posttoday
ศึกหนักอาเซียน เหนือพื้นน้ำทะเลจีนใต้ตีสองหน้าคานอำนาจมะกัน-จีน

ศึกหนักอาเซียน เหนือพื้นน้ำทะเลจีนใต้ตีสองหน้าคานอำนาจมะกัน-จีน

21 กรกฎาคม 2554

นับเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งสำหรับบทบาทบนเวทีการเมืองระหว่างประเทศ

นับเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งสำหรับบทบาทบนเวทีการเมืองระหว่างประเทศ

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

นับเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งสำหรับบทบาทบนเวทีการเมืองระหว่างประเทศของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่สามารถบรรลุข้อตกลงขั้นต้นกับประเทศจีน ยักษ์ใหญ่แห่งเอเชีย หลังจากที่บรรยากาศในภูมิภาคต้องปกคลุมไปด้วยความตึงเครียดมาเป็นระยะเวลาหลายปี

ความตึงเครียดที่ว่ามีต้นเหตุมาจากการอ้างสิทธิเหนือบริเวณทะเลจีนใต้ เส้นทางการจราจรทางทะเลที่คับคั่งเป็นอันดับ 2 ของโลก และเป็นแหล่งที่เชื่อกันว่าอุดมไปด้วยน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในปริมาณที่เรียกได้ว่าสมบูรณ์และมหาศาล

จึงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจเท่าไรนัก ที่ประเทศต่างๆ รอบบริเวณทะเลจีนใต้จะกางแผนที่ลากเส้นขีดแบ่งพื้นที่อย่างชัดเจนเพื่อปกป้องสิทธิประโยชน์นอกอาณาเขตชายฝั่งของชาติตนเอง โดยยึดหลักการสากลนั่นคือ อนุสัญญาสหประชาชาติปี 2525 ว่าด้วยกฎหมายทางทะเล (United Nations Convention on the Law of the Sea) ที่ให้แต่ละประเทศมีสิทธิกำหนดเขตน่านน้ำทางทะเลไม่เกิน 12 ไมล์ทะเล และแนวคิดของเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (Exclusive Economic Zone) 200 ไมล์ทะเล

ศึกหนักอาเซียน เหนือพื้นน้ำทะเลจีนใต้ตีสองหน้าคานอำนาจมะกัน-จีน

แน่นอนว่าหากยึดตามหลักการสากลร่วมกันแล้ว แต่ละประเทศก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ทว่าปัญหาที่ปะทุขึ้นมานี้ สืบเนื่องมาจากการอ้างสิทธิเหนืออาณาเขตนอกชายฝั่งของประเทศจีนนี้ ไม่ได้ยึดหลักการสากลเหมือนเช่นประเทศอื่นๆ

ผลที่ได้คือการเดินเรือรุกล้ำน่านน้ำอาณาเขตที่ทั้งจีนและประเทศสมาชิกอาเซียน อันได้แก่ ฟิลิปปินส์ เวียดนาม มาเลเซีย และบรูไน ต่างอ้างว่าเป็นพื้นที่ของตนเอง จนนำไปสู่การปะทะกันประปรายมาโดยตลอดในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ความขัดแย้งที่ว่านี้ดูจะคลี่คลายไปในทิศทางที่ดี จากการร่วมมือผลักดันของกลุ่มอาเซียน โดยในปี 2545 จีนและอาเซียนได้เห็นชอบและมีพันธสัญญาร่วมกันว่าจะพยายามแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี โดยปราศจากการข่มขู่คุกคามใดๆ ก่อนที่จะมาบรรลุข้อตกลงสำคัญอีกครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 20 ก.ค. 2554 อันเป็นร่างแนวทางที่กำหนดข้อระเบียบปฏิบัติ (Code of Conduct) ให้อาเซียนและจีนสามารถร่วมมือทำกิจกรรมโครงการและสำรวจพื้นที่บริเวณทะเลจีนใต้ต่อไปได้

อย่างไรก็ตาม ร่างแนวทาง (Guideline) ดังกล่าวก็เป็นเพียงแค่ข้อตกลงบนแผ่นกระดาษที่บรรดานักวิเคราะห์ต่างมองว่าไม่ได้ช่วยให้ความตึงเครียดเรื่องข้อพิพาทเหนืออาณาเขตนอกชายฝั่งในภูมิภาคหมดไป แต่ก็เป็นแนวทางที่ดีที่สุดที่อาเซียนจะทำได้ในขณะนี้เพื่อค้นหาหนทางในการเจรจาต่อไป

ทั้งนี้ บทบาทของประเทศสมาชิกในประชาคมอาเซียน ซึ่งได้แก่ บรูไน ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ลาว เวียดนาม กัมพูชา พม่า สิงคโปร์ ไทย และอินโดนีเซีย ดูจะไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกันสักเท่าไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของบริเวณทะเลจีนใต้

เหตุผลหลักก็เนื่องมาจากประเทศที่มีส่วนได้เสียกับเรื่องดังกล่าวโดยตรงมีเพียง 4 ประเทศก็คือ ฟิลิปปินส์ เวียดนาม มาเลเซีย และบรูไน ขณะที่ประเทศที่เหลือไม่ได้มีผลกระทบอะไรมากนัก แต่อาเซียนต้องยื่นมือเข้าช่วย เนื่องจากหากปล่อยให้เจรจากับจีนในระดับทวิภาคีคงไม่แคล้วต้องเสียเปรียบ

อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ ประเทศแต่ละประเทศในอาเซียนนี้มีความสัมพันธ์กับจีนที่ค่อนข้างแน่นแฟ้นไม่น้อยทีเดียว

ต้องยอมรับว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จีนได้ผงาดขึ้นมากลายเป็นขั้วอำนาจของโลกอีกขั้วหนึ่ง เนื่องจากการขยายตัวเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศ เห็นได้จากผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ที่เติบโตแซงหน้าญี่ปุ่นเมื่อเดือน ส.ค. 2553

ไม่เพียงเท่านั้น จีนยังเดินหน้าผูกสัมพันธ์การค้ากับประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียนอย่างเหนียวแน่น ตั้งแต่การลงนามข้อตกลงว่าด้วยการลงทุนอาเซียนจีน เพื่อส่งเสริมการลงทุนระหว่างกันเมื่อปี 2552 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2553 ที่ช่วยให้มีการขยายการค้าและการลงทุนระหว่างกัน และสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจกับจีนอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ข้อตกลงดังกล่าวได้เอื้อให้จีนมาลงทุนโดยตรงกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียนมากขึ้น โดยในปี 2553 จีนมียอดลงทุนสะสมในอาเซียน หรือการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ในที่นี้ก็คือจีน (เอฟดีไอ) คิดเป็นมูลค่า 6,500 ล้านเหรียญสหรัฐ

ขณะเดียวกัน จีนก็ถือเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญของอาเซียน โดยอาเซียนมีมูลค่าส่งออกไปจีนเมื่อปี 2552 สูงกว่า 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และมีสินค้าส่งออกที่สำคัญอย่างเครื่องใช้ไฟฟ้า น้ำมันเชื้อเพลิง และยางพารา

นอกจากนี้ ทางการจีนยังได้อนุมัติเงินกู้ให้แก่ประเทศสมาชิกอาเซียนอีกจำนวน 1.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อใช้สำหรับการลงทุนก่อสร้างโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐานในอาเซียน อันจะเป็นการขยายการค้าการลงทุนระหว่างจีนและอาเซียนในอนาคต โดยมีกัมพูชา ลาว และเวียดนาม เป็นผู้กู้รายใหญ่

จีนยังได้จับมือกับรัฐบาลอาเซียนเดินหน้าโครงการสร้างรถไฟความเร็วสูงเชื่อมโยงคุนหมิง จีนตอนใต้กับเวียงจันทน์ ซึ่งได้เริ่มดำเนินการสร้างไปแล้วเมื่อปี 2554 และคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2557 พร้อมมีแผนขยายเส้นทางรถไฟความเร็วสูงนี้ให้ครอบคลุมไปเชื่อมถึงสิงคโปร์

ทว่า แม้จะมีการค้าใกล้ชิดมากแค่ไหน แต่ต้องไม่ลืมว่าสหรัฐก็มีความผูกพันกับอาเซียนไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน แถมบางประเทศสมาชิกอาเซียนอย่างฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ หรือแม้กระทั่งไทยเอง ก็แนบแน่นเป็นมหาพันธมิตรกับพี่เบิ้มด้วยเช่นกัน โดยมีการลงทุนในแง่เทคโนโลยี นวัตกรรม และตลาดค่าเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยมีตัวเลขเอฟดีไอในอาเซียนอยู่ที่ราว 5.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2552

หากพิจารณากรณีปะทะกันล่าสุดระหว่างจีนกับฟิลิปปินส์ ท่าทีของสหรัฐก็ประกาศอย่างชัดเจนและตรงไปตรงมาที่สุดแล้วว่า พร้อมสนับสนุนให้ความช่วยเหลือฟิลิปปินส์และอาเซียนในการเจรจาต่อรองกับประเทศจีน โดยไม่สนใจคำทัดทานของจีนที่ขู่แกมบังคับไม่ให้สหรัฐเข้ามายุ่งเลยแม้แต่น้อย

สถานการณ์ที่ 2 ขั้วมหาอำนาจของโลกฮึ่มเข้าใส่กัน ส่งผลให้ภาระหนักจึงตกอยู่กับประชาคมอาเซียนในฐานะผู้ที่ต้องเจรจากับจีนโดยตรง เพราะหากเลือกเอาใจจีนก็ต้องเสียพันธมิตรที่คบกันมานาน แต่หากเลือกเอาใจฟิลิปปินส์ซึ่งถือหางโดยสหรัฐ ก็อาจต้องเผชิญหน้ากับผู้ที่ไม่สมควรเป็นศัตรูด้วยมากที่สุดในขณะนี้

สถานการณ์บีบให้อาเซียนมี 2 หน้าอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และการประนีประนอมประวิงเวลาของอาเซียนจึงเกิดขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงที่จะชี้ขาดตัดสินในการกำหนดเขตน่านน้ำที่ชัดเจนกับจีนในทันที ตลอดจนลดแรงปะทะ และกล่อมให้ชาติสมาชิกที่มีปัญหาเห็นประโยชน์ของแนวทางความร่วมมือในการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ทะเลจีนใต้ร่วมกันมากกว่ากำหนดเป็นของประเทศใดประเทศหนึ่ง

ตราบเท่าที่ผลประโยชน์ยังคงหมุนเวียนต่อไป อาเซียนคงมีบทบาทได้แค่ตุ๊กตาล้มลุกที่คอยคานอำนาจไว้เท่านั้น

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท