
สุดท้ายใช้แบงก์รัฐเป็นกระโถนท้องพระโรง
หลังจากนี้ไปคงต้องจับตาการเดินหน้านโยบายสำคัญๆ ของรัฐบาล “ปูแดง–ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร”
หลังจากนี้ไปคงต้องจับตาการเดินหน้านโยบายสำคัญๆ ของรัฐบาล “ปูแดง–ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร”
โดย...ทีมข่าวการเงิน
หลังจากนี้ไปคงต้องจับตาการเดินหน้านโยบายสำคัญๆ ของรัฐบาล “ปูแดง–ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ว่า จะเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายสารพัดแจกแหลกได้รวดเร็วแค่ไหนอย่างไร
เนื่องจากหากพิจารณาภาพรวมจะเห็นภาพชัดว่า การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีแค่ปีละ 1.92.2 ล้านล้านบาทนั้น รัฐบาลทำได้อย่างจำกัดจำเขี่ยแน่นอน
ลำพังแค่นโยบายแจกภาษีให้กับรถยนต์คันแรกก็ตกประมาณ 7.5 หมื่นล้านบาทเข้าไปแล้ว
ไม่ต้องพูดถึงงบประมาณในการรับจำนำข้าวที่ว่ากันว่าจะทะลุปีละเป็น 3 แสนล้านบาท
ในสถานการณ์เช่นนี้เชื่อได้ว่า รัฐบาลปูแดงจำเป็นต้องหันมาพึ่งพาแขนขา ด้วยการดึงธนาคารเฉพาะกิจของรัฐมาขับเคลื่อนเพื่อเดินหน้าตามนโยบายที่ได้หาเสียงไว้
โครงการรับจำนำข้าวและบัตรเครดิตชาวนา อาจต้องมอบหมายให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นแม่งานหลักในการขับเคลื่อน ซึ่งคาดว่าต้องใช้งบประมาณมากถึง 3 แสนล้านบาท
ขณะที่โครงการพักชำระหนี้ครัวเรือนที่มีหนี้ต่ำกว่า 5 แสนบาท เป็นระยะเวลา 3 ปี ก็จะมี ธ.ก.ส.และธนาคารออมสินเป็นผู้รับผิดชอบ โดยคาดว่าใช้งบประมาณแบงก์ละ 1 หมื่นล้านบาท รวม 2 หมื่นล้านบาท
โครงการบ้านหลังแรกดอกเบี้ย 0% นาน 5 ปี ก็จะมีธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เป็นผู้รับผิดชอบหลัก คาดว่าใช้งบประมาณ 4.8 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ยังมีโครงการกองทุนหมู่บ้านอีก 8 หมื่นล้านบาท และโครงการเอสเอ็มแอลอีก 9.3 หมื่นล้านบาท
คิดสะระตะรวมแล้วหากรัฐบาลขับเคลื่อนนโยบายอย่างเต็มกำลัง ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐจะต้องเตรียมตุนสภาพคล่องไว้เพื่อรับมือกับมาตรการทั้งหมดที่พรรคเพื่อไทยและรัฐบาลปูแดง สัญญากับประชาชนไว้รวมเป็นเงินก้อนมหึมาไม่น้อยกว่า 5.46 แสนล้านบาท
ที่ผ่านมาในช่วงที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีบริหารประเทศ ธนาคารของรัฐก็ถูกใช้สนองนโยบายรัฐอย่างฟุ่มเฟือยเช่นกัน
แต่รัฐบาลก็อะลุ่มอล่วยให้ธนาคารเหล่านั้นประกอบธุรกิจการเงินในเชิงพาณิชย์ได้บ้าง
เมื่อผนวกกับความสามารถในการปรับตัวของธนาคารรัฐในการเกาะติดลูกหนี้ แถมสินเชื่อบางตัวยังคิดดอกเบี้ยในอัตราที่ใกล้เคียงกับธนาคารพาณิชย์ ทำให้ภาพรวมผลการดำเนินงานไตรมาสแรกปี 2554 ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจทั้ง 6 แห่ง ดูโดดเด่น
สามารถปล่อยสินเชื่อรวมกันได้มากกว่า 4 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 63% ของเป้าสินเชื่อที่คาดว่าจะปล่อยได้ทั้งปี 6.38 แสนล้านบาท โดยมีผู้ที่ได้รับสินเชื่อคิดเป็นจำนวนรายสูงถึง 2.11 ล้านราย
ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐมีรายได้รวมกันมากกว่า 9.81 หมื่นล้านบาท รายได้ส่วนใหญ่เป็นกำไรที่มาจากดอกเบี้ยรับล้วนๆ ถึง 9.09 หมื่นล้านบาท
เมื่อหักค่าใช้จ่ายของธนาคารแล้ว ธนาคารเฉพาะกิจรัฐจึงไม่ได้บักโกรก หากแต่สามารถผลิดอกออกผลสร้างกำไรสุทธิได้รวมกันกว่า 2.21 หมื่นล้านบาท
แต่ล่าสุดเมื่อลองวิเคราะห์ตามนโยบายที่สำคัญของรัฐบาลปูแดงแล้ว ไม่เฉพาะบรรดานักวิชาการ และนักการคลังเท่านั้นที่เสียวสันหลังแทนธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ
บรรดาผู้บริหารสถาบันการเงินของรัฐทั้งหมดก็เสียววาบไปทั้งตัว
ลำพังโครงการพักหนี้ครัวเรือนที่เป็นหนี้ไม่ต่ำกว่ารายละ 5 แสนบาท นาน 3 ปี ก็จะพบว่าลูกหนี้ของ ธ.ก.ส.ที่มีหนี้ต่ำกว่า 5 แสนบาทนั้นมีมากถึง 3 ล้านราย คิดเป็นสัดส่วนถึง 70% ของลูกหนี้ทั้งหมดของธนาคารที่มีอยู่กว่า 4 ล้านราย
ถ้าคิดคร่าวๆ จากยอดสินเชื่อคงค้างในปีบัญชี 2553 ที่มีอยู่กว่า 5.77 แสนล้านบาท ก็เท่ากับมีวงเงินสินเชื่อของลูกหนี้ที่จะเข้าข่ายได้เข้าร่วมโครงการพักหนี้ไม่น้อยกว่า 4.03 แสนล้านบาท
หากรัฐบาลยอมสั่งให้ลูกค้ากลุ่มนี้ได้มีโอกาสพักชำระหนี้เงินต้นจริง รับประกันซ่อมฟรีได้เลยว่า ฐานะการเงินของ ธ.ก.ส.สะเทือนแน่
ไม่แน่ว่าอาจจะต้องเผชิญปัญหาในเรื่องสภาพคล่อง ฐานะการเงินมีไม่พอที่จะนำไปปล่อยกู้ให้เกษตรกรรายอื่นต่อไป
หากไม่มีการพักหนี้กลุ่มนี้ แต่ใช้วิธีการเปิดทางให้มีการลดภาระดอกเบี้ยให้ ซึ่งคิดจากค่าเฉลี่ยดอกเบี้ยในปัจจุบันที่ระดับ 7% ก็จะทำให้ ธ.ก.ส.สูญเสียรายได้จากดอกเบี้ยรับปีหนึ่งๆ ไม่น้อยกว่า 2.8 หมื่นล้านบาท
เม็ดเงินรายได้ที่หายไปนั้นมหาศาลจริงๆ
ครั้นหากพิจารณาจากโครงการพักหนี้รอบแรกเมื่อปี 2544-2545 ที่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สั่งพักชำระหนี้ให้เกษตรกรรายย่อยที่มีเงินกู้อยู่กับธนาคารรายละไม่เกิน 1 แสนบาท ปรากฏว่า มีผู้ได้รับสิทธิทั้งหมด 2.309 ล้านราย คิดเป็นเงิน 9.43 หมื่นล้านบาท โดยมีเงื่อนไขว่า เกษตรกรต้องเข้าโครงการฟื้นฟูอาชีพ และในระหว่างที่พักหนี้จะไม่มีการปล่อยกู้เพิ่มเติมอีก
ปรากฏว่า ในตอนนั้นมีเกษตรกรขอออกจากโครงการมากมาย เพราะต้องการกู้เงิน และบางส่วนสามารถลืมตาอ้าปากได้
สุดท้ายก็พบว่าโครงการนี้มีปัญหาหนี้เสียมากถึง 20% คิดเป็นเงินหลักพันล้านบาทเศษ
ทำให้ในแต่ละปีรัฐบาลต้องทยอยตั้งงบประมาณมาเพื่อชดเชยค่าดอกเบี้ยแทนเกษตรกรปีหนึ่งก็หลายพันล้านบาทเช่นกัน
ขณะที่โครงการยกเลิกการประกันรายได้เป็นโครงการรับจำนำ โดยมีเงื่อนไขว่าเกษตรกรที่ต้องการเข้าโครงการนี้ต้องทำบัตรเครดิตเกษตรกร เพื่อยืนยันเรื่องการนำข้าวมารับจำนำกับรัฐบาลเป็นการประกันความเสี่ยงเรื่องเงินสินเชื่อที่เปิดวงเงินกู้เพื่อให้ไปซื้อปัจจัยการผลิตด้วยนั้น ในเบื้องต้นคาดว่าน่าจะใช้เงินไม่น้อยกว่า 3 แสนล้านบาท หรืออาจมากถึง 4.75 แสนล้านบาท
เท่าที่มีการประเมินรูปแบบโครงการรับจำนำเบื้องต้นตามโมเดลของพรรคเพื่อไทย เชื่อว่าน่าจะไม่สามารถปิดช่องโหว่ในการทุจริตในขั้นตอนของการเก็บสต๊อกข้าวของโรงสี หรือแม้กระทั่งการนำข้าวไปขายยังตลาดต่างประเทศในราคาที่มากกว่า 1.5 หมื่นบาทต่อตันได้
ทำให้เชื่อว่า โครงการรับจำนำข้าวจะกลายเป็นภาระสำคัญของ ธ.ก.ส. ที่ต้องควักเนื้อไปจ่ายค่าข้าวให้เกษตรกรแทนรัฐบาลอีกมหาศาล โดยที่ภาระหนี้ที่เกิดจากโครงการรับจำนำเดิมที่ยังมีผูกผันอีกกว่า 1.6 แสนล้านบาท ก็น่าจะถูกดองเค็มเป็นหนี้เน่า
ปัญหาสำคัญที่ธนาคารรัฐจะต้องเผชิญอีกเรื่องหนึ่งคือ การใส่เงินเข้าในกองทุนหมู่บ้านอีก 8 หมื่นล้านบาท และโครงการเอสเอ็มแอลอีก 9.3 หมื่นล้านบาทตามที่ได้สัญญาไว้กับชาวบ้าน
เท่ากับว่าธนาคารรัฐ 3 แห่ง ซึ่งได้แก่ ธ.ก.ส. ออมสิน และธนาคารกรุงไทย จะต้องจัดเตรียมเงินไว้มากกว่า 1.73 แสนล้านบาทไว้สำหรับดำเนินการตามนโยบายใน 2 โครงการนี้
ขณะที่ข้อมูลผลการสำรวจของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) พบว่า มีกองทุนหมู่บ้านที่มีศักยภาพเข้มแข็งพอที่จะยกระดับเป็นสถาบันการเงินชุมชนได้เพียง 20% ของหมู่บ้านทั้งหมด
เท่ากับว่า การเติมเงินให้กองทุนหมู่บ้านรอบใหม่ก็มีโอกาสที่จะกลายเป็นหนี้เสียได้แบบ 50 : 50 หากธนาคารรัฐไม่ส่งทีมเจ้าหน้าที่เข้าไปประกบผู้บริหารกองทุน ถือเป็นการคืนชีพของนโยบายประชานิยมยุคต้นตำรับของแท้
จึงเป็นเรื่องที่น่ากลัวเป็นอย่างยิ่งว่า ระบบการเงินของธนาคารรัฐ อาจจะกลับมาสั่นคลอน เพราะการเดินหน้าประชานิยมต้นตำรับของพรรคเพื่อไทย โดยการนำของนายกฯ หญิงคนแรกของประเทศ ก็เป็นไปได้หากไม่มีวิธีการที่รัดกุมดีพอ
เพราะการหวนกลับมาทำนโยบายแก้หนี้เน่าให้กับคนกลุ่มเดิม เท่ากับเป็นการส่งเสริมวัฒนธรรมให้คนดีอยากเบี้ยวหนี้ เพราะสังคมนี้ ดูจะโอบอุ้มแต่คนที่ไม่มีวินัยทางการเงิน
แต่กลับถูกยัดเยียดว่า คนกลุ่มนี้เป็นคนที่ด้อยโอกาสจะเข้าถึงสินเชื่อ
หากต้องการทำโครงการประชานิยมรอบนี้ให้เข้มแข็งจริงๆ ก็ไม่ควรลดหนี้หรือพักหนี้ให้กับลูกหนี้ที่เคยมีประวัติในการพักหนี้และเป็นหนี้เสียในรอบที่แล้วมาก่อน ควรคัดเลือกลูกหนี้ที่มีประวัติการชำระหนี้ที่ดีบ้าง เพื่อเป็นกำลังใจและส่งเสริมให้คนเป็นหนี้รู้จักใช้หนี้ หรือการเติมเงินให้กับหมู่บ้านเกรดเอก่อน ซึ่งจะทำให้สถาบันการเงินไม่รับภาระมาก และมีโอกาสเป็นหนี้เสียน้อย ถือเป็นการช่วยแบบมีเหตุมีผล
ไม่ใช่บีบให้สถาบันการเงินของรัฐเป็นกระโถนท้องพระโรงปล่อยกู้สนองตามนโยบายรัฐบาล จนหน้าดำหน้าเขียวและเสียวซ่านเช่นที่ผ่านมา







