posttoday
การปรับโครงสร้างกองทุนน้ำมันฯ

การปรับโครงสร้างกองทุนน้ำมันฯ

21 กรกฎาคม 2554

ประเด็นร้อนที่สุดด้านพลังงานหลังผ่านพ้นการเลือกตั้งและรู้ผลว่าพรรคเพื่อไทย

ประเด็นร้อนที่สุดด้านพลังงานหลังผ่านพ้นการเลือกตั้งและรู้ผลว่าพรรคเพื่อไทย

ได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล คือ การเปิดเผยนโยบายด้านพลังงานของพรรคเพื่อไทยออกมาเป็นรายวัน โดยตอนแรกบอกว่าจะมีนโยบายยกเลิกกองทุนน้ำมันฯ แต่ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นการยกเลิกการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ จากน้ำมันเบนซิน 95 เบนซิน 91 และน้ำมันดีเซล ซึ่งหมายความว่าราคาน้ำมันเบนซิน 95 จะถูกลงลิตรละ 7.50 บาท เบนซิน 91 ลิตรละ 6.70 บาท และดีเซลจะถูกลงอีกลิตรละ 1.80 บาท จากราคาที่รัฐบาลปัจจุบันตรึงเอาไว้ที่ไม่เกินลิตรละ 30 บาท (ราคาปัจจุบัน 29.99 บาท/ลิตร)

คำถามที่ผมได้รับตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา คือ ถ้ารัฐบาลใหม่นำเอานโยบายนี้มาปฏิบัติจริง ผมเห็นด้วยหรือไม่ และจะเกิดผลกระทบอะไรบ้าง

ข้อแรก ถามว่าเห็นด้วยหรือไม่ คงต้องตอบว่าเห็นด้วยในหลักการครับ แต่ยังไม่เห็นด้วยทั้งหมดกับวิธีปฏิบัติ เห็นด้วยในหลักการ คือ เห็นด้วยว่าการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ นั้น ควรได้รับการปรับโครงสร้างกันเสียที เพราะที่ผ่านมามีความลักลั่นในการจัดเก็บและมีความบิดเบือนค่อนข้างมาก โดยมีการผลักภาระให้กับผู้ใช้น้ำมันเบนซินมากจนเกินไป และแทบไม่มีการจัดเก็บจากผู้ใช้น้ำมันดีเซล ก๊าซหุงต้ม (LPG) และก๊าซรถยนต์ (NGV) เลย ทั้งๆ ที่เป็นเชื้อเพลิงที่ใช้ในการคมนาคมขนส่งเช่นเดียวกัน และใช้ทดแทนกันได้

ในระหว่างการรณรงค์หาเสียงของพรรคการเมืองต่างๆ ไม่มีพรรคการเมืองใดเลยที่เสนอนโยบายปรับโครงสร้างกองทุนน้ำมันฯ (ยกเว้นพรรคเพื่อไทยที่คุณยิ่งลักษณ์ได้ปราศรัยเรื่องยกเลิกกองทุนน้ำมันฯ เอาในวันสุดท้ายของการหาเสียงเลือกตั้ง คือ วันที่ 1 ก.ค.) แต่ผมได้แนะนำพรรคการเมืองทุกพรรคในระหว่างไปวิพากษ์นโยบายด้านพลังงานในเวทีต่างๆ มาโดยตลอดว่า ให้ดำเนินการปรับโครงสร้างราคาพลังงาน โดยการรื้อโครงสร้างการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ใหม่ให้เหมาะสม

ดังนั้น เมื่อพรรคเพื่อไทยเสนอว่าจะปรับการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ผมจึงเห็นด้วยในหลักการ แต่ไม่คิดว่าจะออกมาในรูปการยกเลิกการจัดเก็บทั้งหมดสำหรับน้ำมันทั้งสามชนิดดังกล่าว โดยไม่แตะพลังงานทดแทนเช่นแก๊สโซฮอล์เลย

ในส่วนของคำถามข้อที่ 2 ที่ว่าหากนำมาปฏิบัติจริงๆ จะเกิดผลกระทบอะไร ผมขอตอบสั้นๆ ว่าจะเกิดผลกระทบ 3 ข้อ คือ

1.การลดราคาเบนซิน 95, 91 ลงถึงลิตรละ 7.50 บาท และ 6.70 บาท ตามลำดับ จะทำให้ส่วนต่างราคาระหว่างเบนซิน 95, 91 แคบลงเหลือเพียงลิตรละ 1.60 บาท และ 0.70 บาท ตามลำดับเท่านั้น ซึ่งจะไม่จูงใจให้ผู้ใช้รถใช้แก๊สโซฮอล์อีกต่อไป เพราะการใช้แก๊สโซฮอล์มีอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงสูงกว่าน้ำมันเบนซิน คนก็จะเปลี่ยนมาใช้น้ำมันเบนซินแทน ส่งผลกระทบถึงนโยบายส่งเสริมพลังงานทดแทนของประเทศที่พยายามทำกันมา 89 ปีอย่างรุนแรง และจะส่งผลกระทบถึงผู้ผลิตเอทานอลและเกษตรกร ตลอดจนนโยบายการปลูกพืชพลังงานทดแทนในระยะยาวด้วย

2.การลดอัตราเก็บเงินเข้ากองทุนจากผลิตภัณฑ์ทั้งสามชนิดดังกล่าว (เบนซิน 95, 91 และดีเซล) จะทำให้เงินที่ไหลเข้ากองทุนหายไปเกือบ 5,000 ล้านบาท/เดือน และทำให้ฐานะกองทุนติดลบทันที กองทุนจะไม่มีเงินที่จะไปใช้หนี้ค้างชำระที่ติดค้างอยู่สูงถึง 2.2 หมื่นล้านบาท

3.สภาพคล่องของกองทุนจะหมดไปเพราะไม่มีเงินไหลเข้า มีแต่เงินไหลออก เนื่องจากกองทุนยังมีภาระต้องชดเชยการนำเข้าก๊าซ LPG จากต่างประเทศ ต้องอุดหนุนราคา NGV ให้ ปตท.อีกกิโลกรัมละ 2 บาท ต้องอุดหนุนส่วนต่างค่าขนส่ง LPG จากกรุงเทพฯ ไปยังคลังก๊าซในต่างจังหวัด และอุดหนุนราคาพลังงานทดแทน

ดังนั้น รัฐบาลจะต้องหาเงินมาให้กองทุนน้ำมันฯ ทำหน้าที่ดังกล่าว จะโดยการให้กองทุนออกพันธบัตรกู้เงินจากสถาบันการเงิน หรือกู้จากประชาชน หรือถ้าไม่ให้กองทุนต้องเป็นหนี้ ก็ต้องตั้งงบประมาณรายจ่ายให้เงินอุดหนุนกองทุน หรือแก้กฎหมายนำเงินค่าภาคหลวงมาเป็นเงินอุดหนุนกองทุนน้ำมันฯ ซึ่งล้วนแล้วแต่ไม่เป็นผลดี และเป็นการบิดเบือนโครงสร้างราคาพลังงานให้มีปัญหามากขึ้นไปอีก

ความจริงแล้วถ้าพรรคเพื่อไทยต้องการสร้างความนิยมในหมู่ผู้ใช้น้ำมันเบนซิน และต้องการแก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรมที่ผู้ใช้น้ำมันเบนซินต้องแบกรับภาระแทนผู้ใช้น้ำมันดีเซลและก๊าซ LPG มาโดยตลอด ผมมีข้อเสนอง่ายๆ ให้ปฏิบัติ โดยยังรักษาแนวนโยบายลดการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ไว้ตามความคิดของพรรคเพื่อไทยดังต่อไปนี้

1.ลดการเก็บเงินเข้ากองทุนเฉพาะ 3 ผลิตภัณฑ์ คือ เบนซิน 91 แก๊สโซฮอล์ 95 และแก๊สโซฮอล์ 91 โดยไม่จำเป็นต้องลดในส่วนของเบนซิน 95 และน้ำมันดีเซล เหตุผลของผมก็คือ เบนซิน 95 นั้นมีผู้ใช้น้อยมาก เพียง 8 หมื่นกว่าลิตร/วันเท่านั้น (จากยอดขายเบนซินและแก๊สโซฮอล์ทั้งหมด 19 ล้านลิตร/วัน) และผู้ใช้ส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้สูง รถส่วนใหญ่เป็นประเภทรถใหญ่ราคาแพง เช่น รถยุโรป รถ Supercar เป็นต้น ผู้ใช้ยินดีจ่ายแพงอยู่แล้ว

ส่วนน้ำมันดีเซลนั้น รัฐบาลปัจจุบันได้ลดภาษีสรรพสามิตและภาษีเทศบาลรวมแล้วถึงลิตรละ 5.80 บาท เป็นการอุดหนุน/ตรึงราคาดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาท/ลิตร มาตั้งแต่กลางเดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว จนถึงเดือน ก.ย.ปีนี้ จึงไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะต้องลดเงินเก็บเข้ากองทุนน้ำมันฯ ให้อีกลิตรละ 1.80 บาท แต่ควรเก็บเงินเอาไว้ใช้หลังเดือน ก.ย. เมื่อต้องขึ้นภาษีสรรพสามิตกลับไปในอัตราเดิมมากกว่า

ส่วนที่เสนอให้ลดการเก็บเงินเข้ากองทุนในส่วนของเบนซิน 91 แก๊สโซฮอล์ 91 และแก๊สโซฮอล์ 95 ก็เพราะเป็นเชื้อเพลิงที่คนส่วนใหญ่ใช้ (ครอบคลุมมากกว่า 99% ของคนใช้น้ำมันเบนซินทั้งหมด) และยังเป็นการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนตามนโยบายพลังงานที่เป็นวาระของประเทศอีกด้วย

2.การลดการเก็บเงินเข้ากองทุนตามข้อ 1 ไม่ควรลดมากจนเกินไป ควรลดแค่ลิตรละ 2.40 บาทก็พอ (ทั้งสามชนิด) เหตุผลที่ลด 2.40 บาท/ลิตร ก็เพราะขณะนี้แก๊สโซฮอล์ 95 จ่ายเงินเข้ากองทุนลิตรละ 2.40 บาท ก็ยกเลิกการจัดเก็บเสีย และลดให้ผลิตภัณฑ์อีก 2 ชนิดในอัตราเท่าๆ กัน ก็จะทำให้อัตราการจัดเก็บเปลี่ยนไปดังนี้

โดยวิธีนี้จะทำให้กองทุนน้ำมันฯ มีรายได้ลดลงประมาณ 1,400 ล้านบาท/เดือน ซึ่งยังพอมีเงินไหลเข้ากองทุนน้ำมันฯ เพื่อไปอุดหนุน LPG/NGV และพลังงานชนิดอื่นๆ ได้บ้าง

3.แต่เพื่อให้ฐานะกองทุนดีขึ้น เพื่อลดภาระกองทุน เพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคม และลดการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ ผมเสนอให้ขึ้นราคา LPG ในภาคขนส่งกิโลกรัมละ 3 บาท เช่นเดียวกับที่ปรับขึ้นในภาคอุตสาหกรรม อย่างน้อยขึ้นปีละครั้งก็ยังดี ก็จะทำให้เราลดเงินอุดหนุนได้ปีละ 2,400 ล้านบาทเลยทีเดียว

ก็อยากฝาก รมว.พลังงานคนใหม่ ซึ่งจะเป็นคนของพรรคไหนก็ยังไม่รู้ และทีมงานเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทยนำไปพิจารณาดู ผมคิดว่าไม่มีผู้ใช้น้ำมันเบนซินคนไหน คิดว่าจะได้ลดราคาน้ำมันถึงลิตรละ 67 บาทหรอกครับ ได้ลดลิตรละ 23 บาทก็รักคุณยิ่งลักษณ์ตายแล้ว

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท