถจักรยานยนต์ต้องสงสัยไว้ได้ ก็นับว่าเป็นประโยชน์ แม้ว่าจะไม่เห็นป้ายทะเบียนรถและเหตุการณ์ระหว่างคนร้ายลงมือ แต่ก็ทำให้เห็นลักษณะรูปพรรณของคนร้ายและพาหนะที่ใช้
จากแผนประทุษกรรมของคนร้ายพบว่า มีการก่อเหตุลักษณะเดียวกันนี้เกิดขึ้นในหลายท้องที่ของ บก.น.5 ไม่ว่าจะเป็นในท้องที่ สน.คลองตัน ทุ่งมหาเมฆ วัดพระยาไกร หรือยานนาวา คนร้ายจะใช้รถจักรยานยนต์ 34 คัน ซ้อน 2 คน ขับตระเวนไปในพื้นที่เพื่อเลือกเหยื่อและคนที่ตกเป็นเหยื่อไม่เจาะจงว่าจะเป็นหญิงหรือชาย ไม่ว่าพื้นที่จะเปลี่ยวหรือพลุกพล่าน กลางวันหรือกลางคืน คนร้ายย่อมลงมือได้ทุกสถานการณ์ โดยมีเงื่อนไขเพียงอย่างเดียวคือ “เหยื่อเดินเดี่ยว” ก็จะพูดจาขอโทรศัพท์หรือเงินกันแบบดื้อๆ หากไม่ให้ก็จะรุมเข้าทุบตีทันที ก่อนที่จะฉกเอาโทรศัพท์มือถือและเงิน หรืออะไรที่ฉวยได้ ขี่จักรยานยนต์หลบหนีไปทันที โดยแก๊งคนร้ายกลุ่มนี้จะไม่พกพาอาวุธ เพราะไม่ต้องการผิดสังเกตหากเจอกับด่านตำรวจ อุปกรณ์ที่ใช้ทำร้ายนั่นคือ “หมัด” ล้วนๆ
เมื่อชุดสืบสวนรู้ถึงพฤติกรรมแล้วก็เริ่มส่งข่าวให้หลายโรงพักในนครบาลหาเบาะแสจากคดีที่เกิดขึ้นและระวังเหตุใหม่ กระทั่งผ่านไปราว 2 สัปดาห์ ปรากฏว่ามีคนร้าย 2 คน ก่อเหตุลักษณะเดียวกันกับ บรูซ แกสตัน ในพื้นที่ สน.คลองตัน และกำลังพยายามหลบหนี ตำรวจก็จับตัวผู้ก่อเหตุไว้ได้
เมื่อผู้ต้องหาประจันหน้ากับ รองฯ อิทธิพล วายร้ายทั้งสองคนก็รีบปฏิเสธทันทีว่าไม่ได้มีส่วนร่วมในคดี บรูซ แกสตัน แต่ยอมรับว่ารู้จักกับกลุ่มคนร้ายที่ทำร้าย บรูซ แกสตัน เนื่องจากเป็นเครือข่ายเดียวกัน แต่ไม่ได้ร่วมอยู่ใน “แก๊งเสือ” ที่มีอยู่ 6 คน
และนั่นเป็นครั้งแรกที่ รองฯ อิทธิพล และชุดสืบสวนได้ยินครั้งแรกกับคำว่า “แก๊งเสือ” โดย 2 วายร้ายที่ถูกรวบได้ขยายความว่า ทุกคนที่อยู่ในแก๊งนี้จะมีคำนำหน้าว่า “เสือ” เลียนแบบโจรร้ายในอดีต ที่กลายเป็นตำนานเล่าขานกันปากต่อปากถึงความโหดเหี้ยมในขณะปล้นทรัพย์
วัยรุ่น 2 คน ได้คายข้อมูลจนหมดเปลือกและนำไปสู่การตามไปตะครุบตัว นายอนันต์ หรือ เสือมัด พาลีบัตร วัย 38 ปี ได้ที่บ้านพักย่านวัดพระยาไกร และนายนวพล หรือ เสือบอย ลี้แปด วัย 19 ปี ได้ที่บ้านพักย่านพญาไท
ก่อนที่จะขยายผลไปจับกุมสมาชิกที่เหลืออีก 2 คนได้ในวัด คือ นายอรรถพงศ์ หรือเสือเซ็น สกุลณี วัย 27 ปี หัวหน้าแก๊ง และนายกรกฎ หรือ เสือแบงก์ สิงห์ฉาดฉาน วัย 18 ปี ขณะที่ผู้ต้องหาที่เหลืออีก 2 คน ประกอบด้วย นายมนูญศักดิ์ หรือ เสือบังบู บุญรอด วัย 33 ปี และนายสุรพันธ์ หรือ เสือปุ๊ก สว่างรุ่ง วัย 23 ปี ยังหลบหนีอยู่
ทั้งนี้ สมาชิก “แก๊งเสือ” จะรู้จักกันในเรือนจำ เพราะแต่ละคนมีประวัติถูกจับคดียาเสพติด จะลงมือก่อเหตุตามย่านถนนสุขุมวิท ถนนจันทน์ ถนนเจริญกรุง ถนนพัฒนาการ ถนนศรีนครินทร์ ถนนลาดพร้าว ถนนรามคำแหง และถนนพระราม 3 โดยร่วมกันก่อเหตุมาแล้วอย่างน้อย 11 คดี
การจับกุมคดีลักษณะนี้ ก็มีอุปสรรค เพราะผู้เสียหายบางส่วนไม่ยอมเข้าแจ้งความ อาจจะเพราะกลัวเสียเวลา ขณะเดียวกันตำรวจบางท้องที่ก็บ่ายเบี่ยงไม่ยอมรับแจ้งความ เพราะเห็นว่ามูลค่าทรัพย์สินน้อยและเป็นคดีที่ไม่น่าสนใจนั่นเอง แต่หลังจากนี้ทุกคดีตำรวจจะเพิกเฉยไม่ได้ เพราะต่างเชื่อมโยงกันทั้งสิ้น !!!







