
มาตรการชั่วคราวด่านแรกก่อนตีความคำพิพากษาพระวิหาร
15.00 น. วันที่ 18 ก.ค. ตามเวลาในประเทศไทย ซึ่งตรงกับ 10.00 น.
15.00 น. วันที่ 18 ก.ค. ตามเวลาในประเทศไทย ซึ่งตรงกับ 10.00 น.
ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ องค์คณะผู้พิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือศาลโลก จะอ่านคำวินิจฉัย กรณีกัมพูชาขอให้ศาลออกมาตรการชั่วคราว 3 ข้อ ประกอบด้วย
1.ให้กองกำลังทั้งหมดของไทยถอนตัวออกจากดินแดนของกัมพูชาในบริเวณปราสาทพระวิหาร
2.ห้ามไทยกระทำกิจกรรมทางทหารทุกชนิดในพื้นที่ปราสาทพระวิหาร
3.ให้ประเทศไทยยุติการกระทำใดๆ ที่อาจเป็นการแทรกแซงสิทธิของกัมพูชา หรือทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง
ไม่ว่าผลคำวินิจฉัยครั้งนี้จะออกมาอย่างไร แต่ก็เป็นแค่ด่านแรกของปัญหาเขตแดนไทยกัมพูชาบนเวทีศาลโลก เพราะหลังจากนี้ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการ ตามที่กัมพูชาขอให้ศาลโลกตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหาร พ.ศ. 2505 ซึ่งศาลจะกำหนดให้คู่ความไทยและกัมพูชายื่นความเห็นต่อศาลเป็นลายลักษณ์อักษร ก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนการให้การโดยวาจา ซึ่งปกติการพิจารณาของศาลจะใช้ระยะเวลาประมาณ 12 ปี
การที่ฝ่ายกัมพูชายื่นเรื่องให้ศาลโลกตีความคำพิพากษาและขอให้ศาลกำหนดมาตรการชั่วคราว ไม่ใช่สิ่งที่น่าแปลกใจแต่อย่างใด อย่างน้อยช่วง 3 ปีมานี้ นับตั้งแต่ที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก พ.ศ. 2551 มีมติรับรองการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ในขณะที่การปักปันเขตแดนรอบพื้นที่ปราสาทพระวิหารของทั้งสองประเทศยังไม่เรียบร้อย ฝ่ายไทยก็แสดงสิทธิอธิปไตยเหนือดินแดนรอบปราสาท ด้วยการแสดงกำลัง ส่งทหารเข้าไปในพื้นที่ เพื่อมิให้กัมพูชาอ้างการตั้งชุมชนและสร้างวัดบริเวณดังกล่าวมาเป็นข้ออ้างสิทธิเหนือดินแดนพิพาท
การเผชิญหน้าทางทหารในพื้นที่ ทำให้เกิดการปะทะขึ้นมาแล้วหลายครั้ง แม้ในเบื้องต้นทั้งไทยและกัมพูชาจะตกลงใช้กลไกของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทยกัมพูชา หรือเจบีซี เพื่อเจรจาประเด็นเขตแดน และใช้กลไกคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทยกัมพูชา หรือจีบีซี ซึ่งมี รมว.กลาโหมของทั้งสองประเทศเป็นประธาน เพื่อแก้ปัญหาการเผชิญหน้าทางทหาร แต่การปะทะที่เกิดขึ้นหลายครั้งทำให้กัมพูชาปฏิเสธที่จะใช้กลไกดังกล่าว และหันไปใช้วิธีการดึงฝ่ายที่สาม ทั้งอาเซียน และคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ให้เข้ามาช่วยแก้ปัญหา ด้วยข้ออ้างว่าถูกไทยใช้กำลังรุกราน
แม้ไทยจะขัดขวางการดึงฝ่ายที่สามของกัมพูชาอย่างสุดตัว แต่ก็ไม่อาจสกัดความพยายามของกัมพูชาได้ หลังการปะทะที่ชายแดน จ.สุรินทร์ บริเวณปราสาทตาเมือนธม และปราสาทตาควาย เมื่อกลางเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา กัมพูชาปฏิเสธที่จะใช้กลไกที่มีอยู่หารือทวิภาคีกับไทยอีกต่อไป และเดินหน้ายื่นคำร้องให้ศาลโลกตีความคำ พิพากษาปี 2505 เมื่อปลายเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา
ในห้วงที่ผ่านมา หลังการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก การดำเนินการของกระทรวงการต่างประเทศของไทยนั้นถือว่าปกป้องสิทธิของประเทศไว้ได้ดีพอสมควร ทั้งการยกเลิกข้อตกลงปักปันเขตแดนทางทะเล หรือเอ็มโอยู 2544 ซึ่งไม่อาจทำได้ หากการปักปันเขตแดนทางบก หรือเอ็มโอยู 2543 ยังไม่แล้วเสร็จ รวมถึงการเตรียมพร้อมตั้งคณะทำงานสู้คดีศาลโลก
แต่หลังจากนี้ไปซึ่งการเมืองเปลี่ยนขั้ว ถือเป็นภาระสำคัญที่รัฐบาลต่อจากนี้ไปจะต้องทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์และเกียรติภูมิของชาติต่อไป







