เปิดแนวรบสื่อ...ส่องไฟฉายความจริงดับไฟใต้

  • วันที่ 02 เม.ย. 2554 เวลา 21:06 น.

สัมภาษณ์พิเศษ พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาคที่ 4 ถึงยุทธศาสตร์ในการดับไฟใต้ ด้วยการปฏิวัติการสื่อสารเพื่อส่องไฟฉายความจริงในพื้นที่

แม่ทัพภาคที่ 4 ตกผลึกว่าการใช้ “ความจริง” ต่อสู้ “ความรุนแรง” จะเป็นยุทธศาสตร์ใหม่ที่จะเอาชนะการก่อการร้ายในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ โดยหวังใช้ “สื่อ” ทุกรูปแบบ ปฏิวัติการสื่อสารปัญหาชายแดนด้านทิศใต้ ด้วยการฉายสปอร์ตไลต์ส่องให้เกิด “ความสว่าง” เข้าไปยังพื้นที่ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ความจริงที่ถูกถ่ายทอดออกมาต่อเนื่องจะช่วยเป็นคำตอบให้สถานการณ์ที่ยืดเยื้อ และทวีความรุนแรงค่อยๆ คลี่คลาย คนทั้งประเทศจะค่อยๆ มองเห็นความจริงชุดเดียวกัน นั่นคือ กลุ่มผู้ก่อการหวังใช้ความสูญเสีย ทำลายชีวิตทุกชีวิต  ในทุกรูปแบบเพื่อ “แบ่งแยกดินแดน” 3 จังหวัด สถาปนาขึ้นเป็น “รัฐปัตตานี”  ตามอุดมการณ์แต่อดีต ซึ่งฝ่ายรัฐมิอาจยอมรับได้

พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาคที่ 4 เชื่อว่า การเปิดแนวรบกับสื่อ จะเป็นตัวแปรหนึ่งไปสู่ความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบ “หากแนวรบด้านสื่อทุกแขนงร่วมกันเปิดโปงขบวนการที่ทำร้ายประชาชนและประเทศชาติอยู่ในขณะนี้ จะช่วยให้การเคลื่อนไหวของผู้ก่อความไม่สงบถูกจำกัดวงลงมา โดยหลักการคือต้องเผยแพร่ความจริงและสร้างความเชื่อที่ถูกต้องแก่ประชาชนสู้กับแนวความคิดของขบวนการ เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนเอนเอียงไปอยู่กับแนวร่วมเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน สื่อมวลชนก็ต้องตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐอย่างเข้มข้น ทั้งเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณ การดำเนินการภายใต้กฎหมายและหลักมนุษยชน”

ขบวนการที่ว่าตามความหมายของแม่ทัพภาคที่ 4  คือ “บีอาร์เอ็น” หรือ ขบวนแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี ซึ่งถือเป็นกลุ่มหลักที่มีการวางยุทธศาสตร์และยุทธิวิธีอย่างซับซ้อน มีเป้าหมายเพื่อสร้าง “สงครามกลางเมือง” และ “สงครามศาสนา” ให้เกิดขึ้นในพื้นที่ ทำทุกวิถีทางให้ “รัฐไทย” ถูกป้ายสีว่าเป็นต้นตอเข่นฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์ และเปิดช่องให้องค์การการประชุมอิสลาม หรือโอไอซี ยกระดับเป็นปัญหาการเมืองระหว่างประเทศ

ยุทธศาสตร์ย่อยของบีอาร์เอ็นจะปลุกระดมให้ประชาชนในพื้นที่เกิดความเกลียชังเจ้าหน้าที่รัฐ มีการฝึกและใช้กองกำลังติดอาวุธเข้าโจมตีเจ้าหน้าที่และประชาชน เพื่อยั่วยุให้เจ้าหน้ารัฐตอบโต้ด้วยความรุนแรง สร้างความชอบธรรมว่ารัฐบาลไม่มีความชอบธรรมที่จะดูแลประชาชน และท้ายที่สุดขบวนการก็จะผลักดันปัญหาให้โอไอซีเข้ามาร่วมวงหรือไม่ก็ให้สหประชาชาติเข้ามาแก้ปัญหา หรือใช้กองกำลังจากต่างประเทศเข้ามาแบ่งประเทศ หรืออาจจะเรียกว่า ต้องการใช้โลกล้อมประเทศ

“เขาไม่เคยหวังจะชนะเราด้วยกองกำลัง มันมีการสอนว่าสยามคือผู้ทำลายมุสลิม ทำให้มุสลิมเป็นชนชั้นสอง ซึ่งก่อนหน้านี้มีแนวร่วมเกิดจากความคิดนี้ค่อนข้างมาก แต่จนถึงปัจจุบันที่สร้างความเข้าใจมา 7 – 8 ปี ทำให้แนวร่วมลดลง จนถึงขณะนี้คาดว่าในพื้นที่มีไม่เกิน 1 หมื่นคน ที่เป็นกองกำลังจริงๆ น่าจะมีประมาณ 2,000 – 3,000 คน”แม่ทัพภาคที่ 4 ย้ำ

อธิบายประกอบให้เห็นภาพชัดขึ้นด้วยว่า แต่เหนือสิ่งอื่นใดต้องยอมรับว่า “ความเชื่อยิ่งใหญ่กว่าความจริงเสมอ”พล.ท.อุดมชัย ระบุ นั่นหมายถึงความพยายามในการปลุกเร้าสร้างความเชื่อแบบผิดๆ ให้เกิดการต่อต้านและเกลียดชังเจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่อง ความจริงชุดนี้ถูกบิดเบือน สร้างความเคลือบแคลงให้การก่อเหตุแต่ละครั้งเป็นฝีมือของทหาร หรือไม่ก็เจ้าหน้าที่รัฐ

“บีอาร์เอ็นก่อการโดยหวังให้เป็นข่าว เมื่อได้พื้นที่ข่าวก็จะนำไปโฆษณาชวนเชื่อให้กับขบวนการของตัวเอง ถ้าสื่อมวลชนไม่นำเสนอผลงานของขบวนการอย่างต่อเนื่อง มั่นใจว่าไม่กี่ปีทุกอย่างก็จะชะลอตัวลง”

“เขาใช้ความรุนแรงเพื่อยับยั้งไม่ให้แนวร่วมผันตัวเองมาช่วยรัฐ เขาทำให้เกิดความคิดว่า ขนาดเจ้าหน้าที่รัฐยังตาย หน่วยรบพิเศษยังตาย แล้วแนวร่วมที่คิดกลับใจจะได้รับความปลอดภัยจริงหรือ รัฐสามารถดูแลความปลอดภัยให้ได้จริงหรือ”พล.ท.อุดมชัย ระบุ

แม่ทัพภาคที่ 4 ผ่าโครงสร้างการบริหารของบีอาร์เอ็นว่าเป็นระบบพรรค ที่มีประธาน รองประธาน เลขาธิการ มีสภาองค์กรนำ 5 คณะ และสภาองค์กรนำจะแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นอีก 7 ฝ่าย ครอบคลุมกลไกการขับเคลื่อนของขบวนการทั้งหมด อาทิ ฝ่ายปลุกระดม ฝ่ายเศรษฐกิจ ฝ่ายการรบหรือกองกำลังที่รู้จักกันในนาม “อาร์เคเค”

จากโครงสร้างดังกล่าวกองกำลังอาร์เคเคจะผ่านการบ่มเพาะความคิดตั้งแต่วัยเด็ก ผ่านการคัดเลือกมาปลูกฝังอุดมการณ์และฝึกปฏิบัติภารกิจอย่างเข้มงวด ในลักษณะองค์กรลับ “พรรคตอนนี้อยู่ในประเทศมาเลเซีย” พล.ท.อุดมชัย เผยข้อมูล และลงลึกอีกว่า ประธานพรรคก็พำนักอยู่ในมาเลเซีย บงการผ่านแนวร่วม มีคณะทำงาน 7 – 8 คนที่เป็นผู้วางนโยบายและทิศทางการเคลื่อนไหว คนกลุ่มนี้ทั้งหมดเป็น “คนไทย” เชื้อสายมลายู  ประเทศมาเลเซียไม่ได้เกี่ยวข้อง แต่กลุ่มการบวนการต้องเบี่ยงเบนให้เข้าใจว่ามาเลเซียหนุนหลัง เช่น การเผาโรงเรียนกว่า 30แห่ง เมื่อวันที่ 31 ส.ค.2546 ตรงกับวันชาติของมาเลเซีย

เมื่อบริหารเป็นระบบพรรค ย่อมมี “ทุน” สนับสนุน แน่นอนที่สุดมาจากการลงขันหลายช่องทาง ทั้งเงินบริจาคต่างชาติเพื่อส่งเสริมศาสนา แล้วถูกยักยอกบางส่วนส่งเข้าขบวนการ ซึ่งผู้บริจาคจากนอกประเทศไม่ทราบว่าเงินได้ถูกใช้ไปสนับสนุนขบวนการ  นอกจากนี้มีการเก็บค่าคุ้มครองในพื้นที่  อีกส่วนอาจจะเชื่อมโยงกับขบวนการค้ายาเสพติด เพราะการก่อเหตุจะเป็นการเปิดช่องว่างให้การค้ายาทำงานได้สะดวก

ปัญหาแทรกซ้อนเพิ่มเติมที่หนุนเอื้อขบวนการ คือ ผู้มีอิทธิพลอำนาจมืด ขบวนการสินค้าเถื่อน น้ำมันเถื่อนร่วมประสมโรงด้วย จะสนับสนุนทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม แต่ขบวนการเถื่อนเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนเงินเพื่อการก่อเหตุ นั่นเพราะเหตุความรุนแรงสามารถเบี่ยงเบนความสนใจของเจ้าหน้าที่ได้เป็นอย่างดี เกิดเหตุร้ายเมื่อใด ขบวนการค้ายาเสพติด และการค้าของเถื่อนก็จะโตขึ้นเรื่อยๆ และปัญหาแทรกซ้อนเหล่านี้ก็มีมาอย่างยาวนาน  “ผมให้น้ำหนักอยู่ที่ปัญหาแกนคือขบวนการแบ่งแยกดินแดน แต่สิ่งที่ต้องทำควบคู่กันคือตัดท่อน้ำเลี้ยงด้วย หากทำได้สำเร็จปัญหาแกนก็จะเรียวลง เช่นเดียวกับการตัดแกนต้นไม้ ถ้าเราโค่นแกนโดยตรงไม่ได้เราก็ต้องค่อยๆ เลาะเปลือก”แม่ทัพรายนี้ ย้ำ

อีกประเด็นคือ “อาวุธ” ที่ใช้ก่อเหตุมาจากไหน แม่ทัพบอกว่า “ส่วนน้อยได้มาจากการปล้นจากเจ้าหน้าที่ แต่มีการติดซื้อพ่อค้าอาวุธเถื่อน ซึ่งความจริงเขาไม่ได้ต้องการใช้อาวุธมาก เพียงแต่ต้องการสร้างสถานการณ์ให้เห็นว่าขณะนี้พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้เป็นสงครามกลางเมืองแล้ว”

กระแสข่าวการสะสมปืนกว่าหมื่นกระบอกไว้ใช้ก่อเหตุใหญ่ในปีนี้? พล.ท.อุดมชัย  ยัน “นี่คือสงครามจิตวิทยา เขาก็ปล่อยข่าวไปแล้วเฝ้ารอคอยโอกาส ถ้าเป้าหมายชัด โอกาสมีพร้อมเขาก็ทำ แล้วก็บอกว่าเห็นไหมเป็นไปตามข่าวจริงๆ แต่ถ้าเป้าหมายไม่ชัดโอกาสไม่พร้อมเขาก็ไม่กล้าทำ ปล่อยไปเรื่อยๆ ข่าวก็ยังมีอยู่ เขาอยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไรเขาก็ไม่เดือดร้อนอะไร แต่กลับเป็นพวกเราที่เดือดร้อน”

แล้วผู้บงการที่อยู่ในประเทศมาเลเซียต่อท่อน้ำเลี้ยงถึงนักการเมืองไทยในพื้นที่เพื่อหนุนการปฏิบัติการด้วยหรือไม่?   “อาจจะเป็นแนวร่วมกันได้ แต่ไม่ขอยืนยัน” พล.ท.อุดมชัย ตอบสั้นๆ บอกด้วยว่า ความร่วมมือ สส.ในพื้นที่เป็นไปด้วยดี “ก็โอเคครับไม่มีปัญหา เราจัดการได้ เราพูดคุยกันได้ แต่บางครั้งแนวร่วมก็คาบเกี่ยวกันกับ สส. ในพื้นที่ เช่น หัวคะแนนในพื้นที่บางคนอาจเป็นแนวร่วมของขบวนการ สส.ก็อาจจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว แต่เรื่องปกติคือ สส.ต้องการคะแนนเสียง"

1-2 ปี เหตุการณ์จะชะลอลง

ประเด็นคำถามที่หนักอกผู้ตอบมากที่สุด...เมื่อใดความรุนแรงภาคใต้จะยุติลง  แม่ทัพอุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาคที่ 4 ยืนยันว่า ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งการทำตามนโยบายการเป็นไปในทิศทางที่ดี “หากถามว่าไฟใต้จะดับลงภายใน 10 นี้หรือไม่ ก็คงตอบเข้าข้างตัวเองว่าเท่าที่สัมผัสกับปัญหามั่นใจว่าแนวทางที่กำหนดไว้จะทำให้สังคมได้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน คาดว่า ภายใน 1 – 2 ปีนี้สถานการณ์จะชะลอตัวลง ถ้าไม่เป็นไปตามนั้นผมก็คงอยู่ในตำแหน่งไม่ได้ เพราะเป็นผู้กำหนดนโยบายมาทำ แต่สถานการณ์กลับไม่ดีขึ้น แสดงว่าเป็นคนไร้ความสามารถ ซึ่งก็ต้องเปลี่ยนคนที่มีความสามารถมาทำแทน”

แม่ทัพย้ำว่าจะสำเร็จหรือไม่  สิ่งสำคัญคือเจ้าหน้าที่ต้องเปลี่ยนความเชื่อของแนวร่วมจากความคิดต่อสู้ด้วยความรุนแรง ให้มาต่อสู้ด้วยแนวทางสันติวิธี ต่อสู้เชิงความคิด ซึ่งอาจต้องใช้เวลายาวนานถึง 2 – 3 ช่วงอายุคน เพราะบีอาร์เอ็นสร้างขบวนการมาตั้งแต่ปี 2537 ถึงตอนนี้ก็ร่วม 20 ปี จากรุ่นสู่รุ่น ขณะเดียวกันปัญหามีหลายมิติ แต่ละมิติใช้เวลาแก้ไขที่แตกต่างกัน บางอย่างอาจต้องถึง 10 – 15 ปี สุดท้ายเมื่อถูกถามว่าเมื่อใดไฟใต้จะดับลงก็ตอบได้แต่เพียงว่า...มันต้องใช้เวลา

“ผมได้กำหนดนนโยบายสานใจสู่สันติ เพื่อเอาแนวร่วมออกจากขบวนการให้มากที่สุด คล้ายๆ กับนโยบายให้แนวร่วมคอมมิวนิสต์ออกมามอบตัวเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย เชื่อว่ายิ่งทำให้แนวร่วมบีอาร์เอ็นออกมาเป็นพวกเจ้าหน้าที่มากเท่าไหร่ ขบวนการก็จะยิ่งเล็กลงเท่านั้น เจ้าหน้าที่จะทำลายกองกำลังบีอาร์เอ็นด้วยการเปิดโอกาสให้มอบตัว ไม่ประสงค์จะใช้กำลังปราบปราม แต่แนวร่วมหัวรุนแรงเจ้าหน้าที่ก็จำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด จริงจัง โดยเฉพาะการปรับสภาพแวดล้อมให้เป็นผู้โจมตีบ้าง เพื่อสร้างความเข้มแข็งและความมั่นใจต่อภาครัฐว่ามีศักยภาพและยังคงดำรงความเป็นธรรมอยู่ แต่หากติดต่อขอมอบตัวผมก็ยินดีจะดูแล”แม่ทัพภาคที่ 4 ระบุ

สำหรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน พล.ท.อุดมชัย บอกว่า แม้จะไม่เกิดขึ้นถี่เหมือนก่อน แต่มักจะมีความรุนแรง นั่นเพราะมีการโจมตีของแนวร่วมหัวรุนแรงอยู่ ซึ่งได้เก็บสถิติทั้งหมดไว้อย่างละเอียด จากการสังเคราะห์ข้อมูลทำให้ประเมินได้ว่า ภารกิจที่เจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติเร่งด่วนมี 3 ส่วน คือ โจมตีแนวร่วมหัวรุนแรง ป้องกันเป้าหมายอ่อนแอ และสกัดไม่ให้คนเข้าเป็นแนวร่วมเพิ่ม “มันมีหลักการอยู่อย่างหนึ่งที่น่าสนใจ โดยพื้นฐานแล้วคนกลุ่มนี้จะสู้ก็ต่อเมื่อเจ้าหน้าที่ไม่รู้ แต่หากเจ้าหน้าที่รู้และเข้าไปสัมพันธ์ได้ทันเขาก็จะชะลอตัว แต่ถ้าเจ้าหน้าที่ห่างหายและไม่สามารถทำให้เขายอมทางความคิดได้ เขาก็จะกลับมาสู้อีก” แม่ทัพอุดมชัย อธิบาย

ปฏิเสธเสียงแข็งข้อหารัฐเลี้ยงไข้ว่า “ผู้การกรมก็ตาย พันเอกก็ตาย รองผู้ว่าก็ตาย ถามว่าเราจะเลี้ยงไข้ได้อย่างไร การสาดน้ำเข้าหากันมันก็ต้องมีคนเปียก เราก็ยอมรับได้บนฐานให้สูญเสียน้อยที่สุด เพราะการสูญเสียมันไม่ได้มาจากเรา แต่มาจากฝ่ายนั้น”

ทั้งหมดนี้คือสถานการณ์ที่เป็นจริงที่ชายแดนใต้จากทัศนะแม่ทัพภาคที่ 4 ที่มุ่งเดินหน้าเปิดความจริงเอาชนะความรุนแรง  

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ