มาร์คท้าเปิดหน้าชกอย่าหมกนิรโทษ

  • วันที่ 19 พ.ค. 2554 เวลา 10:30 น.

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษเครือหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ เกี่ยวกับท่าทีจุดยืนทางการเมือง ต่อการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 18 พ.ค. โดยมีรายละเอียดดังนี้

@คิดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ประชาชนที่เป็นกลางที่ยังไม่ตัดสิน จะใช้อะไรเป็นตัวตัดสิน จะเป็นนโยบายพรรค กลุ่มคนหรือนโยบายเกี่ยวกับความปรองดอง

คิดว่าการยุบสภาให้มีการเลือกตั้งอย่างนี้ ก็ตั้งใจจริงๆ ที่จะให้เป็นโอกาสของประเทศ ซึ่งหมายถึงโอกาสของประชาชนที่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เพราะว่า 4-6 ปี ที่คนเบื่อหน่ายกับการเมือง และดูเหมือนเป็นปัญหาและอุปสรรคกับหลายสิ่งหลายอย่างเกี่ยวกับประเทศและตัวเขาเอง ตั้งแต่มีประท้วง ปฏิวัติ ความรุนแรง ความสูญเสีย และความขัดแย้งต่างๆ นานา

หลายคนมีความรู้สึกว่าเสียโอกาสของตัวเองรวมถึงประเทศสูญเสียไป และตั้งใจว่าเมื่อยุบสภาแล้ว ประชาชนออกมาใช้สิทธิใช้เสียงกำหนดทิศทางประเทศให้หลุดออกไปจากตรงนี้เพื่อเดินหน้า นั่นคือเป้าหมาย และคิดว่าลึกๆ คนหวังว่าถ้าเลือกตั้งเสร็จและสงบ ประเทศก็จะเดินหน้าไป เพราะฉะนั้นเมื่อถามว่าต้องดูอะไร เชื่อว่าผู้เลือกตั้งจะดูภาพรวม เพื่อจะได้นโยบายที่แก้ปัญหาให้กับประชาชน และอยากได้คนที่มาทำนโยบายเหล่านี้ให้มีจริงๆ แล้วอยากเป็นการส่งสัญญาณว่า ใครที่ได้มีโอกาสเข้ามาผลักดันนโยบาย เหล่านี้ก็ควรที่จะได้รับโอกาส และนี่คือจะเป็นสิ่งที่คาดหวังของประชาชน ดังนั้นจะไปสรุปเรื่องใดเรื่องหนึ่งไม่ได้

@พรรคเพื่อไทยชูประเด็นนำ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับประเทศ

คำว่ากลับผมไม่ทราบรายละเอียด กลับอย่างไร กลับในสถานะอะไร

@ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง บอกว่า หากพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล สิ่งแรกที่จะทำคือออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม

ถ้าพรรคเพื่อไทยยืนยันว่านั่นคือเรื่องเร่งด่วนที่สุดของประเทศ ก็ต้องหาเสียงไปตามนั้น แต่ผมว่าประชาชนคิดว่ามีเรื่องอื่นที่สำคัญกว่านั้นที่รัฐบาลต้องดูแล คือดูแลประชาชน เวลานี้เขาต้องการอยากเห็นในเรื่องการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ แม้ตัวเลขในระดับภาพรวมดีขึ้น แต่ความเดือดร้อนในเรื่องปัญหาข้าวของแพง กับการที่จะเห็นประกันมั่นคงในเรื่องรายได้ สวัสดิการ ซึ่งอยู่ในใจของประชาชนมากกว่า

ทั้งนี้ ที่สำคัญคือปัญหาเหล่านี้ สิ่งที่เขาไม่อยากเห็นคือถูกรอออกไปอีก เพราะนักการเมืองที่เข้ามาก็จะต้องมาเถียงกันอีกในเรื่องนิรโทษกรรม ล้างความผิดคน และยังไม่นับปัญหาทางเทคนิคอีกมากมายว่า จะเอาความผิดเรื่องอะไร

@หลังจากเกิดรัฐประหารทุกฝ่ายก็โดนล้างคดีทั้งเสื้อเหลือง-เสื้อแดง

รัฐธรรมนูญห้ามเขียนกฎหมายเพื่อบุคคล ดังนั้นก็ต้องล้างความผิดทุกความผิด ก็แปลว่าคดีทุจริตทั้งหมดหรือไม่ และใครมาบอกว่าคดีทุจริตเกี่ยวกับการเมืองหรือไม่เกี่ยว

@อย่าง คตส. 12-13 เรื่องก็เป็นคดีการเมืองหมดแล้ว

ก็ไม่ได้เป็นความผิดทางการเมือง เป็นความผิดเกี่ยวกับการทุจริต และที่ศาลตัดสินแล้วล้มล้างได้อย่างนั้นหรือ

@เขาก็บอกว่าจะบอกกับประชาชนก่อน ถ้าหากเห็นด้วยก็เลือก ไม่เห็นด้วยก็ไม่ต้องเลือก

ประเด็นแบบนี้ ที่กังวลว่าจะเป็นปัญหารอบใหม่ แล้วแทนที่ประเทศไทยจะเดินหน้ากลับมาต้องกังวลกับปัญหาของคนกลุ่มหนึ่ง พรรคประชาธิปัตย์ บอกว่าเราสนใจปัญหาของคนส่วนใหญ่ของประเทศมากกว่า และทำไมเราไม่ก้าวข้ามไปเสีย เพราะเรื่องแบบนี้และคดีความต่างๆ ที่มีเยอะมาก มันก็ว่ากันไปตามกระบวนการยุติธรรม

แนวทางที่อยากจะมาแก้ไขปัญหาต่างๆ เรื่องความปรองดอง ก็ควรเปิดโอกาสให้คณะที่เป็นกลาง อย่าง อาจารย์คณิต ณ นคร ที่ทำข้อเสนอเรื่องประกันตัวหรือไม่ประกันตัว นักการเมืองก็ต้องมาช่วยกัน ทำให้เป็นไปตามคนกลางแนะนำไม่ดีกว่าหรือ ดีกว่ามาทำให้เกิดจุดประกายความขัดแย้งกันใหม่ ว่าใครทำเพื่อพวกพ้องประโยชน์ตัวเอง จะเป็นแบบอย่างที่ดีไม่ดี ทำไมเรากลับทำประเด็นเหล่านี้มาฉุดรั้งการแก้ไขปัญหาของประชาชน

@มองพรรคเพื่อไทย ถ้าชนะก็จะเห็นชัดว่าบ้านเมืองก็คงไม่วุ่นวาย

จะวุ่นวายหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่าเขาจะทำอะไร แต่ถามว่าถ้ายืนยันเอาเรื่องนี้เป็นหลัก ก็อย่าหาเสียงเรื่องอื่น ยกตัวอย่างเช่น ซื้อรถคันแรกจะได้ลดค่าใช้จ่าย เมื่อคนมาลงคะแนนให้เพื่อต้องการซื้อรถคันแรกจะได้ลดค่าใช้จ่าย กลายเป็นว่ามาลงคะแนนเสร็จ กลับเป็นมานิรโทษกรรมประชาชนจะยอมรับได้หรือไม่

ถ้าเอาเรื่องนิรโทษกรรมหาเสียงเพียงเรื่องเดียว ผมก็พอยอมรับได้ว่า ได้ไปขอประชาชนแล้วว่าจะทำเรื่องนี้ แต่ถ้าไปบอกว่าค่าจ้าง 300 คนอยากได้ก็ให้ไปเลือก เมื่อถึงเวลากลับมาทำนิรโทษกรรม ดังนั้น อยากถามว่าประชาชนถ้าคิดจะเลือก เพราะอะไร อย่าเอาเรื่องนี้มาพ่วงด้วย เอาเรื่องเดียวไปเลย ว่าจะทำเรื่องนี้เป็นเรื่องหลัก แต่หาเสียงนโยบายอื่นก็จะวุ่นอีก เมื่อเวลาเข้าไปจะทำเรื่องนี้ ก็จะมีคนบอกว่าไม่ได้เลือกคุณมาทำเรื่องนี้ แต่เลือกคุณมาทำนโยบายที่สัญญาไว้

@เขาทำทุกอย่างไม่ได้ทำเรื่องเดียว

อภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ได้หรอกครับ จะมาอ้างความชอบธรรมไม่ได้

@อนุมานว่าประชาชนเห็นด้วยกับการเอา พ.ต.ท.ทักษิณกลับไม่ได้

ไม่ได้ ในเมื่อคุณไปล่อใจเขาอีกเยอะแยะ และจะทำหรือเปล่าก็ไม่รู้ ค่าจ้าง 300 บาท ยังไม่รู้เลยว่าจะทำหรือเปล่า แต่นโยบายผมชัดเจนขึ้นตามความเป็นจริง 25% ใช้เวลา 2 ปี ธุรกิจไม่เจ๊งอยู่ได้ เพราะผมคิดว่า 300 บาทก็อยากให้ แต่ธุรกิจเจ๊ง คนตกงาน 300 บาท ก็เลยไม่ได้สักบาท เพราะคนตกงาน ต้องเอาให้ชัด

@ก็เถียงกันอีกว่าคนที่จะได้มากที่สุดจะได้สิทธิจัดตั้งรัฐบาลก่อน

คราวที่แล้วเขาก็ได้จัดตั้งรัฐบาลไป 2 รัฐบาล และผมก็มาเป็นนายกฯ แข่งกับหัวหน้าพรรคที่ได้คะแนนเสียงน้อยกว่าผมตั้งเยอะ และมันไม่ชอบธรรมเพราะอะไร หลักการสากล อังกฤษ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่นก็แบบนี้ แต่เมื่อมันไม่ถูกใจก็บอกว่าไม่ใช่ แต่ผมไม่ว่าอะไร เพราะจริงๆ ในประเทศอื่นๆ อย่าว่าแต่รอให้เงินก่อน เขาไม่รอ อย่างการ|เลือกตั้งของอังกฤษเมื่อคราวที่แล้ว หรือออสเตรเลียเมื่อคราวที่แล้ว ผลยังไม่ออกมา เจรจาตั้งรัฐบาลแย่งกันแล้ว เพราะเขาถือว่าระบบสภา ใครสามารถรวบรวมเสียงข้างมากก็ถือว่าได้

“แต่ผมก็ให้โอกาสว่าใครได้มากสุด จะตั้งก่อนก็ได้ เพราะเป็นประเพณี รอบใหม่ก็เหมือนกัน เพราะเราทำอย่างนี้มาโดยตลอด แต่ที่บอกว่าถ้าพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลอีก เรื่องจะไม่จบ สรุปแปลว่าอะไร คำถามคือมันเป็นประชาธิปไตยแบบไหน ต่อไปนี้ใครไม่ชอบพรรคการเมืองไหน ตั้งกลุ่มขึ้นมา และเมื่อเป็นรัฐบาล ผมจะก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง และบ้านเมืองจะอยู่อย่างไร”

@ประเมินหรือไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะได้กี่ที่นั่ง

อภิสิทธิ์ กล่าวว่า ผมคิดว่าขณะนี้ถ้าดูจากคะแนนนิยมที่สำรวจมาโดยลำดับ เนื่องจากมันเป็นระบบเขตเลือกตั้ง บางทีมันก็แปลงยาก ว่าจะกลายเป็นที่นั่งของพรรคเท่าไหร่ แต่พูดคร่าวๆ พรรคใหญ่ 2 พรรคควรจะได้พรรคละใกล้เคียง 200 บวกลบ แต่ผมอาจจะผิดก็ได้ เพราะเมื่อเที่ยวที่แล้วคะแนนพรรคผมแพ้ไปกว่า 1 แสนคะแนน แต่ผ่านมา 70 เสียง บังเอิญคะแนนไปกระจุกหรือย่างไรไม่ทราบ แต่คะแนนพรรคกับคะแนนคนไม่เหมือนกัน

ฉะนั้น จากการที่สำรวจมาขณะนี้ ตัวเลขจากสำนักต่างๆ ยกเว้นพรรคเพื่อไทยที่มีตัวเลขกระโดดอยู่อย่างเดียว เพื่อหวังผลว่าได้น้อยกว่าและถูกโกง แต่สำนักอื่นที่ทำมาเหมือนกันหมด มันห่างไม่กี่เปอร์เซ็นต์บวกลบ เพราะฉะนั้นอยู่ประมาณนี้

@สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรค ประเมินไว้ ภาคใต้-กทม.ได้ 80 และภาคอื่นรวมกัน 70 ในระบบเขต

ถ้าอย่างนั้นเขต 150 ปาร์ตี้ลิสต์ 50 ก็ประมาณ 200 ผมคิดว่าขณะนี้ 200 บวกลบ เป็นความเป็นจริง แต่ไม่ทราบว่า อีก 40 กว่าวันอาจจะมีเหตุพลิกผันก็ได้ แต่ถ้าเลือกตั้งวันนี้ เชื่อว่าคะแนน 2 พรรค จะไม่หนีกัน ใกล้ๆ 200 กันทั้งคู่ ส่วนปาร์ตี้ลิสต์เดิมได้ประมาณ 12 ล้านเสียง ครั้งนี้จะได้ประมาณ 14 ล้านเสียง และโดยภาพรวม 4 ภาคจะได้ สส.เขต เพิ่มขึ้น

@เสียงตรงนี้จะเป็นเสียงชี้ขาดหรือไม่

คงบอกไม่ได้ว่าเป็นเสียงชี้ขาดหรือไม่ เพราะมีความหมายเท่ากันทั้งนั้น อย่างเช่น อีสานมี สส.เยอะสุด แต่กรุงเทพฯ คนมองว่ามี 33 ที่นั่ง ส่วนใหญ่พรรคที่ชนะก็จะได้เกือบหมดเพราะไปในทิศทางเดียวกัน

@รัฐบาลท่านนายกฯ ได้ดำเนินนโยบายที่ช่วยเหลือเกษตรกรคนยากคนจนด้วยการประกันรายได้ หรือเรียนฟรี แต่ทำไมไม่สามารถชนะใจคนอีสาน

ผมอยากถามกลับว่า พ.ต.ท.ทักษิณใช้เวลา 6 ปี ทำนโยบายให้กับคนจนในภาคใต้ก็เยอะ ก็ไม่ได้เสียงคนภาคใต้ ดังนั้นเป็นเรื่องตอบยาก

@แสดงว่าคน 2 ภาคเลือกพรรคโดยเฉพาะ ไม่สนใจในเรื่องของนโยบาย

ผมคิดอย่างนี้ว่า ผมมั่นใจว่าคะแนนของพรรคที่ภาคอีสาน ครั้งนี้จะดีขึ้นกว่าครั้งที่แล้ว และเคยพูดหลายครั้งว่า วันที่ผมได้มาเป็นหัวหน้า พรรคประชาธิปัตย์ สัดส่วนของคณะพรรคในพื้นที่ภาคอีสานตอนนั้น 7% ขณะนี้ผมมั่นใจว่าจะไม่ตำกว่า 25%

@จังหวะไม่ค่อยดีหรือไม่ ที่ช่วงนี้ข้าวของแพงและต้องมาเลือกตั้ง

เป็นปัญหาซึ่งหนักอกของประชาชน แน่นอนว่าย่อมมีผลกระทบ แต่เป็นเรื่องที่ต้องอธิบายและทำความเข้าใจว่า 1.รัฐบาลได้พยายามทำอะไรเยอะ เช่น การตรึงราคาก๊าซหุงต้ม กับน้ำมันดีเซลมาโดยตลอด และพร้อมใช้นโยบายช่วยให้ประชาชนมีรายได้กระเตื้องขึ้นมา|เท่าทันกับราคาข้าวของในปัจจุบัน แต่ว่าช่วงนี้ราคานํ้ามันและราคาไข่เริ่มลง ก็ทำให้เริ่มคลายตรงนี้ไปได้บ้าง แต่ว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่เป็นประเด็นที่อยู่ในใจคน

@แต่การที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุว่า การแก้ไขปัญหาไม่ใช่แค่กฎหมายฉบับเดียว แต่ต้องเป็นทั้งระบบ

ผมถึงบอกว่าให้คนพูดขยายความว่า ปรองดองคือวิธีอะไร แต่การตั้งธงคือการล้างความผิด ผมดูแล้ววุ่นวายมากกว่าปรองดอง

@คิดว่าเป็นรัฐบาล 2 ปีกว่ามีอะไรภูมิใจ

มีหลายอย่าง เช่น สร้างหลักประกันให้แรงงานนอกระบบ ช่วยให้คนที่ไม่เคยมีหลักประกันอะไรมีสวัสดิการสังคม มีเงินบำนาญ เกษตรกรได้รับการประกันราคาพืชผล แต่นโยบายเหล่านี้จะต้องทำต่อให้ยั่งยืน

ในทางสภาผมพยายามสร้างบรรทัดฐาน ที่ผ่านมาแทบไม่มีที่นายกฯ จะไปตอบกระทู้ในสภา แต่ผมไปตอบทุกครั้ง ถ้าไม่ติดงานสำคัญ แต่แน่นอน ก็ยังมีงานที่ยังไม่พอใจ เช่น เรื่องการแก้ปัญหายาเสพติด และการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งผมก็บอกประชาชนตรงๆ ว่า ทำได้ระดับหนึ่งแต่ยังไม่พอใจ

@ประชาธิปัตย์พร้อมจะเป็นฝ่ายค้านหรือไม่

พรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้านมาหลายสมัย เราพร้อมรับการตัดสินใจของประชาชน และถ้าเป็นฝ่ายค้าน เราก็จะทำหน้าที่อย่างเต็มที่

@พรรคประชาธิปัตย์คงยังต้องพึ่งพาพรรคร่วมอยู่หากต้องการเป็นรัฐบาลต่อไป ก็จะต้องถูกพรรคร่วมกด

ในอดีตรัฐบาลหลายสมัยพรรคแกนนำมีอำนาจต่อรองน้อย แต่สมัยนี้อาจเปลี่ยนไปก็ได้ (ยิ้ม) เราก็อยากขอให้ประชาชนเลือกพรรคใหญ่เข้าไปเยอะๆ

@การรณรงค์ Vote No ของกลุ่มพันธมิตร จะเป็นผลเสียต่อพรรคประชาธิปัตย์

ถูกต้องครับ แต่เราก็จะรณรงค์ไม่ให้ประชาชน Vote No

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ