"สิริพรรณ"ส่องเลือกตั้งช็อตต่อช็อตชะตากรรมประเทศ

  • วันที่ 19 พ.ค. 2554 เวลา 21:10 น.

ไม่ว่าพรรคใหญ่พรรคใดไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ เป็นพรรคอันดับสองที่ไปจับมือกับพันธมิตรอื่นๆ แล้วจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมา อย่างนี้ประชาชนที่เลือกพรรคการเมืองเบอร์ 1 จะสามารถรับได้หรือไม่

โดย....ธรรมสถิตย์ ผลแก้ว 

การเมืองไทยเคลื่อนตัวหลังประกาศเบอร์ผู้สมัครระบบสัดส่วนเป็นที่เรียบร้อย พรรคการเมืองใหญ่ ประชาธิปัตย์ ได้เบอร์ 10 ชูนายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ เป็นนายกฯสมัยสอง ขณะที่เพื่อไทย ได้เบอร์ 1 ผลักดัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ออร์เดอร์ตรงจากพ.ต.ท.ทักษิณ ผู้เป็นพี่ชายหวังสูงผู้นำหญิงคนแรก 

เมื่อกรรมการการเลือกตั้งเป่านกหวีดปล่อยตัว ผู้เล่นต้องเผชิญสถานการณ์ท้าทาย    เลือกตั้งจะนำไปสู่การยุติความขัดแย้งหรือไม่   พรรคการเมืองที่ประสบชัยชนะจะตั้งรัฐบาลได้หรือไม่  ประเทศชาติจะไปในทิศทางไหน เดินหน้าหรือวนอยู่ในอ่าง  

ที่ว่ากันว่าการลงพื้นที่หาเสียงจะเข้มข้นดุเดือด แต่อีกนั่นแหละ  หลังเลือกตั้งอาจจะแรงกว่า? นับเป็นช็อตต่อช็อต ที่  ร.ศ.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้มุมมองไว้อย่างมีนัยสำคัญ

*********************

ช็อตหาเสียง           

@ปัจจัยที่ทำให้การเลือกตั้งดุเดือด                

มีเหตุผลหลายประการ ประการแรก คิดว่าสถานการณ์ทางการเมืองที่สืบเนื่องมาจากความรุนแรงที่เกิดขึ้นช่วงเมษายน- พฤษภาคม ปีที่แล้วยังไม่ได้รับการคลี่คลายในสายตาของคนจำนวนมาก เพราะฉะนั้น อารมณ์คุกรุ่นก็ยังมีอยู่ และทุกวันนี้จะเห็นได้ว่ามีการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงและพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย  ก็ยังชุมนุมอยู่

สิริพรรณ

ประการที่สองน่าจะเป็นเรื่องความไม่ชัดเจนในเรื่องผลของการเลือกตั้ง ว่าผลการเลือกตั้งจะสามารถนำมาสู่การแก้ปัญหาและการจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพได้หรือเปล่า

@การลงพื้นที่หาเสียงของพรรคคู่แข่ง            

คำถามนี้คงจะมองว่า คนของประชาธิปัตย์(ปชป.)จะหาเสียงในพื้นที่แดงเข้มๆ อย่างอุดรธานี ขอนแก่นได้หรือเปล่า หรือว่าคนของพรรคเพื่อไทย(พท.)  หรือพรรคภูมิใจไทย(ภท.) จะลงภาคใต้ อย่างจ.สงขลา พังงา สุราษฎร์ธานี จะเกิดอะไรขึ้น อันนั้นเป็น ความกังวลใจของคนทุกคน แต่ก็อยากเห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่น่าจะใจกว้างพอ และน่าจะเปิดโอกาส ให้บรรยากาศของการหาเสียงเกิดขึ้นได้ แต่กระนั้นก็ตาม ดิฉันก็ยังเชื่อว่าตำรวจและกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เอง จะต้องทำงานหนักและปวดหัวมากทีเดียว และยังจะเห็นได้ว่า การเมืองท้องถิ่นตอนนี้เข้มข้นมาก มีข่าวการฆ่ากันยิงกัน ซึ่งจำนวนมากไปโยงว่า เป็นเรื่องการเมือง ท้องถิ่น แล้วคิดดูว่า ขนาดการเมืองท้องถิ่นยังใช้ความรุนแรงขนาดนี้ การเลือกตั้งใหญ่ก็คงจะน่าเป็นห่วงทีเดียว

@กลยุทธ์หาเสียงสองพรรค มีอะไรเปลี่ยนแปลง               

ถ้าจะเปรียบเทียบการเลือกตั้งที่ผ่านมาก่อนรธน. 2540 คือการเลือกตั้ง 2544 ชัดเจนที่สุดคือ สองพรรคใหญ่มีนโยบายเข้าถึงประชาชนมากขึ้น ก็เป็นเรื่องที่ดี ข้อสังเกตคือ ประการแรกมีเฉพาะสองพรรคใหญ่เท่านั้น ที่พยายามสรรหานโยบาย ในที่สุดแล้วก็โยนกันไปมา ว่าต่างคนต่างก๊อบปี้   ซี่งมองว่าตลกดี อันนี้เป็นเรื่องที่ประชาชนจะตัดสินว่าใครก๊อบใคร แต่จะเห็นได้ว่าพรรคการเมืองขนาดกลางและเล็กยัง ไม่เห็นความสำคัญของนโยบาย ด้านนึงมองว่าอาจยังก้าวตามไม่ทันประชาชน ว่าขณะนี้ ต้องการข้อเสนอทางนโยบาย เขาไม่ได้ต้องการแค่ เป็นพรรคของใคร ใช้เงินซื้อเสียงแบบเดิมๆ   คิดว่า ถ้าพรรคเหล่านี้ยังปรับตัวไม่ทัน ครั้งนี้อาจจะอยู่ได้ แต่ในอนาคตเป็นคำถามมาก

อีกประการที่น่าสนใจ  ยังมีการเสนอนโยบายที่เป็นผลประโยชน์ระยะสั้น อย่างที่ติดปากว่า นโยบายเชิงประชานิยม เรายังไม่ค่อยเห็นนโยบายในเชิงการแก้ปัญหาสังคมระยะยาว ตัวอย่างง่ายๆที่พูดเสมอว่า ถ้ามีพรรคการเมือง เสนอนโยบายการจัดการเลือกตั้ง ให้พี่น้องประชาชนที่เป็นผู้ใช้แรงงานสามารถเลือกตั้งในพื้นที่ที่เขาทำงานได้   ตรงนี้จะเป็นพลังมหาศาล เพราะว่าประชากรมากที่สุดในสังคมไทย คือผู้ใช้แรงงาน ไม่ใช่สังคมเกษตรอีกต่อไป คนส่วนใหญ่เข้ามาทำงานในกรุงเทพ ในหลายๆ เมืองใหญ่ เป็นประชากรส่วนใหญ่ แต่คนเหล่านี้พอเลือกตั้งก็ต้องกลับไปใช้สิทธิ์ ในภูมิลำเนา เพราะฉะนั้นการใช้สิทธิ์ กับวิถีชีวิตจริงต่างกัน

 

ทีนี้ถ้าพรรคการเมืองเสนอให้ท่านทั้งหลายมีการเลือกตั้งในพื้นที่ได้ นโยบายของพรรคก็จะเปลี่ยนไปเพื่อที่จะตอบสนองกลุ่มคนที่เป็นผู้ใช้แรงงาน เช่น ค่าแรงขั้นต่ำ สวัสดิการของผู้ใช้แรงงาน คลอดลูกสามารถเลี้ยงลูกได้ ในพื้นที่ที่ทำงาน  จะทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชน ที่ส่วนมากเป็นผู้ใช้แรงงานดีขึ้น แต่เราไม่เห็นนโยบายในลักษณะนี้เลย กลับเป็นนโยบายที่จะเสนอให้เรียนฟรี แต่ต้องเข้าใจได้ว่า มันถูกบรรจุอยุ่ในรัฐธรรมนูญ  นโยบายพื้นฐานแห่งรัฐอยู่แล้ว แต่เราจะเห็นนโยบายให้แพ็คเก็จผู้สูงอายุ หรืออย่าง พท. ที่ให้เกษตรกรมีบัตรเครดิต เหล่านี้เป็นเรื่องการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าระยะสั้น ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดาย

@จุดแข็งจุดอ่อน พท.-ปชป.

อย่างพท.  หรือไทยรักไทยเดิม แน่นอนคือตัวคุณทักษิณเอง  ต้องใช้คำว่า นายห้างดูไบมาเองนั่นเป็นประการแรก ไม่ว่าท่านจะมองอย่างไร แต่ดิฉันมองในฐานะผู้สังเกตการณ์ทางการเมือง ต้องบอกว่าคุณทักษิณยังรักษาคุณสมบัติของการเป็นแม่เหล็กได้ดี พท. ตระหนักในข้อนี้ จึงให้ทักษิณโฟนอินมาประกาศเปิดตัวนโยบายเอง อันนั้น คือจุดแข็ง       

ประการที่สอง  ตัวนโยบาย จะเห็นได้ว่า นโยบายของพรรคอาจน่าตื่นเต้นเป็นรูปธรรมกว่า และที่สำคัญ  คนจะมองว่า พท.เป็นต้นกำเนิดของประชานิยม เพราะฉะนั้น จะมองว่า ต้นกำเนิด คือผู้ริเริ่ม น่าจะทำได้ดีกว่า และพท.มีโอกาสพิสูจน์มาแล้ว 5 ปีในรัฐบาลว่าเขาสามารถทำได้จริง เหล่านี้ เป็นจุดแข็งของเพื่อไทย

 

แต่จุดอ่อน คือ ตัวคุณทักษิณเองที่เป็นจุดแข็ง ก็เป็นจุดอ่อนในขณะเดียวกัน เพราะเป็นผู้ที่อยู่ในฐานะของผู้ต้องหา ที่หลบหนีคดีก็ยังต้องอยู่ในใจของ บุคคลจำนวนมากที่ คิดว่า ถึงจะเป็นบุคคลที่มีความสามารถ แต่ใช้ความสามารถเพื่อหาผลประโยชน์ส่วนตัว และมีแนวโน้มการใช้ผลประโยชน์ทับซ้อนสูง เรียกได้ว่า ทั้งผลงานในอดีต และข้อกล่าวหาในเรื่องคอรัปชั่นมันแทบจะพอๆ กันเลย  ประเด็นนี้ ก็อาจจะเป็นที่รับไม่ได้ของคนจำนวนหนึ่ง และการที่เอาคุณทักษิณมาเป็นตราของพท. จะเป็นการสุ่มเสี่ยง ของพรรคเอง ที่อาจจะถูกคู่แข่งทางการเมือง ใช้เป็นข้ออ้างในการยุบพรรคในอนาคต  

จุดอ่อนอีกประการ คือการไม่มี หัวหน้าพรรคที่เป็นทางการ และอาจมีการให้หัวหน้าพรรคกับผู้สมัครบัญชีรายชื่อ ในฐานะแคนดิเดท นายกฯ เป็นคนละคน   ซึ่งตรงนี้ถือเป็นจุดอ่อนเพราะว่าความไม่แน่นอน ตอนนี้ประชาชนเลือกตั้งอยากรู้ว่าใครเป็นนายกฯ แต่ถ้าเลือกพท. ไม่แน่ ว่าแคนดิเดตของบัญชีรายชื่อเบอร์ 1 จะเป็นนายกฯ จริงหรือเปล่า  ถึงอย่างไรก็ตาม  ความรู้สึกที่ว่าพท. เป็นพรรคของทักษิณ เป็นทั้งจุดอ่อนและแช็ง

ในส่วนปชป.จุดแข็ง คือการเป็นพรรคที่เป็นพรรครัฐบาลในขณะนี้ เพราะฉะนั้น แน่นอนว่า ผลงานของรัฐบาล.ที่ผ่านมา สองปีกว่า เกือบสามปีปชป.จะนำมาเป็นเครื่องมือ ในการรณรงค์ได้ ซึ่งจะเห็นได้ว่า คุณอภิสิทธิ์เริ่มออกมาหาเสียงในนามของรัฐบาล  ขึ้นอยู่กับประชาชนว่าจะถูกใจหรือไม่ แต่มองในฐานะผู้สังเกตการณ์ ว่าถ้าปชป.ยุบสภาตั้งแต่ ตุลาปีที่แล้ว หลังจากเหตุการณ์ความวุ่นวาย ถูกทำให้มันจบลงไปแล้วก็ยุบสภาซะ ณ จุดนั้น ปชป.ต่อประชาชน น่าจะมีคะแนนนิยมมากกว่านี้ เพราะ ตอนนี้มาเจอปัญหาเศรษฐกิจ ไข่ก็แพง น้ำตาล น้ำมัน ภัยธรรมชาติ และถูกมองว่ารัฐบาลแก้ปัญหาได้ช้ากว่าสื่อมวลชน เพราะฉะนั้นกระแสตรงนี้อาจลดลงก็เป็นจุดอ่อนของปชป. จึงอยู่ที่ประชาชน  สิทธิ์ ของเราที่จะตัดสินเลือกรัฐบาล

*********************

ช็อตหลังเลือกตั้ง             

"การจัดตั้งรัฐบาลโดยรัฐธรรมนูญ 2550 ไม่มีข้อจำกัด ว่าพรรคการเมืองที่ได้เสียงข้างมากที่สุดจัดตั้งรัฐบาลได้เท่านั้น ความจริงแล้ว ส.ส. ทั้ง 500 คนสามารถเป็นนายกรัฐมนตรีได้ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ หรือปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 1  อันนั้นน่าจะเป็นการทำความเข้าใจก่อนการเลือกตั้ง"

@การจัดตั้งรัฐบาล               

หลังเลือกตั้งมีความน่ากังวลที่สุดว่า หากไม่มีพรรคการเมืองใดเสียงข้างมากเด็ดขาดเกินครึ่ง การจัดตั้งรัฐบาลจะเป็นอย่างไร คิดว่าหัวใจสำคัญที่สุด คือการอธิบายให้ประชาชนเข้าใจว่า การจัดตั้งรัฐบาลโดยรัฐธรรมนูญ 2550 ไม่มีข้อจำกัด ว่าพรรคการเมืองที่ได้เสียงข้างมากที่สุดจัดตั้งรัฐบาลได้เท่านั้น ความจริงแล้ว ส.ส. ทั้ง 500 คนสามารถเป็นนายกรัฐมนตรีได้ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ หรือปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 1  อันนั้นน่าจะเป็นการทำความเข้าใจก่อนการเลือกตั้ง    เนื่องจากจะไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมากเกิน 250

 

สมมติว่าพท.ได้  250  หรือ 260 แต่ว่าถ้าได้ 260 พท. จะสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้หรือไม่ เพราะโดยพื้นฐานของรัฐบาลไทย จะชอบมีพรรคร่วมรัฐบาลขนาดใหญ่ หรือพรรคการเมืองขนาดใหญ่ อย่างไทยรักไทย ที่จัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว เมื่อ 2548  ก็คือได้ 300 กว่าเสียง แต่ครั้งนี้น่าจะได้ไม่ถึง 300 ถ้าอย่างมากก็ 260 พรรคใดพรรคหนึ่งก็ตาม ถ้าจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ก็อาจอยู่ได้ยาก เพราะแนวโน้มการถูกซื้อตัวหรือการเปลี่ยนใจ ในระหว่าง ส.ส. สูงมาก เพราะฉะนั้น การแสวงหาพรรคการเมืองร่วมหรือพันธมิตรทางรัฐบาลจึงมีอยู่สูง  เป็นเหตุผลว่าเราจะเห็นพรรคการเมืองขนาดกลางและขนาดเล็กพร้อมใจตั้งขึ้นมา เพราะว่าพรรคพวกนี้ ขอเรียกว่าเป็นพรรครอเป็นรัฐบาล

แต่ประเด็นอยู่ตรงที่ ไม่ว่าพรรคใหญ่พรรคใด ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ เป็นพรรคอันดับสอง ที่ไปจับมือกับพันธมิตรอื่นๆ แล้วจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมา อย่างนี้ประชาชนที่เลือกพรรคการเมืองเบอร์ 1 จะสามารถรับได้หรือไม่ ก็เป็นปรากฏการณ์ ที่กังวลกันมาก หรือในขณะที่จัดตั้งรัฐบาลขึ้นมา การต่อรองที่จะถูกนำเสนอโดยสื่อจะเป็นสิ่งที่คนจะร้องยี้ เอาอีกแล้ว ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง  ประเด็นที่น่ากลัวอีกประเด็น คือการให้ใบเหลืองใบแดงหลังการเลือกตั้ง โดยกกต. การทำแบบนี้จะทำให้ตัวเลขของพรรคที่จะมาร่วมรัฐบาลไม่นิ่ง บางครั้งกกต. ให้ใบเหลือง แดง หลังการเลือกตั้งหลายเดือน                 

สิ่งเหล่านี้เกิดความไม่แน่นอนในการจัดตั้งรัฐบาล และสมมติว่าพรรคเขาได้ใบเหลือง ใบแดงมากกว่าพรรคอื่น จะรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรมความไม่โปร่งใสในการจัดการเลือกตั้งอีก อาจจะเป็นเหตุให้ประชาชนที่เลือกไปแล้ว ไม่พอใจได้ เขาเลือกของเขา  คุณเป็นใคร ที่มาให้ใบแดงกับส.ส. ที่เขาเลือก หรือการยุบพรรคการเมืองมีการพูดกันว่า เป็นเครื่องมือสุดท้ายที่ใช้อำนาจศาล ที่เรียกว่า ตุลาการมายุบพรรคการเมืองบางพรรค  ที่ประชาชนเลือกขึ้นมา โอกาสแบบนี้เป็นความน่ากังวล ที่นักรัฐศาสตร์ มองอยู่

ไม่ยอมรับผลเลือกตั้ง ฟอร์มรัฐบาลยืดเยื้อ               

เป็นไปได้สูง เพราะมองว่าหากปชป.จัดตั้งรัฐบาลโดยบรรยากาศทางการเมืองที่เรียกว่า ชนชั้นนำ หรือมือที่มองไม่เห็น ถ้าประเมินจากการศึกษาทั้งหลายอาจเป็นไปได้สูง หมายความว่าทำให้ปชป. เป็นพรรคที่ได้จัดตั้งรัฐบาล ถ้าเป็นแบบนั้นจะเกิดความไม่ยอมรับขึ้นในเสียงของประชาชน เกิดคำถามของอำนาจและมือที่มองไม่เห็น ซึ่งเข้ามาล้วงลูกและบิดเบือนการตัดสินใจของประชาชน   ถ้าพท.ได้เสียงข้างมากและไม่ได้จัดตั้ง คิดว่าจะเกิดความสุ่มเสี่ยงอย่างมากที่จะเกิดความขัดแย้งและการปะทะกัน ที่รุนแรงในทางความคิด แต่ไม่อยากให้เป็นประเด็นที่มารณรงค์ว่าต้องเลือกปชป. เพื่อทำให้ จัดตั้งรัฐบาลได้ และให้ประเทศชาติสงบและมีเสถียรภาพ เพราะมองว่าก็จะไม่เป็นเช่นนั้น  ดิฉันอยากให้คนเลือกตามเจตนารมณ์ และผลประโยชน์ของตัวเองมากกว่า

@ทางออก.. ผลักดันคนพรรคขนาดกลางเป็นนายกฯ                

อย่างที่เรียนให้ทราบ โดยทฤษฎีเป็นไปได้ เพราะว่า ส.ส. 1 ใน 500 คน ไม่ว่าจะมาจากพรรคการเมืองใดก็ตาม ถ้าได้รับการลงคะแนนเสียงเลือกในสภาผู้แทนราษฎรก็เป็นไปได้ แต่ดิฉันยังอยากให้พรรคการเมืองและส.ส. เมื่อได้รับเลือกตั้ง อยากให้เป็นตัวแทนของประชาชนเคารพความคิดเห็นของประชาชน เพราะคิดว่า เมื่อประชาชนไปเลือกเขาคนไหน หมายความว่าเขาอยากให้หัวหน้าพรรคนั้นเป็นนายกฯ เป็นผู้นำประเทศ คนที่เลือกผู้นำ ควรเป็นประชาชนทั้งประเทศ ไม่ใช่สมาชิกเพียง 500 คน ที่อยากจะเลือกหรือหยิบใครขึ้นมา แต่อย่างที่บอกทฤษฎี ตามรัฐธรรมนูญเป็นไปได้ แต่อย่าให้เกิดเช่นนั้นในทางปฏิบัติเลย

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ