posttoday
นโยบายพลังงานหลังเลือกตั้ง 2554

นโยบายพลังงานหลังเลือกตั้ง 2554

19 กรกฎาคม 2554

ขณะนี้ผมคิดว่าพวกเราชาวไทยคงจะได้ทราบผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการไปแล้ว

ขณะนี้ผมคิดว่าพวกเราชาวไทยคงจะได้ทราบผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการไปแล้ว

โดย..โชติชัย สุวรรณรภรณ์ 

พร้อมกับการจับขั้วทางการเมืองใหม่ที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล และผลจากการมีรัฐบาลใหม่ในครั้งนี้จะส่งผลเช่นไรต่อนโยบายพลังงานของประเทศไทยในยุคต่อไป จึงเป็นเรื่องที่น่าติดตามยิ่งนัก

ตามกระแสข่าวจากสื่อต่างๆ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการคาดการณ์กันว่าพรรคเพื่อไทยน่าจะเป็นผู้ดูแลกระทรวงพลังงานด้วยตนเอง ซึ่งก็จะทำให้เราได้เห็นพรรคเพื่อไทยนำนโยบายที่ได้ประกาศไว้ในช่วงหาเสียงมาใช้ในการบริหารประเทศ โดยนโยบายด้านพลังงานที่พรรคเพื่อไทยได้มีการประกาศไว้อย่างเป็นทางการในหลายๆ วาระ ที่ผมพอจะทราบก็มีความน่าสนใจหลายอย่าง แม้ว่าจะไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ถอดด้ามกันเสียทีเดียว แต่ก็มีกลิ่นอายของการคิดนอกกรอบอยู่เช่นกัน แต่ทั้งนี้เราก็ไม่อาจจะละเลยพรรคการเมืองขนาดเล็กและเป็นผู้ที่เคยดูแล นโยบายพลังงานมาแล้วอย่างพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน ซึ่งได้เข้าร่วมรัฐบาลชุดนี้ตามคำเชิญของท่านว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิงคนใหม่แล้ว ก็ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า พรรคเล็กอย่างพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน ก็อาจมีโอกาสกลับมาบริหารกระทรวงพลังงานได้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับความสามารถในการเจรจาต่อรอง และข้อตกลงระหว่างพรรคทั้งสอง

ในเบื้องต้นนโยบายที่ถือว่าเป็นนโยบายเรียกคะแนนให้น่าสนใจในช่วงการหาเสียงที่ผ่านมา ก็คงหนีไม่พ้นนโยบายด้านการรักษาเสถียรภาพราคาพลังงาน เพื่อลดปัญหาค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งผมคงได้แต่หวังว่าในฐานะที่ท่านได้รับมอบหมายให้เป็นผู้กำหนดนโยบายในการบริหารประเทศ คงย่อมเข้าใจดีว่านโยบายด้านการกดและตรึงราคาควรจะเป็นการนำมาใช้ในช่วงระยะสั้น ตามความจำเป็นโดยไม่พยายามที่จะไปสร้างการบิดเบือนโครงสร้างการใช้พลังงานของประเทศ ซึ่งจะกลายเป็นปัญหาที่ฝังรากลึกและส่งผลเสียต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว

ภายหลังได้ทราบผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ก็ได้มีการโยนหินถามทางออกจากทางฝั่งของผู้เตรียมจัดตั้งรัฐบาล ว่าจะมีการยกเลิกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และจะทำให้อัตราการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ เป็นศูนย์ อันจะส่งผลให้น้ำมันเบนซิน 95 และเบนซิน 91 และแก๊สโซฮอล์ 95 มีราคาถูกลงทันทีโดยประมาณลิตรละ 7.50 บาท 6.70 บาท และ 2.40 บาทต่อลิตร ตามลำดับ

พอคล้อยหลังการประกาศดังกล่าว นักวิชาการและผู้เกี่ยวข้องในแวดวงพลังงานต่างออกมาให้ความเห็นวิพากษ์วิจารณ์ทั้งสนับสนุนและคัดค้าน จนทางพรรคเพื่อไทยต้องออกมาให้ความกระจ่างเพิ่มเติมว่าการยกเลิกการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ นั้น คงจะยกเลิกอัตราการจัดเก็บเป็นการชั่วคราว ส่วนในระยะยาวการจะยกเลิกกองทุนน้ำมันฯ หรือไม่ คงต้องมีการพิจารณาในรายละเอียด ถึงความเหมาะสมอีกครั้งหนึ่ง

ในส่วนตัวของผมเองนั้น ผมค่อนข้างจะเห็นด้วยว่าในระยะยาวแล้วนโยบายกองทุนน้ำมันอาจจะต้องมีการทบทวนความเหมาะสมของกลไกดังกล่าว เพราะหากเราก้าวไปสู่การเปิดประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้การหลั่งไหลของสินค้าและบริการระหว่างพรมแดนไม่เป็นอุปสรรคกันอีกต่อไป การชดเชยราคาน้ำมันในบ้านเราก็อาจจะเป็นนโยบายที่ไม่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวงเพราะแทนที่น้ำมันราคาถูกจะมีไว้สำหรับคนไทยก็ย่อมถูกถ่ายเทไปยังเพื่อนบ้าน เหมือนเช่นที่คนไทยและสิงคโปร์นิยมไปเติมน้ำมันราคาถูกกว่าในมาเลเซียเพราะรัฐบาลเขายังไม่สามารถเลิกอุ้มได้ทันทีแม้ว่าจะพยายามควบคุมรถต่างประเทศที่เข้าไปเติมน้ำมันในมาเลเซียก็ตาม ซึ่งหากมองรอบตัวเราไม่ว่าจะเป็นลาว เมียนม่า และกัมพูชาก็ล้วนแต่ต้องซื้อหาน้ำมันในราคาแพงกว่าบ้านเรา ทั้งที่ระดับการพัฒนาและรายได้ต่อหัวของประชาชนในประเทศเหล่านี้ก็ยังถือว่าเป็นรองไทยอยู่มากก็ตาม นี่จึงเป็นข้อสังเกตประการหนึ่ง และหากมองในด้านการส่งสัญญาณราคาที่ถูกต้องเพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและนำไปสู่การใช้อย่างมีประสิทธิภาพก็ถือว่าเป็นเหตุผลที่หนักแน่นยิ่งขึ้น

ส่วนเรื่องของการจะดำเนินไปถึงจุดที่จะมีการยกเลิกกองทุนน้ำมันในที่สุดนั้น ผมเห็นว่าในระหว่างทางยังมีประเด็นปัญหาที่ต้องมีการสะสางกันอีกพอสมควร นั่นก็คือการลดละเลิกการอุดหนุนก๊าซ LPG และ NGV ที่ถือเป็นก้างชิ้นใหญ่ที่ทำให้การปลดล็อกปัญหาในตลาดพลังงานยังเป็นไปไม่ได้ดังที่ตั้งใจ เพราะเหตุที่ต้องมีการจัดเก็บเงินจากน้ำมันเบนซิน และดีเซลอยู่ทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งก็เพื่อไปอุดหนุน LPG และ NGV อีกส่วนหนึ่งก็เพื่อไปส่งเสริมพลังงานทดแทนจำพวกเชื้อเพลิงชีวภาพเช่นแก๊สโซฮอลและไบโอดีเซล แต่เมื่อใดที่มีข่าวว่าจะเลิกการอุดหนุนเชื้อเพลิงทั้ง LPG และ NGV ก็มีเสียงคัดค้านจากผู้ใช้ที่ได้รับผลกระทบไม่ว่าจะเป็นภาคครัวเรือน หรืออุตสาหกรรม ต่างก็ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลต้องหามาตรการช่วยเหลือต่อไป การตัดสินใจปฏิรูปตลาดพลังงานเพื่อความถูกต้องในระยะยาวก็ถือว่าเป็นนโยบายที่สมควรทำและน่าจะอยู่ในวิสัยที่ทำได้ในรัฐบาลชุดต่อไปซึ่งถือว่ามีความเข้มแข็งในทางการเมืองจากจำนวนเสียงในสภา ในระยะสั้นอาจจะมีบางกลุ่มออกมาเรียกร้องอยู่บ้าง

แต่ผมก็คิดว่าการบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ได้รับผลกระทบควรต้องมีการให้ความช่วยเหลือเป็นการเฉพาะแก่ผู้ที่เดือดร้อนจริงๆ โดยใช้เครื่องมือที่เหมาะสมเช่นการให้คูปองหรือสิทธิพิเศษทางภาษีบางอย่างในช่วงระยะเวลาที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน และไม่ควรต่อเวลาออกไปอีกเมื่อครบกำหนด

 

 

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง