ปรองดองอำพรางไม่เชื่อยิ่งลักษณ์จริงใจ

วันที่ 23 พ.ค. 2554 เวลา 07:34 น.
คำถามคือ... การปรองดองจะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่? เพราะที่ผ่านมาภาพความรุนแรงจากการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของกลุ่มคนเหล่านี้ ยังตราตรึงสังคมไทย....

โดย...ทีมข่าวการเมือง

3 ก.ค. เดิมพันอนาคต... พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดหน้าชกส่ง “โคลนนิง” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นำทัพพรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้สมัครหมายเลข 1 ระบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) ด้วยภาพ ผู้หญิงสร้างความปรองดอง เดินหน้านิรโทษกรรมให้ความเป็นธรรมอย่างเสมอภาคแก่ทุกฝ่าย

ทว่า เมื่อพรรคเพื่อไทยเปิดเผยบัญชีรายชื่อทั้ง 125 คน กลับปรากฏแกนนำ-แนวร่วม-เครือญาติ ของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง ถึง 22 คน อาทิ จตุพร พรหมพันธุ์, ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, นพ.เหวง โตจิราการ, รพิพรรณ พงษ์เรืองรอง (ภรรยา อริสมันต์), วิภูแถลง พัฒนภูมิไทย ทำให้เกิดความเคลือบแคลงต่อแนวทางการปรองดองที่ยิ่งลักษณ์ประกาศไว้

คำถามคือ... การปรองดองจะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่? เพราะที่ผ่านมาภาพความรุนแรงจากการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของกลุ่มคนเหล่านี้ ยังตราตรึงสังคมไทย

“จะปรองดองยังไงต้องพูดให้ชัด” ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ก่อนหน้านี้มีความพยายามสร้างความปรองดองในสังคมไทยอย่างหลากหลายแต่กลับไม่เกิดเป็นรูปธรรม ดังนั้นหากยิ่งลักษณ์จะชูนโยบายปรองดองก็ต้องแสดงความชัดเจนถึงแนวทางและวิธีการ

“พรรคภูมิใจไทยดูเหมือนจะพูดชัดที่สุด ชัดเจนกว่าคุณยิ่งลักษณ์ หรือ พล.ต.สนั่น (ขจรประศาสน์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี) เขาบอกว่าจะปรองดองด้วยการออกกฎหมายนิรโทษกรรม แต่สุดท้าย|ก็ไม่มีกระแสตอบรับ ถามว่าแล้วคุณยิ่งลักษณ์จะปรองดองอย่างไร” นักวิชาการรายนี้แสดงความสงสัย

ไชยันต์ มองว่า หากเป็นไปตามที่สื่อมวลชนนำเสนอ คือถ้าพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลจะตราพระราชกำหนดนิรโทษกรรมด้วยอำนาจฝ่ายบริหาร จะยิ่งสร้างปัญหาบ้านเมืองอีก

“มันเท่ากับเอาอำนาจฝ่ายบริหารมาลบล้างอำนาจฝ่ายตุลาการ” อาจารย์รัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุ

อาจารย์รัฐศาสตร์รายนี้วิเคราะห์การจัดตัวบุคคลในระบบปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคเพื่อไทยอีกว่า มองในแง่ดีการนำตัวแกนนำ- เครือญาติของกลุ่มคนเสื้อแดงมาลงรับเลือกตั้งเท่ากับเป็นการดึงการเมืองบนท้องถนนเข้าสู่สภา แต่ถ้ามองในแง่ร้ายเท่ากับว่าพรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญกับการต่อสู้มาก หากชนะเลือกตั้งและสามารถจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จก็คงไม่มีปัญหา ในทางตรงกันข้ามถ้าแพ้การขับเคลื่อนของกลุ่มคนเสื้อแดงจะยิ่งรุนแรงและเข้มแข็งมากขึ้น

“ผมมองว่าเพื่อไทยวางเกมยาว”

ไชยันต์ เชื่อว่า การปรองดองเป็นเพียงการสร้างวาทกรรมให้สอดคล้องกับความเป็นผู้หญิงของ ยิ่งลักษณ์ ซึ่งสวนทางกับรายชื่อบุคคลในปาร์ตี้ลิสต์ที่มีความรุนแรง

“เป็นการสร้างวาทกรรมที่ตรงข้ามกับสิ่งที่เขาจะทำ” อาจารย์ไชยันต์ขมวดความ

สอดคล้องกับ สุริชัย หวันแก้ว อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เห็นว่า ยิ่งลักษณ์ จำเป็นต้องแสดงความจริงใจในการปรองดอง เพราะหากนำคำว่าปรองดองมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองหรือเป็นเพียงยาหอมก็จะบาปกรรมกันต่อไป

“สัดส่วน 1 ใน 5 ของปาร์ตี้ลิสต์ที่พรรคเพื่อไทยทำ กำลังทำให้สังคมคลางแคลงใจ” สุริชัย ตั้งข้อสังเกตและขยายความว่า สิ่งที่พรรคเพื่อไทยจำเป็นต้องทำคือการกำหนดท่าทีและนโยบายต่อความรุนแรง ต้องให้ความชัดเจนแก่สังคม ที่สำคัญไม่ว่าพรรคการเมืองใดก็ไม่ควรเล่นการเมืองแบบเติมเชื้อเพลิง

ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคม จุฬา ลงกรณ์มหาวิทยาลัย มั่นใจว่า หลังการเลือกตั้งก็ยังคงมีการเมืองนอกสภาอยู่ ซึ่งไม่ใช่สิ่งไม่ดี แต่พรรคการเมืองที่เล่นการเมืองทั้งในและนอกสภา โดยนำบุคคลในสภาออกไปช่วยนอกสภาก็จะยิ่งเป็นตัวแปรให้บ้านเมืองเกิดความเสี่ยงแบบเดิมๆ ได้อีก

ขณะที่ อรทัย ก๊กผล อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มั่นใจว่า การปรองดองไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในระยะเวลาอันสั้น เพราะปัญหาที่สั่งสม มาตลอด 4–5 ปีที่ผ่านมา นอกจากเรื่องการเมืองแล้ว ยังมีประเด็นความเหลื่อมล้ำและโครงสร้างทางสังคม
“การนิรโทษกรรมไม่ใช่คำตอบของทุกอย่าง” เธอกล่าว

อาจารย์อรทัย เชื่อว่า การจัดปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคเพื่อไทยสะท้อนถึงการให้ความสำคัญ กล่าวคือที่ผ่านมากลุ่มคนเสื้อแดงเคลื่อนไหวเพื่อพรรคเพื่อไทยมาอย่างเข้มข้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีชื่อบุคคลระดับแกนนำ อย่างไรก็ตาม หากมองลึกลงไปจะพบว่าพรรคเพื่อไทยวางเกมเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้ง

“หลังการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทยจะเดินเกมได้ทั้งรุกและรับ ทั้งเกมในสภาและนอกสภา” นักวิชาการมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์วิเคราะห์

เธอขยายความว่า ทันทีที่แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงเป็น สส.จะสามารถเปิดเกมในสภาได้อย่างชอบธรรม และสามารถเคลื่อนไหวนอกสภาได้ด้วยเอกสิทธิ์คุ้มครอง

อย่างไรก็ตามหากกลุ่มคนเหล่านี้ได้รับเลือกตั้งจริง อยากให้เข้าไปเล่นการเมืองในระบบดีกว่าอยู่บนท้องถนน