
แนะ...โละมาตรการอุดหนุนพลังงานแต่กองทุนน้ำมันฯต้องคงไว้
ประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.
ประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.
เปิดเผยว่า นโยบายการกำกับดูแลราคาพลังงานของประเทศขณะนี้ รัฐบาลชุดใหม่ควรจะใช้โอกาสนี้ในการปรับโครงสร้างการอุดหนุนราคาพลังงานทั้งก๊าซธรรมชาติในรถยนต์ (เอ็นจีวี) ก๊าซหุงต้ม(แอลพีจี) และดีเซล เพราะจะสร้างภาระในการบริหารจัดการงบประมาณ เนื่องจากต้องใช้เงินจำนวนมาก ทำให้ประชาชนไม่รู้จักการประหยัด
ปัจจุบันไทยถือเป็นประเทศที่มีการนำเข้าพลังงานในระดับสูง คิดเป็นมูลค่าปีละ 1.1 ล้านล้านบาท ในขณะที่แนวโน้มการดำเนินนโยบายด้านพลังงานทั่วโลก พยายามลดการอุดหนุนราคาพลังงาน หรือดำเนินการเฉพาะรายสาขาเท่านั้น ในขณะที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังมีความจำเป็นในการดูแลพลังงานทดแทนต่อไป
การตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่เกิน 30 บาท/ลิตรที่ผ่านมาได้ใช้วิธีปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ทำให้รัฐสูญเสียรายได้เดือนละ 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งกำหนดไว้ 5 เดือนเท่ากับ 5 หมื่นล้านบาท หรือปีละ 1 แสนล้านบาท ในความเป็นจริงควรจะใช้เงินเหล่านี้ไปพัฒนาประเทศ ไม่ใช่นำมาอุดหนุนให้คนใช้รถดีๆ ที่ใช้ดีเซล
ด้านการชดเชยราคาแอลพีจีกำหนดไว้ 2 ส่วนคือ การชดเชยราคาหน้าโรงกลั่น เนื่องจากตรึงราคาจำหน่ายที่ 330 เหรียญสหรัฐ/ตัน แต่ราคาตลาดโลกเฉลี่ยอยู่ที่ 800-900 เหรียญสหรัฐ/ตัน ในขณะที่ต้องใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงนำเข้าแอลพีจีจากต่างประเทศปีละ 2 หมื่นล้านบาท และในอนาคตจะต้องเพิ่มเป็น 4 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงการชดเชยราคาเอ็นจีวีไว้ที่ 8.50 บาท/กก. ซึ่ง ปตท.เข้าไปช่วยรับภาระตั้งแต่เริ่มจำหน่ายมารวมแล้ว 3 หมื่นล้านบาท โดยปริมาณการใช้เอ็นจีวีก็สูงขึ้นต่อเนื่องอยู่ที่วันละ 200 ล้านลูกบาศก์ฟุต (ลบ.ฟุต)/วัน ไทยเป็นผู้ใช้เอ็นจีวีในอันดับที่ 11 ของโลก มีรถบรรทุกที่ใช้เอ็นจีวีอยู่ประมาณ 3 แสนคัน หรือเป็นอันดับที่ 3 ของโลก
“เรามีพลังงานใช้กันอย่างพอเพียงไม่น้อยหน้าประเทศอื่น ไม่มีใครชอบราคาพลังงานแพง แต่ต้องยอมรับว่าไทยนำเข้าพลังงานเป็นส่วนใหญ่แต่ต้องมาขายในราคาถูก ปตท.ก็ช่วยอุดหนุนบ้างได้แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ต้องมีคนมาช่วย รัฐบาลก็ใช้วิธีลดภาษีน้ำมันมาช่วย แต่ถ้ามีคนเดือดร้อนน่าจะเป็นการอุดหนุนเฉพาะกลุ่มมากกว่า หรือรายสาขา อาจจะถึงเวลาที่ไทยจะต้องยกเครื่องการอุดหนุนราคาพลังงานใหม่ ทั้งแอลพีจี เอ็นจีวี และดีเซล” ประเสริฐ กล่าว
ทั้งหมดนี้คือโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลใหม่จะต้องเข้ามาดำเนินการ เพื่อให้เกิดโครงสร้างที่เหมาะสมในระยะยาว







