
ปมเขาพระวิหารงานหินรอรัฐบาลใหม่
มาตรการชั่วคราว 6 ข้อของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือศาลโลก กำลังเป็นประเด็นจุดประกายความหวังเพื่อคลี่คลายข้อพิพาทระหว่างไทย-กัมพูชา ที่ยังไม่มีหลักประกันว่ามาตรการเหล่านี้จะผลักดันไปถึงสุดทางได้แค่ไหน
มาตรการชั่วคราว 6 ข้อของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือศาลโลก กำลังเป็นประเด็นจุดประกายความหวังเพื่อคลี่คลายข้อพิพาทระหว่างไทย-กัมพูชา ที่ยังไม่มีหลักประกันว่ามาตรการเหล่านี้จะผลักดันไปถึงสุดทางได้แค่ไหน
ไล่ดูรายละเอียดของมาตรการทีละข้อ 1.ให้ทั้งไทยและกัมพูชาถอนทหารออกจากพื้นที่ 2.ให้ทั้งสองฝ่ายหลีกเลี่ยงกิจกรรมทางทหารใดๆ 3.ห้ามไทยขัดขวางการเข้าออกพื้นที่ปราสาท 4.ให้ทั้งสองฝ่ายร่วมมือกับอาเซียนให้คณะผู้สังเกตการณ์เข้าพื้นที่ 5.ทั้งสองฝ่ายควรหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจทำให้สถานการณ์รุนแรง 6.ทั้งสองฝ่ายต้องแจ้งผลการปฏิบัติตามคำสั่งของศาลโลก
ชัดเจนว่า “ศาลโลก” มุ่งเน้นลดความตึงเครียดในพื้นที่ โดยเฉพาะการกำหนดให้ทั้งสองฝ่ายถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่ที่ศาลโลกเป็นผู้กำหนด ไม่ใช่เพียงแค่ให้ทหารไทยออกจากพื้นที่เพียงฝ่ายเดียวตามที่กัมพูชาได้ร้องขอ
ทว่าขั้นตอนเดินหน้าสู่สันติภาพระหว่างสองประเทศ ต่อจากนี้ดูจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบสำหรับรัฐบาลใหม่ที่กำลังจะเริ่มต้นปฏิบัติหน้าที่ในไม่ช้า
ไล่มาตั้งแต่เงื่อนไขแรก การถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่พิพาท ซึ่ง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ขานรับมาตรการนี้ ด้วยการเรียกประชุมหน่วยงานด้านความมั่นคง พร้อมวางขั้นตอนการถอนกำลังทหาร โดยเลือกใช้ช่องทางการเจรจากับกัมพูชาผ่านคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (จีบีซี) หาทางถอนกำลังร่วมกัน
แน่นอนว่าขั้นตอนดังกล่าวต้องใช้เวลาไม่น้อย เริ่มตั้งแต่การประชุมกำหนดท่าทีว่าทั้งสองฝ่ายจะถอนกำลังทหารอย่างไร มีขั้นตอนรายละเอียดอย่างไรบ้าง ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วยากจะตกลงกันในรายละเอียดร่วมกันระหว่างสองฝ่าย
ดังจะเห็นว่าช่องทางจีบีซี ซึ่งทั้งกัมพูชาและไทยเริ่มต้นเจรจามาหลายรอบแล้ว ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ด้วยจุดหมายที่จะลดกำลังทหารทั้งสองฝ่าย ลดการเผชิญหน้า แต่กลับยังไม่สามารถเดินหน้าไปสู่ทางปฏิบัติได้จนถึงทุกวันนี้
ยังไม่รวมกับเงื่อนไขต่อเนื่องที่อาจต้องนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมร่วมรัฐสภาตามมาตรา 190 ในบางประเด็นที่อาจจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงสำคัญ แม้รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทยจะมีเสียงท่วมท้น 300 เสียง แต่เมื่อต้องรวมกับเสียงจากวุฒิสภาแล้ว การจะหวังเสียงจากที่ประชุมร่วมรัฐสภาอย่างน้อย 326 เสียง อาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คาดคิด โดยเฉพาะในประเด็นเปราะบางเช่นนี้
สอดรับกับท่าทีของ พล.ท.ธวัชชัย สมุทรสาคร แม่ทัพภาคที่ 2 ที่เห็นว่าทหารไทยยังตรึงกำลังไว้ที่เดิม จะยังไม่มีการถอนทหาร แต่จะรอจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่สั่งการ และไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะถอนทหาร และต้องใช้เวลาอีกนาน
“กระทรวงการต่างประเทศกับกองทัพก็ต้องหารือกันอย่างใกล้ชิด ต้องดูว่ามีข้อดีข้อเสียอย่างไร เราจะยอมรับและทำตามคำตัดสินของศาลโลกหรือไม่”
เงื่อนไขสำคัญอีกด้านที่รัฐบาลใหม่จะต้องเผชิญคือกระแสต่อต้านจากสังคม เมื่อชัดเจนว่าเรื่องนี้มีฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการที่ไทยต้องยอมเดินหน้าตามมาตรการของศาลโลก
ท่าทีจาก คำนูณ สิทธิสมาน สว.สรรหา ยังมองว่าไทยไม่ได้เปรียบจากคำสั่งศาลโลก เมื่อพลเรือนที่ไม่ใช่ทหาร รวมทั้งชุมชนและวัดไม่ได้อยู่ในคำสั่งศาลให้ต้องออกจากพื้นที่ รวมไปถึงคำสั่งที่อนุญาตให้ฝ่ายกัมพูชาสามารถส่งกำลังบำรุงไปให้พลเรือนได้ โดยห้ามฝ่ายไทยขัดขวาง ก็แสดงว่าฝ่ายกัมพูชายังมีสิทธิตั้งวัดและชุมชนอยู่ในพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรต่อไป โดยที่ไทยไม่สามารถทำอะไร เมื่อเป็นเช่นนี้ถามว่าใครได้เปรียบเสียเปรียบ
“วันนี้แม้ไทยยังไม่เสียดินแดนอย่างเป็นทางการ ต้องยอมรับว่าโอกาสที่เราจะสูญเสียในอนาคตมีมาก ถึงที่สุดแล้วไทยจะเป็นฝ่ายเสียหาย”
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลใหม่ยังต้องเผชิญกับแรงเสียดทานจากกระแสสังคมที่พร้อมจะออกมาเคลื่อนไหวคัดค้าน ต่อต้าน ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจใดๆ ที่ย่อมมีบางฝ่ายไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องห้ามไม่ให้ไทยขัดขวางการเข้าออกพื้นที่ปราสาทที่สุ่มเสี่ยงนำไปสู่ความขัดแย้ง
รวมถึงประเด็นที่มาตรการหนึ่งของศาลโลกระบุให้ทั้งสองฝ่ายร่วมมือกับอาเซียนให้คณะผู้สังเกตการณ์เข้าพื้นที่ ซึ่งเดิมเคยมีความพยายามจะเปิดให้มีผู้สังเกตการณ์จากอาเซียนเข้ามาในพื้นที่ แต่เอาเข้าจริงด้วยเงื่อนไขรายละเอียดต่างๆ กลับไม่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้สำเร็จ
ภาระจากนี้รัฐบาลใหม่ยังต้องแสวงหาความร่วมมือในอาเซียนที่จะต้องดึงเข้ามาเพื่อช่วยแก้ปัญหา ร่วมกันกับการประสานงานทางด้านคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) ที่จะเกิดแรงกดดันเพิ่มขึ้นในการปฏิบัติงานในพื้นที่
แต่ทั้งหมดนี้ ที่สำคัญและภาระหนักที่เป็นหัวใจของคดีนี้ อันจะมีผลต่อพื้นที่และอธิปไตยอย่างแท้จริง ก็คือ “คดีหลัก” ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลโลก ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาอย่างน้อยปีกว่าถึง 2 ปี ในการพิจารณาตัดสิน
งานหนักของรัฐบาลชุดใหม่จึงอยู่ที่การเตรียมข้อมูลความพร้อม หลักฐานใหม่ ที่จะนำไปใช้เป็นข้อมูลในการสู้คดี ซึ่งหากพลาดพลั้งย่อมส่งผลต่อดินแดนและอำนาจอธิปไตยในพื้นที่ แรงกดดันเหล่านี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลใหม่ต้องแบกรับ โดยมีอนาคตทางการเมืองเป็นเดิมพัน
ทั้งหมดนี้เป็นงานใหญ่ที่ว่าที่นายกฯ หญิง จะต้องเผชิญและเริ่มเตรียมตัวทำงานตั้งแต่ยังไม่ทันรับตำแหน่ง







