
ถึงฤดูดอกเบี้ยบานฉ่ำรับมือต้นทุนพุ่งไม่หยุด
ถึงตอนนี้แนวคิดการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ภายใต้การกำกับของพรรคเพื่อไทยในเรื่องดอกเบี้ยต่ำ
ถึงตอนนี้แนวคิดการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ภายใต้การกำกับของพรรคเพื่อไทยในเรื่องดอกเบี้ยต่ำ
โดย...ทีมข่าวการเงิน
ถึงตอนนี้แนวคิดการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ภายใต้การกำกับของพรรคเพื่อไทยในเรื่องดอกเบี้ยต่ำโดยจะพยายามตรึงไว้ไม่ให้เกินตัวเลข 2 หลัก เหมือนในอดีตกำลังถูกท้าทายอย่างหนักเข้าให้แล้ว
ส่วนหนึ่งนั้นอาจเป็นเพราะแรงกดดันจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก ทั้งสหรัฐอเมริกาและยุโรป ที่ส่งผลให้เศรษฐกิจทั้งโลกปั่นป่วน
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะต้นทุนราคาสินค้าและราคาน้ำมันกดดันให้เงินเฟ้อที่เป็นตัวสะท้อนราคาค่าครองชีพของประชาชนขยายตัวแบบพรวดพราดจนยั้งไม่หยุดฉุดไม่อยู่
แม้ทางการจะกำหนดเพดานเงินเฟ้อไว้ในระดับ 3-3.5% แต่ต้องยอมรับว่าโอกาสที่เงินเฟ้อในปีนี้จะทะลุ 4-4.5% มีโอกาสอยู่ไม่ไกล
ในสภาวะแบบนี้ธนาคารกลางของทุกประเทศจำใจต้องใช้นโยบายดอกเบี้ยสูงมาสกัดดับความร้อนแรงของเงินเฟ้อมิให้ขยายตัว
ไม่เว้นแม้แต่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ประกาศขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่อง ครั้งล่าสุดขึ้นไปอีก 0.25% จนมาอยู่ในระดับ 3.25% เข้าไปแล้ว
แต่ยังไม่หยุดเพียงแค่นั้นแน่นอน เพราะ ธปท. ได้ส่งสัญญาณชัดว่า ดอกเบี้ยยังอยู่ในช่วงขาขึ้นต่อไป
เนื่องจากมองว่าดอกเบี้ยนโยบายยังอยู่ในระดับต่ำ หากนำมาหักลบเงินเฟ้อ ในขณะนี้ดอกเบี้ยที่แท้จริงก็ยังติดลบ รวมทั้งการดูแลเงินเฟ้อที่ยังทรงตัวในระดับสูง จากราคาพลังงานและราคาอาหารที่ปรับตัวสูงขึ้น
ถ้อยแถลงเช่นนี้ อาจถือเป็นฝันร้ายของผู้กู้ที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ไล่เรียงตั้งแต่ผู้ประกอบการ ผู้ผลิต ไปจนถึงผู้กู้รายย่อยที่ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ผ่อนบัตรเครดิต
เพราะนั่นหมายถึงว่า ต้นทุนในการประกอบธุรกิจและต้นทุนในการดำเนินชีวิตจะเพิ่มขึ้น แต่รายได้ขยับไม่ทัน
ยิ่งหากพิเคราะห์ยาวๆ ไปถึงนโยบายของว่าที่รัฐบาลใหม่ทั้งการปรับขึ้นค่าจ้างขึ้นต่ำ ปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการและรัฐวิสาหกิจเริ่มต้นเป็น 1.5 หมื่นบาท ถ้านโยบายเหล่านี้ทำได้จริง ก็ยิ่งเป็นตัวเร่งเงินเฟ้อให้ปรับตัวสูงขึ้นได้อีก
นี่ยังไม่รวมโครงการต่างๆ ที่จะนำมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้ ธปท.คาดการณ์เงินเฟ้อพื้นฐานมีโอกาสหลุดกรอบเป้าหมายที่ตั้งไว้ 0.5-3% ในช่วงไตรมาส 3-4 แม้จะมีการขยายมาตรการดูแลค่าครองชีพ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่ารถไฟ และค่ารถเมล์ฟรีออกไปอีกก็ตาม
นั่นเท่ากับว่า สิ่งที่ ธปท. จะทำได้เพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจไม่ให้ถูกกดดันจากเงินเฟ้อ และควบคุมเงินเฟ้อที่ตัวการหลักในการกัดกร่อนเสถียรภาพไม่ให้หลุดกรอบเป้าหมาย ธปท.ก็มีความจำเป็นจะต้องขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีกในระยะถัดไป ที่จะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินอีก 4 ครั้งในเวลาที่เหลือของปี
ถ้าสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้อยู่ ต่อไปดอกเบี้ยเงินกู้ในระบบสถาบันการเงิน ที่ปัจจุบันยืนยิ้มเผล่อยู่ในระดับ 7.50% สำหรับดอกเบี้ยลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีระดับ 7.75% สำหรับเงินกู้เบิกเกินบัญชี และระดับ 8.125% สำหรับดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี ไม่ขยับปรับขึ้นตามก็ผิดแผกแตกต่างจากวิธีคิดของตลาดการเงินเสรีเสียแล้ว
ทุบโต๊ะไว้ตั้งแต่กลางปีได้เลยว่า โอกาสที่ดอกเบี้ยเงินกู้จะวิ่งฉิว จนเงินฝากไล่ล่าไม่ทันนั้นมีโอกาสเกิดขึ้นสูงกว่า 99% คงเหลือไว้ 1% เผื่อหน้าแตก
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์แล้วว่า ภายในสิ้นปีนี้จะเห็น ธปท.ปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้นไปอยู่ที่ 3.50% เท่ากับว่ายังมีโอกาสอีกครั้งที่ ธปท.จะปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% แต่ใช่ว่าจะเป็นเช่นนั้นเสมอไป เพราะโอกาสที่จะขึ้นมากกว่านั้นยังมีสูงถ้าสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้
หลายคนคงไม่เคยขบคิดว่าพลานุภาพของการขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้นั้นรุนแรงแค่ไหน
แต่สำหรับผู้ประกอบการที่เป็นผู้กู้นั้นรู้ฤทธิ์เดชได้ดีว่าต้นทุนการผลิตจะพุ่งขึ้นแบบเงาตามตัว
ลำพังแค่เงินกู้เก่าในระบบที่มีอยู่ 9 ล้านล้านบาท ถ้าดอกเบี้ยเงินกู้ขยับแค่ 1% ก็หมายถึงว่า ต้นทุนของผู้ประกอบการจะเพิ่มทันที 9 หมื่นล้านบาทเข้าไปแล้ว
ปรากฏการณ์ที่พลัน ธปท.ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารทหารไทย ก็ได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยทันที ซึ่งครั้งนี้มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยออมทรัพย์ร่วมด้วย แต่เป็นการขยับเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 0.125-0.20% แต่มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ 0.25%
จะว่าไปแล้วการที่เงินฝากออมทรัพย์ปรับขึ้นก็ไม่ได้ทำให้ผู้ฝากเงินรู้สึกตื่นเต้น
เพราะในสถานการณ์ปัจจุบันนั้น ประชาชนคนไทยต่างทนได้ทนดีอยู่แล้วกับสภาวะดอกเบี้ยที่ไม่เต็มบาท
อย่างดีที่สุดหากใครมีเงินเย็นนำไปฝากประจำ 36 เดือน หรือ 3 ปี ก็ได้ดอกเบี้ยเพียงปีละร้อยละ 1 บาท
ทั้งๆ ที่ในภาวะปัจจุบันหากนำเงิน 1 บาท ไปใช้ทำอะไรก็แทบไม่มีความหมายเลย ยกเว้นขาดเงิน 1 บาท ถึงจะมีเงินครบ 1 ล้านบาท เงิน 1 บาท จึงน่าจะมีความหมายขึ้นมาหน่อย
ขณะที่ดอกเบี้ยเงินกู้ธนาคารพาณิชย์ครั้งนี้ปรับขึ้นหนักกว่าครั้งก่อนๆ คือ ปรับขึ้น 0.25% ในทุกประเภท
การปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์หากเมื่อเทียบกับการปรับขึ้นดอกเบี้ยของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยมาอย่างต่อเนื่อง จากระดับ 1.25% ในช่วงกลางปี 2553 โดยปรับขึ้นครั้งละ 0.25% มาตลอด ตั้งแต่การประชุมเมื่อวันที่ 14 ก.ค. 2553 จนถึงปัจจุบัน ล่าสุดขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 3.25% รวมคิดเป็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยทั้งสิ้น 2% นั้นดูจะถี่ห่างกันมาก
เพราะหากเทียบสถิติธนาคารพาณิชย์ได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากเพียงเล็กน้อย เฉลี่ยดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์เพิ่มขึ้น 0.27% ดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 6 เดือน เพิ่มขึ้น 1.3-1.55% เงินฝากประจำ 12 เดือน เพิ่มขึ้น 1.61-1.83% เท่านั้น
แต่พอฟากดอกเบี้ยเงินกู้ในระบบธนาคารพาณิชย์กลับปรับขึ้นค่อนข้างมาก เมื่อคำนวณจากวันที่ 14 มิ.ย. 2553 ดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์อยู่ที่ 6.44% แต่ปัจจุบันขยับขึ้นเป็น 7.4%เอ็มโออาร์ จาก 6.84% เพิ่มเป็น 7.74% และเอ็มอาร์อาร์ จาก 7.22% เพิ่มเป็น 8.23% คิดเป็นการขยับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ภายใน 1 ปีมาแล้วไม่น้อยกว่า 1%
ดังนั้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้คือผู้ประกอบการและผู้กู้รายย่อยต้องเตรียมรับมือ และปรับตัวให้พร้อมรับต้นทุนการเงินที่จะสูงขึ้น
สำหรับผู้ประกอบการรายใหญ่นั้นถือว่าไม่น่าห่วงเท่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพราะเป็นธุรกิจที่ธนาคารพาณิชย์คิดดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำกว่าอยู่แล้ว เนื่องจากมีความเสี่ยงมากกว่าผู้ประกอบการรายใหญ่ ดอกเบี้ยที่บรรดาเอสเอ็มอียอมรับชะตากรรมอยู่ในปัจจุบันก็เฉียด 10%
แม้ว่าจะเป็นระดับที่ถูกกว่าเงินกู้นอกระบบ แต่ก็เป็นระดับที่บรรดาเอสเอ็มอีเหนื่อยเอาการอยู่เหมือนกัน
ฉะนั้น ทางที่ทำได้คือ หาผลิตภัณฑ์ที่ล็อกดอกเบี้ยในช่วงเวลาหนึ่ง เพื่อล็อกต้นทุนที่จะสูงขึ้นมากกว่านี้ จากสถานการณ์ดอกเบี้ยที่ยังคงปรับขึ้นต่อเนื่อง
หรือการเลือกจะนำกำไรที่ยังพอประทังได้มาจ่ายคืนเงินกู้ก่อนกำหนด เพื่อไม่ต้องแบกดอกเบี้ยเงินกู้ที่ตั้งตารอปรับขึ้นอีก หากเงินเฟ้อพุ่งจากราคาสินโภคภัณฑ์ และราคาน้ำมันที่ยังมีความผันผวนจากภายในและนอกประเทศ ที่ทำให้ผู้ประกอบการจะเหนื่อยมากขึ้นอีก
ส่วนผู้กู้รายย่อย โดยเฉพาะผู้กู้ซื้อบ้าน ช่วงนี้ก็เป็นจังหวะที่ควรหาลู่ทางคุยกับธนาคารเพื่อขอล็อกดอกเบี้ยคงที่อีกช่วงเวลาหนึ่ง เพราะบางธนาคารจะมีผลิตภัณฑ์รองรับสำหรับผู้กู้ไว้แล้ว
เพราะการใช้ดอกเบี้ยลอยตัวในช่วงนี้ อาจเกิดความเสี่ยงจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้เอ็มแอลอาร์ของธนาคารพาณิชย์อีกระลอกหนึ่งในระยะอันใกล้
นี่ไม่นับการบวกค่าความเสี่ยงของผู้ประกอบการตั้งแต่ +1% จนถึง +3%ที่ผู้ประกอบการเห็นกันจนชินตา
จากนี้ไปความไม่แน่นอนจากดอกเบี้ยเงินกู้จะกลายเป็นอุปสรรคสำคัญของผู้กู้ทั้งหลาย เพราะเมื่อทิศทางดอกเบี้ยมีแนวโน้มปรับขึ้น จากแรงถีบเงินเฟ้อที่ยังพุ่งไม่หยุด ใครปรับตัวได้ก่อนจึงเป็นผู้ชนะ
ถ้ามัวแต่ตั้งรับโดยไม่ยอมปรับตัว อาจได้เห็นไม่ใครก็ใครที่ต้านทานต้นทุนไม่ไหว ต้องล้มหายกลางทางไปก่อนแน่
เพราะโอกาสที่ดอกเบี้ยเงินกู้ภายใน 6-12 เดือนหลังจากนี้ไป มีโอกาสที่จะเห็นยืนอยู่ในระดับ 9-10% มีไม่ไกลเกินกว่าที่จะเห็นเสียแล้ว
ไม่ปรับตัวรับมือไม่ได้แล้ว







