posttoday
สหรัฐป่วยไทยปั่นป่วน

สหรัฐป่วยไทยปั่นป่วน

19 กรกฎาคม 2554

สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาขายทองคำแท่งในประเทศขยับขึ้นรวมเบ็ดเสร็จไปแล้ว 650 บาท

สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาขายทองคำแท่งในประเทศขยับขึ้นรวมเบ็ดเสร็จไปแล้ว 650 บาท

โดย...ทีมข่าวการเงิน

สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาขายทองคำแท่งในประเทศขยับขึ้นรวมเบ็ดเสร็จไปแล้ว 650 บาท เฉียดบาทละ 2.3 หมื่นบาท เพราะปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐที่ยังไม่สะเด็ดน้ำ มาตรการเข้าพยุงเศรษฐกิจรอบที่ 3 (QE3) ก็ยังไม่แน่ชัดว่าจะออกมาหน้าตาแบบไหน ทำเอานักลงทุนต่างตื่นตระหนกแห่ขายเงินเหรียญสหรัฐ และเข้าถือทองคำแทน

เนื่องจากมองว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ อย่างน้อยก็ยังดีกว่าถือธนบัตรสหรัฐในยามนี้

แต่ดูเหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัดหนักขึ้นอีก เมื่อสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ออกมาเตือนว่า มูดี้ส์ฯ กำลังอยู่ในระหว่างการทบทวนอันดับความน่าเชื่อถือ AAA ของสหรัฐ โดยมีแนวโน้มปรับลดลงสู่กรอบ AA หากสภาคองเกรสไม่อนุมัติการเพิ่มเพดานหนี้ของประเทศจากระดับ 14.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งจะทำให้รัฐบาลไม่สามารถหลีกเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ได้

ห้วงเวลานี้จึงเหมือนฝันร้ายของประธานาธิบดี บารัก โอบามา เพราะหากพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันไม่สามารถหาข้อสรุปเรื่องงบประมาณและเพดานหนี้ได้ทันก่อนกำหนดเส้นตายวันที่ 2 ส.ค.นี้ นี่จะเป็นประวัติศาสตร์ครั้งแรกของประเทศมหาอำนาจที่จะถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศในรอบกว่า 90 ปี นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1917 หรือ พ.ศ. 2460

กลายเป็นประวัติศาสตร์ที่ไม่น่าจดจำของ โอบามา ผู้นำคนแรกของประเทศที่มีชื่อเสียงติดอยู่กับช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดของสหรัฐ

สหรัฐป่วยไทยปั่นป่วน

ที่ผ่านมา บริษัท สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ ได้ปรับแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือ AAA ของสหรัฐเป็น Negative ไปแล้วเมื่อเดือน เม.ย. และกล่าวเตือนว่า หากสหรัฐผิดนัดชำระหนี้ อันดับเครดิตก็จะถูกปรับลงไปที่ D

หากเป็นเช่นนี้จริง ย่อมมีผลรุนแรงมากขึ้นต่อเศรษฐกิจ และการระดมทุนของสหรัฐ โดยเฉพาะจากนักลงทุนต่างชาติ ตลอดจนความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นจากความผันผวนของตลาดการเงินโลก

ประเด็นดังกล่าว ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า การที่สหรัฐจะถูกพิจารณาเพิ่มอันดับเครดิตกลับไปที่อันดับสูงสุดใหม่อีกครั้งหากถูกปรับลดอันดับลงแล้วถือเป็นเรื่องที่ยาก และอาจกินเวลายาวนาน

การที่เงินเหรียญสหรัฐ พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอ่อนค่าลงนั้น จะทำให้สินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ อาจเผชิญแรงเทขายอย่างหนักจากบรรดานักลงทุนที่ต้องการความมั่นคงในทรัพย์สินและผลตอบแทนที่ดีกว่า โดยเฉพาะในระยะสั้น

ขณะที่สกุลเงินที่มีความปลอดภัย เช่น เงินเยน และเงินฟรังก์สวิส อาจปรับแข็งค่าขึ้นพร้อมๆ ทองคำ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการศึกษาด้วยว่า หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเพิ่มขึ้น 0.50% ก็จะกดดันให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐลดลงถึงประมาณ 0.4%

ดังนั้น หากวิเคราะห์สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับไทยและประเทศในเอเชียขณะนี้ ก็พอเห็นเค้าลางคร่าวๆ ว่า ตลาดเงิน ตลาดทุน ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจะเกิดความผันผวนอย่างหนักแน่ เช่นเดียวกับตลาดโภคภัณฑ์ที่จะมีความอ่อนไหวกับข่าวเหล่านี้

อันดับแรก เงินทุนจะไหลเข้าไทยและประเทศในเอเชีย จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่ห่างกันมาก ปัจจุบันดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐอยู่ที่ 00.25% ขณะที่ดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ที่ 3.25% เป็นการปรับขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2553

แน่นอนว่า ส่วนต่างของดอกเบี้ยที่ห่างกันถึง 3% ย่อมทำให้ “ผู้ที่เล่นกับเงิน” จะมองเห็นโอกาสในการให้เงินทำงานด้วยการวิ่งเข้าใส่ประเทศที่สามารถแสวงหาผลตอบแทนได้ดีที่สุด

ไทย คือ ประเทศที่มีสถานะเป็นเช่นนั้น มากกว่า ญี่ปุ่น สิงคโปร์

ซึ่งก็เท่ากับว่า นับจากนี้จะเห็นเงินบาทเกิดอาการผันผวน แข็งค่าขึ้นอีก ธนาคารกสิกรไทยคาดการณ์ว่าปีนี้น่าจะเห็นบาทแตะระดับที่ 29 บาท/เหรียญสหรัฐ ขณะที่สัปดาห์นี้หลายฝ่ายยังคงจับตาเงินบาทหลุดกรอบ 30 บาท/เหรียญสหรัฐ ค่อนข้างเป็นไปได้สูง

เมื่อเงินบาทแข็งค่า ผลที่จะเกิดตามมาคือ ปัญหาของผู้ส่งออกของไทยที่กินส่วนแบ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาพใหญ่ของประเทศกว่า 70% จะกระทบหนักไปโดยปริยาย

แม้ตัวเลขการส่งออกของไทยยังพุ่งฉิว แต่หากเปิดไส้ในรายได้ของผู้ประกอบการส่งออกก็จะพบว่า รายได้ในส่วนที่เป็นกำไรลดลงมาก

เพราะรายได้จากการค้าขายส่งออกที่แปลงเข้ามาในรูปเงินบาทจะได้น้อยลงกว่าเดิมตามสัดส่วนเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น

คิดง่ายๆ ลำพังแค่เงินบาทในอนาคตแข็งค่าขึ้นจากปัจจุบันแค่ 1 บาท/เหรียญสหรัฐ ก็ทำให้รายได้ที่แปลงเข้ามาเป็นเงินบาทที่มาสร้างความมั่งคั่งให้กับประเทศหายไปปีละ 8.59.5 หมื่นล้านบาทเป็นอย่างต่ำแล้ว

สิ่งที่ผู้ประกอบการส่งออกจะทำได้ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกกำลังผันผวนอีกรอบ คือ การป้องกันความเสี่ยงด้วยการซื้อป้องกันความเสี่ยงค่าเงินบาทไว้เพิ่มขึ้น เพื่อรองรับแรงกระเพื่อมจากค่าเงิน

แต่การซื้อป้องกันความเสี่ยงก็ถือเป็นภาระหนึ่งที่ทำให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนเพิ่ม โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีสายป่านสั้นกว่าผู้ประกอบการขนาดใหญ่

ในทางกลับกัน ธนาคารพาณิชย์ที่ทำหน้าที่เป็น “พ่อค้าคนกลาง” ก็จะมีรายได้จากการทำป้องกันความเสี่ยงค่าเงินกันอู้ฟู่ในช่วงที่เหลือของปีนี้

อย่างไรก็ดี เงินบาทที่แข็งค่าก็ช่วยพยุงต้นทุนที่เกิดขึ้นจากราคาน้ำมันได้เปลาะหนึ่ง เพราะน้ำมันถือเป็นต้นทุนการผลิตในทุกภาคส่วน

เนื่องจากประเทศไทยถือเป็นประเทศที่ติดอันดับการนำเข้าพลังงานมากที่สุดประเทศหนึ่งของโลก ส่วนนี้อาจช่วยผู้ประกอบการได้บ้าง แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีความเสี่ยงเลย เพราะน้ำมันก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ความสงบในประเทศตะวันออกกลางด้วย

แต่หากมองมุมกลับกัน ก็ไม่แน่ว่านี่อาจเป็นความเลวร้ายของผู้ประกอบการอีกก็เป็นได้ เพราะหากตราสารหนี้ต่างๆ ของสหรัฐไม่มีนักลงทุนใดต้องการถือครอง เกิดการเทขายอย่างหนัก เงินเหล่านี้ก็จะถูกนำไปลงทุนสินค้าโภคภัณฑ์

หนึ่งในนั้นก็คือ น้ำมัน ที่กำลังถูกจับตามอง ก็เท่ากับว่า หากนักลงทุนแห่ไปลงทุนในน้ำมัน ก็จะดันให้ราคาน้ำมันพุ่งพรวดได้อีก

ผลกระทบก็ตกถึงผู้ที่ใช้น้ำมันในการผลิต และผู้ใช้น้ำมันทั่วไป เพราะราคานำเข้าก็จะสูงขึ้น

เช่นเดียวกับทองคำที่จะกลายเป็นสินทรัพย์อันทรงพลัง เมื่อการถือกระดาษหรือตราสารหนี้ พันธบัตรในสหรัฐแทบไม่มีราคาค่างวดแล้ว นักลงทุนทั่วโลกก็จะหันมาเล่นตลาดทองคำกันมากขึ้น ทองคำจะทะยานขึ้นมาให้คนชะเง้อหาก็เป็นไปได้

เพราะหากย้อนกลับไป 10 ปีมานี้ การลงทุนทองคำถือว่าชนะการลงทุนทุกอย่างในด้านผลตอบแทน

นั่นก็เท่ากับว่า ราคาทองคำในตลาดโลกจะมีความผันผวนอีกระลอก ส่งผลมายังตลาดทองคำในประเทศ ซึ่งกูรูทองมองว่า ภายในปีนี้ราคาทองคำแท่งในไทยจะแตะระดับ 2.3 หมื่นบาท ก็ไม่แน่ว่าราคาระดับนี้อาจเห็นได้ก่อนสิ้นปีหรือไม่ หากสถานการณ์ในสหรัฐเลวร้ายลงอีก

ช่วงนี้สำหรับคนที่ลงทุนทองคำอยู่แล้วจึงเป็นช่วงขาขึ้น เพราะราคามีแต่จะพุ่งเอาๆ แต่ถ้ามองอีกมุม หากเงินบาทไม่แข็งค่าอย่างนี้ ราคาทองคำมีโอกาสทะยานได้มากกว่านี้ด้วยซ้ำ ยกเว้นสำหรับคนที่คิดจะซื้อทองคำอาจต้องเบรกตัวเองอีกระยะ

ในอีกมุมหนึ่ง เมื่อตลาดโภคภัณฑ์ฟูฟ่อง ทองคำ น้ำมัน มีการลงทุนหนาแน่น ก็ยิ่งเป็นแรงผลักให้เงินเฟ้อที่เป็นตัวสะท้อนดัชนีราคาขยับตัวสูงขึ้น

ปัญหาเหล่านี้ก็จะกลายเป็นโจทย์หนักของธนาคารกลางในทุกประเทศให้ต้องหาทางรับมือกับราคาสินค้าถีบตัวสูงขึ้น

ไม่ต้องพูดถึงธนาคารกลางของไทย ที่ต้องงัดอาวุธออกมาเพื่อเข้าไปดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจด้วยการใช้นโยบายการเงินที่เข้มข้นกว่าเดิม

นั่นหมายถึงว่า จะมีการใช้ดอกเบี้ยมาเป็นตัวหลักในการดูแลเศรษฐกิจ ดอกเบี้ยที่ปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตลอดระยะเวลาเกือบ 1 ปี ก็จะทะยานขึ้นต่อไป

ต้นทุนทางการเงินของบรรดาผู้ประกอบการผลิต ต้นทุนชีวิตของมนุษย์เงินเดือนก็เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว

นี่คือผลกระทบที่เกิดขึ้นรอบด้านจากวิกฤตเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา

คุณอาจจะจินตนาการไม่เห็นภาพชัดเจนนักเมื่อเสือกลายเป็นแมว แต่เชื่อเถอะว่า ยามประเทศมหาอำนาจของโลกกำลังเผชิญศึกหนัก ทุกประเทศไม่ว่าจะอยู่ใกล้หรือไกล จะเล็กหรือใหญ่ ย่อมหนีไม่พ้นต้องสะเทือนสะท้านกับการหาทางรับมือของยักษ์ใหญ่

ในสถานะเช่นนี้ ไม่เฉพาะผู้ประกอบการเท่านั้นที่ต้องตั้งรับเงินร้อนที่จะไหลเข้ามาสร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดเงิน ตลาดทุน นับจากนี้ไป บรรดาคนเดินดินกินข้าวแกงก็ได้รับผลกระทบจากอาการไข้ของยักษ์ใหญ่ของโลกโดยไม่มีข้อยกเว้นเช่นกัน  

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท