พรรคเล็กกำหนดสเปกรัฐบาล

  • วันที่ 18 พ.ค. 2554 เวลา 11:35 น.

สุวัจน์ ลิปตพัลลภ แกนนำพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน ให้สัมภาษณ์พิเศษ "โพสต์ทูเดย์" โดยวิเคราะห์และสมการรัฐบาลใหม่หลังเลือกตั้งเอาไว้อย่างน่าสนใจ

@การเลือกตั้งจะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งได้หรือไม่

ปัญหาความขัดแย้งที่เสียชีวิตกันไป 91 คนเมื่อปีก่อน ก็มาจากตกลงกันไม่ได้ว่าจะมีหรือไม่มีเลือกตั้ง ซึ่งครั้งนี้คงไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่าสถานการณ์ทางการเมืองในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ผมยังเคยบอกนักการเมืองหลายคนว่าใครเป็นนักการ เมืองช่วงที่ผ่านมาถือว่าเป็นกำไร เพราะได้เจอเหตุการณ์เหมือนนักการเมืองที่อยู่มาถึง 30-40 ปี

@คิดว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาอย่างไร

พรรคที่จะจัดตั้งรัฐบาลมีกันอยู่สองพรรคที่สูสีกันมา ใครชนะ-แพ้ก็ไม่แตกต่างมากนัก ใกล้เคียงกัน เพราะเราอยู่ในการเมืองเราดูมาตลอดว่า ยังไงก็สองขั้วไม่ต่างไปจากเดิม มี 500 เสียง ผมว่า 2 พรรคใหญ่ได้ 400 ไหลกันอยู่ในนั้น ที่เหลือ 100 เช่น สมมติเพื่อไทย-ปชป. รวมกันได้ 400 พรรคหนึ่งพรรคใดได้ 220 อีกพรรคก็ 180 จะไหลกันอยู่ในนี้ แต่ในพรรคเล็กประมาณ 100 จะไม่ค่อยพลาด เพราะพรรคเล็กนี่มันเล็ก มีจุดแข็งที่ชัดเจน เขาคำนวณได้เลยอยู่ที่ไหน

อย่างชาติพัฒนาฯ คำนวณได้เลยว่าโคราชได้กี่เสียง อุบลฯ กี่เสียง หนองคายกี่เสียง ฉะนั้นพรรคเล็กไม่ค่อยมีพิษ กะอะไรกะง่าย แต่พรรคใหญ่ไหลกันได้ใน 400 ก็คงเป็นอย่างนี้ พรรคเล็กก็ไปแบ่งกันเอง ใครได้มากได้น้อย อาจจะ 40-40-20 หรือ 30-30-30-10 |ถึงบอกว่าพรรคเล็กมีนัยสำคัญ การจัดตั้งรัฐบาลต้องอาศัยการหนุนจากพรรคเล็กว่าคิดยังไงกับรัฐบาลใหม่ กับประเทศไทย ให้ประเทศสามารถเชื่อมั่นจากต่างประเทศ เพราะความเชื่อมั่นจากต่างประเทศมีผลต่อธุรกิจ การลงทุน การท่องเที่ยว

@จำนวนเสียงที่เหมาะกับการตั้งรัฐบาล

ควรจะอยู่ที่ 300 เสียงขึ้นไป เพื่อจะได้มีเสถียรภาพพอสำหรับการผ่านกฎหมาย หรือการประชุมสภา และจะทำให้ได้รับความเชื่อมั่นจากต่างประเทศด้วย

@พรรคที่ได้คะแนนเสียงอันดับ 1 ควร เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่

เป็นเรื่องปกติของการเมืองไทยที่ไม่เคยมีใครฝ่าฝืน เพราะพรรคอันดับ 1 ถือว่าประชาชนอยากให้เป็นรัฐบาลมากที่สุด ก็ต้องให้โอกาสได้ตั้งรัฐบาล เว้นแต่จะเกิดอุบัติเหตุที่ทำให้พรรคอันดับ 1 ไม่สามารถจะตั้งรัฐบาลได้

ในเรื่องธรรมเนียมการเมืองนั้นไม่ต้องกังวล เพราะไม่เคยมีครั้งไหนที่ผิดประเพณี พรรคอันดับ 1 ได้จัดรัฐบาลตลอดตั้งแต่ปี 2531 ที่เริ่มเล่นการเมือง แต่ช่วงที่พรรคที่ 1 ไม่ได้เป็นนายกฯ ก็ล้วนมาจากอุบัติเหตุการเมืองทั้งนั้น วัฒนธรรมการเมืองมันเป็นอย่างนี้ ยกเว้นแต่พรรคที่ได้ที่ 1 จะจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้เอง หรือมีท่าทีที่จะจัดตั้งนโยบายที่ประชาชนเชื่อว่า ผมมอบอำนาจให้คุณแล้วนะ คุณเอาประเทศอยู่นะ คุณยุติความขัดแย้งได้นะ คุณเดินหน้าเศรษฐกิจได้นะ แต่คุณกลับไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่น แล้วไม่มีพรรคไหนเข้าไปจับกับคุณ หรือมีเสียงไม่ถึงกึ่งหนึ่งเนี่ย คุณก็ต้องถอย คนที่สองก็แทน ต้องให้อำนาจพรรคอันดับ 1 จัดตั้งก่อน เพราะพรรคอันดับ 1 หมายถึงประชาชนให้ความนิยมที่สุด

ส่วนโอกาสที่หัวหน้าพรรคเล็กจะได้นั่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเหมือนสมัยที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้เป็นนายกฯ เมื่อปี 2518 ไม่น่าจะเป็นไปได้แล้ว

นายกฯ ในฝันต้องมีคุณสมบัติอย่างไร

ผมยังฝันว่าจะมีคนที่มีบุคลิกเหมือนกับ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรี ขึ้นมาเป็นนายกฯ เพราะ พล.อ.ชาติชาย มีความชัดเจนในเรื่องความประนีประนอม และยังมีความโดดเด่นในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจอีกด้วย ทุกวันนี้เรามีปัญหาทั้งเรื่องระบบเศรษฐกิจทั่วโลกที่ยังไม่นิ่งนัก และปัญหาความขัดแย้งภายใน และภายนอก ซึ่งผมหวังว่านายกฯ คนต่อไปจะมีบารมี และมีความเข้าใจในระบบเศรษฐกิจเพียงพอ จึงจะทำให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้

กลยุทธ์ของพรรคเล็กในการหาเสียงจะเป็นอย่างไร

แน่นอนว่าจะต้องเสียเปรียบพรรคใหญ่ เพราะไม่สามารถนำเสนอนโยบายประชานิยมต่างๆ ออกมาได้ชัด และประชาชนจะไม่เชื่อว่าพรรคเหล่านี้จะนำไปปฏิบัติได้จริง เนื่องจากจำนวน สส.ในสภาจะได้รับเลือกอยู่เพียงไม่กี่คน ทำให้ต้องหาจุดขายในแง่ของ “นโยบายเฉพาะกลุ่ม” หรือ “นโยบายท้องถิ่นนิยม” ซึ่งพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดินอาศัยทั้งสองจุดขายเพื่อนำมาใช้เป็นกลยุทธ์ในการหาเสียง ไม่ว่าจะเป็นนโยบายด้านกีฬา ที่ประกาศว่าจะทุ่มงบประมาณกว่า 4,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาสมาคมกีฬาทุกประเภท รวมทั้งมีนักกีฬาชื่อดังอย่าง ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน ภราดร ศรีชาพันธุ์ หรือน้องวิว เยาวภา บุรพลชัย มาเป็นตัวชูโรงในนโยบายด้านกีฬาเพื่อสะท้อนนัยถึงเรื่องความสามัคคี

หรือการชูจุดขายของการเป็น “พรรคโคราช” ที่รู้ปัญหาของชาวโคราชดีที่สุดว่ายังขาดอะไรบ้าง โดยอาศัยประสบการณ์และฐานเสียงเดิมของพรรคชาติพัฒนา รวมถึงฐานเสียงเดิมของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตหัวหน้าพรรคชาติพัฒนา เจ้าของพื้นที่โคราช และอดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 17 รวมถึงฐานเสียงเดิมที่เหนียวแน่นมานานกว่า 24 ปี

พรรคคาดหวังว่าในจำนวน สส.ทั้งจังหวัด 15 คน จะเป็นของพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดินอย่างน้อยประมาณ 10 คน และจะได้ สส.บัญชีรายชื่อเฉพาะเสียงในโคราชอีก 5 คน

จำเป็นหรือไม่ว่าพรรคเล็กจะต้องเข้า ร่วมรัฐบาลเท่านั้น

ไม่ใช่เชิญเข้ารัฐบาลก็เข้าเลย แต่ต้องมีจุดยืนว่าเข้าไปแล้วสามารถแก้ปัญหาบ้านเมืองได้หรือไม่ เรื่องความแตกแยกหรือปัญหาเศรษฐกิจนั้นจะแก้อย่างไร เรื่องที่อยู่ในความสนใจของประชาชนจะทำอย่างไร ทั้งนี้ต้องให้ประชาชนเกิดความมั่นใจด้วยว่ารัฐบาลที่เราเข้าไปร่วมนั้นจะต้องยุติปัญหาความขัดแย้งได้

พรรคเล็กควรใช้โอกาสในการแสดงถึงจุดยืนทางการเมืองที่พรรคเล็กมีต่อประเทศ ต่อประชาชน ก่อนที่จะตัดสินใจ ถ้าทำอย่างนี้ได้ ทำให้พรรคเล็กมีโอกาสเติบโตต่อไป ทำให้เห็นวุฒิภาวะ เป็นผู้ใหญ่เพียงพอที่จะอยู่ในสนามการเมือง

ฐานเสียงสำคัญของพรรคชาติพัฒนา เพื่อแผ่นดินอยู่ในพื้นที่ไหน

นอกจากโคราชแล้ว หนองคาย บึงกาฬ อุดรธานี หรืออุบลราชธานีก็น่าจะได้ สส.อยู่บ้าง เพราะพรรคยังอาศัยบารมีเดิมของพินิจ จารุสมบัติ หรือปรีชา เลาหพงศ์ชนะ ที่ยังคงเหนียวแน่นในพื้นที่ และยังประเมินจากฐานการเมืองเก่าได้ว่า พรรคเพื่อแผ่นดินเคยมี สส.เดิมกี่คน หรือพรรครวมใจไทยชาติพัฒนามี สส.เดิมกี่คน

พรรคเพิ่งเปิดตัวนักกีฬา ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน และวิว เยาวภา ในสนาม กทม. มีความหวังมากเพียงใด

พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เคยบอกกับผมว่า การเป็นพรรคการเมืองจำเป็นต้องมี สส.กรุงเทพฯ สักคน เพราะจะสามารถสื่อสารวิธีคิด จิตวิญญาณ และอุดมการณ์ของพรรคให้กับเมืองที่เป็นหัวใจของการพัฒนาประเทศ ฉะนั้นต้องทำยังไงก็ได้ให้พรรคได้ สส.กรุงเทพฯ มาสักคน ซึ่งครั้งนี้น่าจะมีโอกาสอยู่บ้าง เพราะผลสำรวจของเอแบคโพลล์ล่าสุดระบุว่ามีคนกรุงเทพฯ ยังไม่ได้ตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองใดถึง 50% และสนามเลือกตั้งเองก็มีมากกว่า 33 เขต และสัดส่วนปาร์ตี้ลิสต์อีกประมาณ 15 คนนั้น หากพรรคจะดึงคะแนนเสียงมาได้สัก 5% หรือมี สส.สัก 3 คน ก็น่าจะเป็นตัวเลขที่น่าพอใจ

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ