
ปธ.อาเซียนหนุนไทย-เขมรถกทวิภาคี
รองปลัดบัวแก้วเผยประธานอาเซียนหนุนไทย-เขมรเจรจาทวิภาคีหลังศาลโลกสั่ง2ประเทศถอนทหาร
รองปลัดบัวแก้วเผยประธานอาเซียนหนุนไทย-เขมรเจรจาทวิภาคีหลังศาลโลกสั่ง2ประเทศถอนทหาร
นางจิตริยา ปิ่นทอง รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย เปิดเผยภายหลังหารือ นายมาร์ตี้ นาตาเลกาวา รมว.การต่างประเทศอินโดนีเซีย ในฐานะประธานอาเซียน ระหว่างการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนครั้งที่ 44ว่า การหารือทวิภาคีระหว่างการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนในครั้งนี้ นับเป็นโอกาสอันดีที่หัวหน้าคณะผู้แทนทั้ง 2 ฝ่าย ได้มีการหารือในประเด็นที่มีความสนใจร่วมกัน โดยเฉพาะความสัมพันธ์ไทย – กัมพูชา ตามที่ศาลโลกมีคำตัดสิน เมื่อวันที่ 18 ก.ค. ที่ผ่านมา เกี่ยวกับการออกมาตรการคุ้มครองชั่วคราว
ทั้งนี้ได้อธิบายขั้นตอนที่เกี่ยวข้องของไทย ในการดำเนินการเพื่อหารือกันตามกระบวนการภายในประเทศ รวมทั้งความสำคัญที่ไทยและกัมพูชาจะต้องหารือกันเกี่ยวกับรายละเอียดในแนวทางปฏิบัติตามคำตัดสินของศาลโลก
ขณะที่ ประธานอาเซียน กล่าวยืนยันที่จะสนับสนุนให้ไทยและกัมพูชา หารือกันโดยใช้กลไกทวิภาคีที่มีอยู่อย่างเต็มที่ เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาโดยสันติวิธี นอกจากนี้ รมว.กระทรวงต่างประเทศอินโดนีเซีย ยินดีที่ทั้ง 2 ฝ่ายแสดงความพร้อมที่จะหารือกัน เพื่อดำเนินการตามคำตัดสินของศาลโลก
ศาลโลกให้เวลาไทยยื่นข้อสังเกตพระวิหารถึง 22 ก.ค.
ด้าน นายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในฐานะตัวแทนรัฐบาลไทยในการต่อสู้คดีที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ (ศาลโลก) กล่าวถึงขั้นตอนการดำเนินการต่อไปหลังศาลโลกมีคำตัดสินกรณีมาตรการชั่วคราว โดยในส่วนของของคำร้องที่ทางกัมพูชาร้องขอให้ศาลโลกตีความพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารของคำพิพากษาเมื่อปี 2505 นั้น ยังไม่ได้เริ่มกระบวนการ แต่กัมพูชาได้ยื่นข้อสังเกตประกอบคำร้องต่อศาลโลกไปแล้ว เมื่อ 18 ก.ค. ที่ผ่านมา
ทั้งนี้นายฮิซาชิ โอวาดะ ประธานองค์คณะผู้พิพากษาศาลโลก ได้เชิญตัวแทนรัฐบาลกัมพูชาเข้าไปหารือ และได้ให้เวลาทางการไทยจนถึงวันที่ 22 ก.ค.นี้ เพื่อแจ้งต่อศาลว่าฝ่ายไทยจะยื่นข้อสังเกตเพื่อตอบโต้ข้อสังเกตของกัมพูชาเมื่อใด ซึ่งคาดว่าไทยคงจะส่งเรื่องต่อศาลให้เร็วที่สุดเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจขึ้นอยู่กับทางรัฐบาลไทย
เผย3แนวทางที่ศาลจะดำเนินการหลังรับข้อสังเกตแล้ว
นายวีรชัย กล่าวว่า ตามขั้นตอนปกติ เมื่อดูจากการตีความคำพิพากษาในอดีตของศาลโลก หลังผู้ถูกร้องยื่นข้อสังเกตต่อศาลแล้ว แนวทางแรกที่เป็นไปได้อย่างแรก คือ ศาลอาจพิจารณาตีความคำพิพากษา แนวทางที่สอง คือ ศาลอาจให้มีการฟังคู่ความในลักษณะเดียวกับการยื่นขอมาตรการคุ้มครองชั่วคราว
แนวทางที่สาม คือ ไม่ทำทั้งสองแนวทางข้างต้น แต่ให้รัฐบาลกัมพูชายื่นข้อสังเกตต่อข้อสังเกตของฝ่ายไทย เรียกว่า "คำอธิบายต่อข้อสังเกตของผู้ถูกร้อง" แต่ตามปกติก็จะให้ไทยซึ่งเป็นผู้ถูกร้อง ได้มีข้อสังเกตต่อคำอธิบายดังกล่าวของกัมพูชาด้วยเช่นกัน
จากนั้นศาลอาจพิจารณาตัดสินเลย อย่างไรก็ดี ในชั้นนี้ยังไม่ทราบได้ว่าศาลจะตัดสินใจเช่นไร เพราะศาลต้องรอดูก่อนว่าฝ่ายไทยจะยื่นข้อสังเกตให้ได้เมื่อใด จากนั้นจึงจะพิจารณาขั้นตอนต่อไป เรื่องจะช้าหรือเร็วแค่ไหนตอบไม่ได้
นอกจากนี้ นายวีระชัย กล่าวว่า ในเดือนก.พ.ปีหน้า ผู้พิพากษา 5 จาก 15 คน จะครบวาระการดำรงตำแหน่งจึงอาจส่งผลกระทบต่อตารางเวลาการพิจารณาคดีบ้าง แต่ตามแนวปฏิบัติของศาลโลกที่ผ่านมานั้น หากศาลเริ่มพิจารณาคดีเป็นการภายในแล้ว แม้จะพ้นวาระไปผู้พิพากษาท่านนั้นๆก็จะต้องสานต่อคดีให้เสร็จสิ้น โดยจะเปลี่ยนสถานะไปเป็น "ผู้พิพากษาเฉพาะกิจ" ส่วนผู้พิพากษาท่านใหม่ที่เข้ามาแทนจะไม่มีส่วนทำคดีนี้ แต่ทั้งหมดนั้นก็ขึ้นกับประธานศาลว่าจะตัดสินใจเช่นไ







