
แจกแท็บเล็ตเด็กต้องคิดให้รอบคอบ
นโยบายของว่าที่รัฐบาลชุดใหม่ที่มีมาตรการกำหนดให้เด็กนักเรียน 1 คน
นโยบายของว่าที่รัฐบาลชุดใหม่ที่มีมาตรการกำหนดให้เด็กนักเรียน 1 คน
โดย..อิทธิพล ปรีติประสงศ์
มีเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพา หรือเรียกว่าแท็บเล็ต 1 เครื่อง นั่นเท่ากับว่าจำนวนเด็กเล็กในช่วงอายุ 617 ปี กว่า 11 ล้านคน จะมีคอมพิวเตอร์แบบพกพาส่วนตัวใช้ นับเป็นแนวคิดเชิงก้าวหน้าที่มุ่งพัฒนาและกระจายความเท่าเทียมในการเข้าถึงและใช้อุปกรณ์ไปยังประชากรเด็ก
อย่างไรก็ตาม ในการจัดทำมาตรการต่างๆ เพื่อรองรับนโยบายนี้จำเป็นที่จะต้องคิดให้รอบคอบใน 3 ประเด็นใหญ่ๆ กล่าวคือ (1) เรามีระบบหรือมาตรการในการป้องกันคุ้มครองเด็กในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพียงพอแล้วหรือยัง? (2) การส่งเสริมหรือสร้างวัฒนธรรมสร้างสรรค์ในการใช้สื่อใหม่มีมากน้อยเพียงใด? (3) มีระบบหรือกลไกของเจ้าภาพในการทำงานเรื่องนี้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือยัง?
ระบบหรือมาตรการในระบบหรือมาตรการในการป้องกัน คุ้มครองเด็ก ที่เป็นอยู่ยังไม่ดีพอ ต้องพัฒนาระบบให้รอบด้าน
ระบบหรือมาตรการในการคุ้มครองเด็กในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่ครบวงจรสามารถจัดแบ่งได้เป็น 3 ระยะ กล่าวคือ (1) ระยะก่อนที่เด็ก เยาวชน จะเข้าถึงและใช้สื่อ ต้องมีมาตรการรองรับอย่างน้อย 4 เรื่อง คือ ความรู้ในการจัดทำกติกาพื้นฐานในครอบครัว การจัดระดับความเหมาะสมของเนื้อหาของเกมคอมพิวเตอร์ รวมทั้งความรู้ในการติดตั้งโปรแกรมการกลั่นกรองเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมทั้งในบ้านและระดับส่วนกลาง ไม่เพียงเท่านั้น จำเป็นที่จะต้องมีการจัดระบบฐานข้อมูลด้านสื่อสร้างสรรค์เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ให้กับเด็กอย่างมีประสิทธิภาพ
(2) ระยะที่เด็กเข้าใช้สื่อต้องมีมาตรการอย่างน้อย 2 เรื่อง คือ มาตรการในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของเด็กในระบบอินเทอร์เน็ต และประสิทธิภาพของการบังคับใช้กฎหมายกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และการเสริมสร้างวัฒนธรรมสร้างสรรค์ในการใช้สื่อใหม่ เพื่อเปลี่ยนแนวคิดและพฤติกรรมในการใช้งานสื่อใหม่เป็นเครื่องมือในการพัฒนาตนเอง ชุมชน และสังคม มากกว่าการใช้งานเพื่อความบันเทิงเพียงอย่างเดียว
(3) ระยะสุดท้าย การเตรียมแก้ไขปัญหาการติดเกมคอมพิวเตอร์และการติดอินเทอร์เน็ต
หากตรวจสอบดูให้ดีจะพบว่ามาตรการที่บ้านเรามีนั้นยังไม่ครบวงจร โดยเฉพาะเรื่องการเสริมสร้างวัฒนธรรมสร้างสรรค์ในการใช้สื่อใหม่ ซึ่งถูกพูดถึงน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ในขณะที่มาตรการที่มีอยู่ ทั้งการเสริมสร้างความรู้ให้กับพ่อแม่ในการเลือกรับสื่อ หรือมาตรการสนับสนุนการสร้างกติกาพื้นฐานภายในครอบครัว ก็เป็นเพียงวาทกรรมมากกว่าที่จะขยายผลในทางปฏิบัติ
การส่งเสริมหรือสร้างวัฒนธรรมสร้างสรรค์ในการใช้สื่อใหม่เป็นเรื่องสำคัญแต่ถูกให้ความสำคัญน้อย
ในอดีตที่ผ่านมา แนวทางในการแก้ไขปัญหาเด็กกับเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เน้นหนักไปที่มาตรการในการปราบปราม แต่ปรากฏความจริงว่า แนวทางในการแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุด คือ การสร้างความเข้มแข็งหรือภูมิคุ้มกันให้กับเด็กในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในขณะนี้แนวคิดดังกล่าวจำเป็นที่จะต้องพัฒนาไปสู่ “วัฒนธรรมสร้างสรรค์ในการใช้สื่อใหม่”
วัฒนธรรมสร้างสรรค์ในการใช้สื่อใหม่ จะประกอบด้วย 2 ทักษะ กล่าวคือ ทักษะแรก ผู้ใช้ต้องมีทักษะรู้เท่าทันสื่อใหม่ ทั้งการรู้เท่าทันสารสนเทศ เท่าทันการสื่อสาร เท่าทันเทคโนโลยี และทักษะที่สอง ผู้ใช้สามารถใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเป็นเครื่องมือในการพัฒนาตนเอง ชุมชน และสังคม
อีกทั้งต้องมีทักษะด้านกติกาพื้นฐาน รวมทั้งมารยาทพื้นฐานในการใช้งานสื่อใหม่ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกติกามารยาทในการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์
เพื่อรองรับแนวคิดเรื่องวัฒนธรรมสร้างสรรค์ในการใช้สื่อใหม่ จำเป็นที่จะต้อง “ขยายผล” หลักสูตรวัฒนธรรมสร้างสรรค์ ที่ประกอบด้วย หลักสูตรการเรียนรู้เท่าทันสื่อ หลักสูตรการใช้ไอซีทีเป็นเครื่องมือในการพัฒนาตนเอง ชุมชน สังคม หลักสูตรผู้บริหารโรงเรียน ในการสนับสนุนให้เกิดการใช้ไอซีทีอย่างสร้างสรรค์ หลักสูตรครูในฐานะผู้สนับสนุนเด็กในการใช้สื่อใหม่เพื่อการพัฒนา
หลักสูตรวัฒนธรรมสร้างสรรค์ดังกล่าวมีการพัฒนาและทดลองใช้ในโรงเรียนบางละมุง จ.ชลบุรี ผลจากการอบรมทำให้ครูและนักเรียนสามารถออกแบบกิจกรรมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ในการใช้สื่อใหม่ในโรงเรียน และเด็กนักเรียนสามารถใช้ไอซีทีเป็นเครื่องมือในการพัฒนาชุมชนได้
เจ้าภาพหลักในการทำงาน ผ่านกลไกคณะกรรมการสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และเน้นบทบาทในการประสานเครือข่ายเชิงนโยบายแบบครบวงจรเพื่อสนับสนุนเครือข่ายภาคปฏิบัติให้เกิดการขยายผลผลลัพธ์และเครือข่าย
อันที่จริงดูเหมือนว่า ภารกิจในเรื่องนี้จะเป็นบทบาทหลักของกระทรวงศึกษาธิการในฐานะผู้รับผิดชอบดูแลเรื่องการศึกษาของเด็กนักเรียน ทั้งในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย แต่เรื่องนี้เกี่ยวพันกับกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ไม่เว้นแม้แต่ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือเนคเทค ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ในขณะที่รัฐบาลไม่ได้ดำเนินการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีด้านสังคมหรือด้านเด็กโดยเฉพาะ ดังนั้นเพื่อทำให้เกิดการประสานงานเชิงนโยบายที่มีประสิทธิภาพ จึงควรใช้กลไกของคณะกรรมการสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์แห่งชาติ ในการพัฒนาระบบการทำงานเพื่อเสริมสร้างวัฒนธรรมสร้างสรรค์ในการใช้สื่อใหม่ อีกทั้งเร่งพัฒนาสื่อสร้างสรรค์ที่ส่งเสริมการศึกษาและการเรียนรู้ให้กับเด็ก โดยเน้นการส่งเสริมให้เด็กร่วมกับครูในการพัฒนาสื่อสร้างสรรค์ มากกว่าการจัดซื้อจัดจ้างภาคเอกชนฝ่ายเดียว และพัฒนาระบบการจัดการฐานข้อมูลเพื่อการสืบค้นและใช้ประโยชน์
ในข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสังคมไทย พบว่าเรามีตัวอย่างหรือต้นทุนสังคมในการทำงาน ทั้งเครือข่ายเด็กที่สามารถใช้ไอซีทีเป็นเครื่องมือในการพัฒนา 5 มิติ คือ พัฒนาสื่อดิจิตอลเพื่อการเรียนรู้ นักข่าวน้อยโลกไซเบอร์ นักขับเคลื่อนสังคมในเครือข่ายสังคมออนไลน์ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ในสื่อใหม่ และนักพัฒนาซอฟต์แวร์
อีกทั้งยังมีระบบการสนับสนุนที่เกิดขึ้นจริงในสังคม ทั้งโครงการประกวดนักพัฒนาซอฟต์แวร์รุ่นเยาว์ของเนคเทค มีกลุ่มเครือข่ายครู เช่น เครือข่ายของ thinkquest.or.th หรือ thaigoodview.com มีโรงเรียนต้นแบบที่มีเครือข่ายเด็กและระบบการบริหารจัดการเพื่อสนับสนุนเด็กในการทำงาน เช่น โรงเรียนบางละมุง โรงเรียนสตรีเฉลิมขวัญ โรงเรียนระยองวิทย์ โรงเรียนนวมินทร์ราชูทิศ เตรียมอุดมน้อมเกล้า โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย เป็นต้น ยังมีเครือข่ายสนับสนุนการทำงานทั้งการสนับสนุนความรู้ การสนับสนุนให้เกิดเครือข่ายชุมชนนักปฏิบัติ
เช่น กลุ่มฟิ้ว จากไบโอสโคป มูลนิธิสยามกัมมาจล มูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย โดยเฉพาะสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะศูนย์จัดการความรู้เรื่องเด็กกับไอซีที
ทั้งหมดเป็นเพียงส่วนหนึ่งของต้นทุนในการทำงานที่เข้มแข็งที่มีอยู่แล้ว ดังนั้นบทบาทของรัฐบาลในฐานะเจ้าภาพหลักจะต้องเร่งดำเนินการเพื่อทำให้เกิดระบบการทำงานที่มีประสิทธิภาพ วาระเร่งด่วนคือ การเร่งคลอดกฎหมายกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เร่งดำเนินมาตรการเพื่อทำให้กองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาสามารถทำงานได้
ในขณะเดียวกันต้องมอบหมายให้คณะกรรมการสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์แห่งชาติ ทำงานเชิงนโยบายโดยมีบทบาทของการทำงานเพื่อทำให้เกิดการประสานเชิงนโยบายกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และจัดระบบเพื่อการสนับสนุนเครือข่ายในการทำงานภาคปฏิบัติให้เกิดการขยายผลทั้งผลลัพธ์และเครือข่ายในการทำงานให้มีมากขึ้น
ทั้งหมด เพื่อที่จะบอกว่า หากว่าที่รัฐบาลจัดทำเชิงนโยบายแจกแท็บเล็ตให้เด็กเพียงอย่างเดียว แต่ไม่ไตร่ตรองและจัดทำมาตรการให้ครบถ้วนและรอบด้าน เราจะต้องตามแก้ปัญหาการติดเกมคอมพิวเตอร์ ติดอินเทอร์เน็ต การละเมิด การล่อลวงเด็กผ่านอินเทอร์เน็ต
ท้ายที่สุดนโยบายประชานิยมดังกล่าว จะสร้างทุกข์ให้สังคมไทย มากกว่าการสร้างสุขให้กับสังคม







