
โอบามาชูธงปรองดองหนีเส้นตายหายนะหนี้
การผิดนัดชำระหนี้ (Default) อาจเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับประเทศยากจนโดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
การผิดนัดชำระหนี้ (Default) อาจเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับประเทศยากจนโดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
การผิดนัดชำระหนี้ (Default) อาจเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับประเทศยากจน และมีแนวโน้มสูงที่เศรษฐกิจจะล่มสลาย สถานการณ์ยุโรปในขณะนี้ก็ดูเข้าเค้าคำกล่าวที่ว่านี้ดี เพราะประเทศที่ประสบวิกฤตหนี้สาธารณะส่วนใหญ่ล้วนแต่ติดอยู่ในกลุ่มยากจนที่สุดในยุโรป
ทว่า โอกาสที่ประเทศร่ำรวยจะเบี้ยวหนี้มีโอกาสสูงเช่นกัน โดยเฉพาะสหรัฐ ซึ่งถือกันว่าร่ำรวยที่สุดในโลก ยังเสี่ยงที่จะผิดนัดชำระหนี้
ขณะนี้หนี้สาธารณะของสหรัฐพุ่งมาถึงระดับเพดานที่กำหนดไว้ที่ 14.29 ล้านล้านเหรียญสหรัฐเมื่อเดือน พ.ค. เพื่อที่จะสามารถชำระผลตอบแทนได้ตามกำหนด สหรัฐจำเป็นต้องเพิ่มเงินในคลังโดยด่วน ด้วยการระดมทุนเพิ่มเติม หรือนัยหนึ่งก็คือ ขอให้สภาเปิดทางให้ขายตราสารหนี้เพื่อระดมทุน นัยหนึ่งก็คือเปิดโอกาสให้เพิ่มเพดานการก่อหนี้นั่นเอง
แต่สภาที่มีเสียงกึ่งๆ กันระหว่างพรรคฝ่ายค้านและพรรครัฐบาลไม่ลงรอยกัน จนเสี่ยงที่สหรัฐอาจต้องเบี้ยวนัดชำระหนี้
หากสหรัฐผิดนัดชำระหนี้ จะสร้างความเสียหายย่อยยับให้กับตลาดพันธบัตร เท่ากับทำลายความน่าเชื่อถือของตน ทำให้พันธบัตรสหรัฐที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุดในสายตานักลงทุน ตกอยู่ในสถานะน่ากังขาในทันที อีกทั้งยังทำให้ประเทศเจ้าหนี้ไม่ไว้วางใจ กระทั่งกลายเป็นความแค้นเคือง เป็นกระแสวิตกไปทั่วโลก จนบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินต่างพากันยกขบวนเตือนสหรัฐให้เร่งจัดการกับหนี้สาธารณะโดยด่วนก่อนที่จะ “วินาศสันตะโร”
คำว่า “วินาศสันตะโร” ไม่เกินจริงแม้แต่น้อย เพราะผู้ที่เอ่ยเป็นถึงรัฐมนตรีคลังสหรัฐ ทิโมธี ไกธ์เนอร์ ที่กล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า “หากสิ่งนั้นเกิดขึ้น (ผิดนัดชำระหนี้) เราจะเป็นพยานความเสียหายระดับวินาศสันตะโรที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจสหรัฐ และเศรษฐกิจโลก”
แม้จะ “ขู่” จนชาวโลกผวา ไกธ์เนอร์ กลับลูบหลังด้วยประโยคถัดมาว่า “สหรัฐไม่มีทางผิดนัดชำระหนี้ เราจะปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ให้ไว้ได้”
เงื่อนไขที่ว่านี้ไม่ใช่แต่เพียงจ่ายผลตอบแทนผู้ถือพันธบัตรรัฐบาลตรงตามกำหนด แต่ปัญหาใหญ่ยิ่งกว่า และเป็นหัวใจ (หรืออุปสรรค?) ที่ทำให้สหรัฐเสี่ยงที่จะเผชิญกับวิกฤตหนี้ ก็คือ ความไม่ลงรอยกันระหว่างรัฐบาลและพรรคฝ่ายค้านเกี่ยวกับนโยบายหนี้สาธารณะ
กำหนดการที่ทั้งสองฝ่ายจะต้องลงรอยกันคือ ภายในวันที่ 2 ส.ค. แต่หากยังฟัดกันอยู่ ก็จะไม่สามารถผ่านการขึ้นเพดานหนี้ และสหรัฐย่อมต้องผิดนัดชำระหนี้อย่างไม่มีทางบ่ายเบี่ยง
การขึ้นเพดานหนี้เพื่อระดมทุนเพิ่มเติม จะเป็นโอกาสให้สหรัฐสามารถหลีกเลี่ยงหายนะทางการเงินได้ เพียงแต่ว่าพรรคฝ่ายค้านกำลังเล่นแง่กับรัฐบาลพรรครีพับลิกันที่กำลังดิ้นสุดชีวิตเพื่อให้สภาคองเกรสผ่านมติขึ้นเพดานหนี้ ทว่าพรรครีพับลิกันฝ่ายค้านตั้งข้อแม้ที่ยากจะยอมรับได้ว่า หากต้องการเสียงสนับสนุนให้ขึ้นเพดานหนี้ รัฐบาลจะต้องลดการใช้จ่ายครั้งมโหฬารเสียก่อน แล้วฝ่ายค้านจะยกมือให้
เงื่อนไขของพรรคฝ่ายค้านดูเหมือนจะไม่ยากเย็นนัก แต่แท้จริงแล้วเท่ากับเป็นการบ่อนทำลายรากฐานของพรรคเดโมแครตอย่างแนบเนียน เพราะการลดการใช้จ่ายของภาครัฐย่อมหมายถึงการลดสวัสดิการสังคม สวัสดิการสาธารณสุข การปิดหน่วยงานของรัฐเป็นจำนวนมาก แม้กระทั่งงบประมาณสำหรับกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งล่าสุด ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) แย้มท่าทีแล้วว่าอาจมีมาตรการกระตุ้นรอบ 3
ที่ผ่านมาพรรคเดโมแครตชูธงนโยบายเชิงสวัสดิการสังคมมาโดยตลอด ความสำเร็จล่าสุดคือการผลักดันกฎหมายประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งนับเป็นมาตรการช่วยเหลือด้านสาธารณสุขที่ครอบคลุมที่สุดเท่าที่สหรัฐเคยมีมา แต่ก็ใช้งบประมาณมหาศาลเช่นกัน ยังความไม่พอใจต่อพรรครีพับลิกัน และชาวอเมริกันส่วนหนึ่ง
ดังนั้น พรรครีพับลิกันที่เพิ่งกวาดที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร จึงได้ทีสวนกลับ เรียกร้องให้ลดงบประมาณด้านสวัสดิการลงเพื่อแลกกับเสียงสนับสนุนในสภา เพราะคงไตร่ตรองแล้วว่า หากรัฐบาลเดโมแครตต้องลดเงินสวัสดิการ ประชาชนจะรู้สึกผิดหวังและชิงชังในทันที กลายเป็นโอกาสทางการเมืองของฝ่ายตรงข้าม
อย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุผลทางการเมืองและเหตุผลอื่นๆ ทำให้เดโมแครตไม่ยอมทำตามเงื่อนไขของอีกฝ่าย เหตุผลอื่นๆ ที่ว่านี้ รวมถึงการที่รัฐบาลชุดที่แล้วโดยพรรครีพับลิกันได้ก่อสงครามไปทั่ว ทำให้สหรัฐเสียงบประมาณไม่ต่ำกว่า 120 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
ทั้งสองพรรคจึงเล่นแง่มาตลอดหลายเดือน จนกระทั่งเหลือเวลาเพียง 2 สัปดาห์ที่จะถึงเส้นตาย แต่สุดท้ายยังไม่มีวี่แววที่จะลดราวาศอกกัน
ล่าสุด ประธานาธิบดี บารัก โอบามา เรียกร้องให้สมาชิกสภาจากทุกพรรคทุกฝ่ายรอมชอมกันเพื่อเร่งผ่านมติขึ้นเพดานหนี้โดยเร็ว เพราะหลังจากที่เสียเวลาถกเถียงในสภาติดต่อกัน 5 วัน ยังไม่มีผลสรุปที่เป็นรูปธรรมใดๆ ออกมา ยิ่งทำให้นักลงทุนเริ่มขวัญผวา และสหรัฐเองเริ่มที่จะเฉียดปากเหวเข้าไปทุกขณะ
ขุนคลังสหรัฐเคยใช้คำว่า “วินาศสันตะโร” หรือ “Catastrophic” เพื่อข่มขู่ทุกฝ่ายให้รีบหันหน้าเข้าหากันฉันใด ประธานาธิบดีสหรัฐก็ใช้โวหารที่ชวนให้ขนลุกไม่แพ้กัน โดยกล่าวว่าหากไม่มีผลสรุปในเรื่องนี้ อาจต้องเผชิญกับ “โลกาวินาศ” หรือ “Armageddon” ในทางเศรษฐกิจ กันเลยทีเดียว
โอบามา ไม่ได้ใช้โวหารข่มขู่ไปเสียทีเดียว เพราะใช้คำเตือนที่กระทุ้งใจว่า ไม่ว่าพรรคเดโมแครตหรือพรรครีพับลิกันก็ล้วนต้องเสียสละอย่างเท่าเทียมกัน หรือแบ่งกันเสียสละ (Shared Sacrifice)
สิ่งที่ โอบามา เรียกว่าเป็นการ “แบ่งกันเสียสละ” คือการแบ่งรับแบ่งเสียด้านนโยบายระหว่าง 2 พรรค จากเดิมที่รีพับลิกันต้องการให้เดโมแครตรับเงื่อนไข บนความเสียหายเชิงนโยบาย และความวอดวายทางการเมือง
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โอบามา เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่าย “ต่อราคาครั้งมโหฬาร” โดยชี้ว่า หากรีพับลิกันต้องการให้เดโมแครตลดสวัสดิการสังคม ก็จะรับเงื่อนไขไว้ เพื่อให้การขึ้นเพดานหนี้เดินหน้าต่อไปได้ก่อนถึงเส้นตาย แต่ฝ่ายรีพับลิกันต้องยอมรับเงื่อนไขของรัฐบาลเช่นกัน คือต้องยุติมาตรการลดภาษีสำหรับคนรวย เพื่อนำรายได้มาทดแทนสวัสดิการ และชดเชยส่วนที่จะต้องตัดงบประมาณ ตามคำร้องของรีพับลิกัน
เจอไม้นี้รีพับลิกันก็แทบหงาย เพราะนโยบายลดภาษีอุ้มคนรวยเป็นนโยบายหลักของพรรค เท่ากับว่าแลกกันคนละหมัดจะจะ เพราะฝ่ายรีพับลิกันเขย่าฐานเสียงของรัฐบาลด้วยการลดสวัสดิการแล้ว ฝ่ายรัฐบาลก็ต้องสวนกลับด้วยนโยบายเก็บภาษีคนรวยให้หนัก
ดูเหมือนจะสมน้ำสมเนื้อกันดี แต่พรรครีพับลิกันยังปฏิเสธเสียงแข็ง
กลายเป็นว่าน้ำหนักเริ่มตกมาที่ โอบามา ที่เริ่มเป็นพระเอกในสายตาประชาชนอีกครั้ง หลังจากที่ยอมรับเงื่อนไขฝ่ายตรงข้าม โดยมีข้อเสนอแลกเปลี่ยนที่สมเหตุผล ขณะที่รีพับลิกันเริ่มกลายเป็นผู้ร้าย เพราะทำให้การแก้ปัญหาของชาติและปัญหาของเศรษฐกิจโลกต้องล่าช้าออกไป เพราะต้องการเล่นแง่ทางการเมือง
ข้อเสนอเพื่อการ “ปรองดอง” ของ โอบามา จึงไม่เพียงเป็นทางออกทางการเมืองสำหรับพรรครัฐบาลที่ถูกบี้มาหลายเดือนเท่านั้น แต่ยังเป็นข้อเสนอที่รอบจัดที่สุดและสมเหตุสมผลที่สุด
หากถึงที่สุดแล้ว อีกฝ่ายไม่ยอมรับการปรองดอง ด้วยการยอม “แบ่งกันเสียสละ” จะกลายเป็นผู้ร้ายเห็นแก่ตัวในทันที แต่แม้สหรัฐจะพ่ายแพ้ในทางเศรษฐกิจ โอบามา ก็จะเป็นผู้ชนะในทางการเมือง
แต่ไม่ว่าฝ่ายใดจะแพ้ชนะ โลกก็ย่อมหนีไม่พ้นผลกระทบอย่างหนักหน่วงครั้งนี้ไปได้







