ถอดรหัส ประชาสันติ :ปุระชัย'อัศวินส้มหล่น?'

วันที่ 26 มี.ค. 2554 เวลา 08:25 น.
 "เสรี สุวรรณภานนท์"ออกมานำร่องเปิดตัว พรรคประชาสันติประกาศนโยบายเดินสายกลาง โดยเตรียมเก้าอี้หัวหน้าพรรคตัวจริงไว้ให้ ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ ในต้นเดือน เม.ย. หวังสูงไปไกลถึงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีทีเดียว

โดย...ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม

"เสรี สุวรรณภานนท์"

เป็นตัวละครใหม่ล่าสุดที่เรียกเสียงฮือฮาในยุคการเมืองแบ่งขั้วเลือกข้าง เมื่อ "เสรี สุวรรณภานนท์"ออกมานำร่องเปิดตัว พรรคประชาสันติประกาศนโยบายเดินสายกลาง โดยเตรียมเก้าอี้หัวหน้าพรรคตัวจริงไว้ให้ ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ ในต้นเดือน เม.ย. หวังสูงไปไกลถึงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีทีเดียว
         
อดีต สว.กทม.ผู้นี้ เล่าความเป็นมาในการรวมตัวตั้งพรรคประชาสันติ ว่า เริ่มก่อตัวทางความคิดมาในช่วง 1-2 ปีมานี้ เพื่อต้องการหาทางออกจากวิกฤตความขัดแย้ง โดยรูปแบบ คือ เป็นพรรคทางเลือกที่3 แม้ในอดีตเคยมีหลายพรรคทำโมเดลนี้ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะผู้นำพรรคไม่ได้รับการยอมรับ แต่ถ้าเป็น "ปุระชัย" เชื่อว่าสังคมจะยอมรับเพื่อให้มาแก้ปัญหาความขัดแย้งของประเทศ
         
เขาเล่าว่า ก่อนหน้านี้ "ปุระชัย" พยายามไม่เข้ามายุ่งทางการเมือง แต่เมื่อได้พูดคุยและเห็นว่าเป็นช่วงเวลาที่ตกผลึกที่ควรมีพรรคทางเลือก "ปุระชัย"จึงเข้าร่วมตามที่สังคมเรียกร้อง โดยจะนั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรคประชาสันติ และลงสมัครปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 1 มีงานเปิดตัวในวันเสาร์ที่ 2 เม.ย.นี้ ที่สมาคมแต้จิ๋ว เวลา 10.00 น. ซึ่ง "ปุระชัย" จะแสดงวิสัยทัศน์ถึงทางออกประเทศ

การพูดคุยก่อตั้งพรรคประชาสันติกับแกนนำร่วมคณะ ไม่ว่าจะเป็น พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณอดีต ผบ.ตร. พล.ต.ท.บุญเรือง ผลพาณิชย์ อดีตผู้ช่วย ผบ.ตร.ยุคเดียวกัน พันธ์เลิศ ใบหยก นักธุรกิจใหญ่อดีตแกนนำพรรคไทยรักไทย นพดล อินนาคนใกล้ชิดบิ๊กปุ ดำเนินไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป"เสรี" ลำดับความว่า
         
"พวกเราที่มาร่วมก่อตั้งพรรค เคยทำงานร่วมกันมา อย่างท่านปุระชัยเอง เคยมาเชิญผมไปบรรยายที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ แต่จริงๆผมก็พบท่านมาก่อนแล้ว ส่วนท่านพัชรวาท ใน
         
สมัยที่ท่านเป็น ผบ.ตร. ผมก็เคยไปเป็นกรรมการที่ปรึกษาขององค์กรตำรวจ เราจะเริ่มจากเพื่อนๆ อาจารย์ปุก่อน นอกจากท่านพัชรวาท ยังมี พล.ต.ท.บุญเรือง อาจารย์นพดลพล.ต.อ.พิชิต ควรเดชะคุปต์ ก็หารือกัน อย่าง คุณพันธ์เลิศ ผมก็รู้จักกันมาเป็นสิบปี เราคุยกันว่าช่วงนี้น่าจะร่วมงานการเมืองกันนะ แล้วก็ค่อยก่อตัว เมื่อเห็นชอบก็เลยนำเรื่องไปเสนออาจารย์ปุอีกที เพื่อให้อาจารย์ปุเข้ามาเป็นผู้นำในทางการเมืองในส่วนของพรรคประชาสันติ" เป็นแผนปูทางให้ "บิ๊กปุ" เป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่?เสรีไม่ปฏิเสธ ก่อนจะให้เหตุผลว่า ทั้งหมดขึ้นอยู่กับสถานการณ์ สำหรับ
         
"ปุระชัย" มีจุดเด่นที่เหมาะกับการแก้ปัญหาความขัดแย้งหลายประการ 1.ประชาชนไว้ใจจนได้ฉายาว่าไม้บรรทัดในเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต 2.ที่ผ่านมา "ปุระชัย" ไม่ได้อยู่ในคู่ขัดแย้งไม่ว่าเหลืองหรือแดง หรือฝ่ายประชาธิปัตย์
         
และถ้ามองด้านความรู้ความสามารถ ดูประวัติแล้ว "ปุระชัย" ก็ผ่านงานมาโชกโชน เคยเป็นรองนายกรัฐมนตรี รมว.มหาดไทย รมว.ยุติธรรม ฉะนั้นการมาเป็นผู้นำพรรคได้ เขาก็ต้องตอบกับสังคมได้ว่า เขาสามารถที่จะมาเป็นผู้นำประเทศได้ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยไม่ได้อยู่ที่ความรู้ความสามารถอย่างเดียว แต่อยู่ที่เสียงสนับสนุนในสภากับพรรคร่วม และการทำงานร่วมกันที่จะต้องสอดประสานให้ลงตัว
         
"การเลือกตั้งครั้งนี้ 2 พรรคใหญ่ เพื่อไทยกับประชาธิปัตย์จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลแน่ๆ แต่ยังสรุปไม่ได้ว่าพรรคใดจะได้ เพราะการจับขั้วมันอาจไม่เหมือนอย่างสมัยก่อนที่ว่าพรรคใดชนะแล้วจะได้เป็น พอถึงเวลาแล้วก็ไม่รู้ว่าจะมีปัจจัยอะไรเข้ามาแทรกอีกหรือไม่ ดังนั้นคำถามที่ว่าอาจารย์ปุจะได้เป็นนายกฯ หรือไม่ จึงอยู่ที่สถานการณ์กับเหตุผลทางการเมืองขณะนั้น ถ้าที่สุดแล้วเขาเห็นพ้องต้องกันมันเกิดขึ้นได้ ถ้าเขาเห็นพ้องนะครับ... ถ้าเขาไม่เห็นพ้อง ยังไงก็ไม่มีทางเกิด"
         
"วันนี้การจะรวมขั้ว ยังไม่มีใครสรุปได้ว่าพรรคไหนรวมกับขั้วไหน แต่พรรคประชาสันติประกาศแล้วว่าสามารถทำงานได้ทุกพรรค ถ้าร่วมแล้วจะเป็นไปตามนโยบายของประชาสันติไหม คือ ต้องไม่มีการไล่กันอีก มิฉะนั้นบ้านเมืองก็แตกแยก ไม่สงบ แต่ถ้าไม่หยุด ก็ไม่มีเหตุผลที่เราต้องไปร่วม"

 เสรี ยังยืนยันว่า "บิ๊กปุ" เป็นกลาง ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด จึงเหมาะกับการหาทางออกให้ประเทศขณะนี้
         
"ที่ผ่านมาเราหาผู้นำทางการเมืองที่เป็นคนกลางยังไม่ได้ มันก็เลยพูดไกลไปถึงว่า ที่จริงนายกรัฐมนตรีน่าจะมาจากคนนอก แต่ในทางการเมืองเราก็ไม่ได้ต้องการไปถึงขนาดนั้นฉะนั้นผมมองว่าอาจารย์ปุระชัยน่าจะเป็นทางออกนี้ได้ ท่านเป็นคนกลางที่เราพยายามเลือกหากัน และท่านก็เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถที่จะเป็นผู้นำได้ แต่เราไม่ได้จะไปแข่งกับพรรคใหญ่ อย่าไปเทียบถึงขนาดนั้น เพราะเราสู้พรรคใหญ่ไม่ได้อยู่แล้ว โดยเฉพาะถ้ามาเทียบว่าเป็นนายกฯ ในภาวะการเมืองปกติ มันเป็นไปไม่ได้ที่เราจะไปสู้ แต่ถ้าถามว่าในช่วงไม่ปกติเป็นได้มั้ย ตอบว่าได้ หรือสถานการณ์ที่ผู้นำพรรคใหญ่เขาไม่สามารถจะทำหน้าที่ได้หรือเกิดความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้น เราก็เป็นทางออกให้กับสังคมได้ ว่าเราเป็นพรรคเล็กพรรคกลางที่สามารถเข้ามาเป็นผู้นำประเทศได้ ถ้าเสียงในสภาเขายอมรับ"
         
โมเดลของพรรคประชาสันติ ทำให้นึกย้อนไปถึงสมัย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นหัวหน้าพรรคกิจสังคม ที่มีเพียง 18 เสียง แต่ก็เซอร์ไพรส์ได้รับเลือกเป็นนายกฯ ในช่วงปี2518-2519 กระนั้นก็ปกครองประเทศลำบากอยู่ได้ไม่ถึงปีเป็นอันจบข่าวจากปัญหาหลัก คือเสถียรภาพรัฐบาล ซึ่งหาก "บิ๊กปุ" ได้เป็นนายกฯ อาจเดินตามรอยไม่ต่างกัน โดยเฉพาะบุคลิกส่วนตัวของ "บิ๊กปุ" ที่แข็ง ไม่ยืดหยุ่นประเด็นนี้ เสรี บอกว่า 18 เสียงของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ก็ยังเป็นผู้นำได้ ดังนั้นอะไรก็เกิดขึ้นได้กับ"ปุระชัย" ส่วนถ้าได้เป็นนายกฯ แล้วจะปกครองได้หรือไม่ ไม่ได้ขึ้นกับว่าพรรคแกนนำจะมีกี่เสียง
         
"อย่างปัจจุบันรัฐบาลผสมมีพรรคร่วม 7 พรรค ก็เป็นปัญหา ทุกอย่างจึงอยู่ที่คนเป็นนายกฯ จะพูดคุยกับทุกพรรคได้หรือไม่ การแบ่งผลประโยชน์ให้แต่ละพรรคร่วมกันดูแลบ้านเมืองจะลงตัวหรือไม่ ถ้าตกลงเงื่อนไขเหล่านี้ได้ก็บริหารประเทศได้ ฉะนั้นอย่าไปกังวลเพราะในที่สุดแล้วการเมืองจะมีทางออกของมันเสมอ"
         
"ปุระชัย" จึงเป็นช่องทางออก หรือรอส้มหล่น?..."อาจารย์ปุเป็นช่องทางที่จะแก้ปัญหาเรื่องคนกลางได้ เพราะท่านเป็นได้ ส่วนเรื่องส้มหล่นก็สุดแต่ใครจะวิจารณ์ เราน้อมรับฟังหมด"
         
แต่ความเป็นไม้บรรทัดของมือปราบสายเดี่ยว จะเป็นจุดอ่อนในตัวเองหรือไม่ เสรี แย้งว่า "ปุระชัย" ไม่ได้แข็ง เพียงแต่ตรงไปตรงมาในการปฏิบัติหน้าที่ หรือแข็งในบทบาท แต่หากท่านมาสวมหมวกเป็นผู้นำพรรคการเมือง ท่านก็ต้องเข้าใจว่าการบริหารการเมืองจะทำเพียงลำพังไม่ได้ ต้องฟังความเห็นคนอื่นด้วย
         
"หลังจากที่ผมได้สัมผัสพูดคุยกับท่าน ท่านรับฟังความเห็นของผู้อื่น ถ้าท่านต้องอยู่ในจุดนั้น ท่านสามารถจะปรับจูนสิ่งเหล่านี้เข้าหาคนอื่นได้ อย่ามองว่าท่านทำงานกับใครไม่ได้เพราะความตรงของท่าน ความตรงนั้นเป็นจุดแข็ง เป็นจุดขายที่ทำให้ประชาชนเชื่อถือและยอมรับในตัวท่าน แต่เมื่อเข้ามาเป็นผู้นำแล้วท่านต้องกล้าที่จะบอกว่าต่อไปนี้ต้องเลิกทุจริตจะรักษาผลประโยชน์ของประเทศ ถ้ามีผู้นำที่กล้าประกาศตรงนี้ ผมว่าสังคมจะยอมรับให้เข้ามาแก้ปัญหาตรงนี้"
         
เสรี ยังบอกว่า "บิ๊กปุ" มีความมุ่งมั่นมากโดยเป็นคนเลือกชื่อพรรค "ประชาสันติ" ด้วยตัวเองจากชื่อต่างๆ ที่เสนอมา เช่น ไทยสามัคคีสยามสามัคคี ไทยรุ่งเรือง เพื่อสะท้อนความหมายว่าอยากเห็นประเทศสันติและปรองดองส่วนพื้นที่เป้าหมายของพรรคอยู่ที่พื้นที่ที่มีการซื้อเสียงน้อย หรือไม่มีการซื้อเสียงเลย เช่นกรุงเทพฯ ที่พรรคจะส่งผู้สมัครครบ ปริมณฑลและตามหัวเมืองในจังหวัดต่างๆ แต่จะได้แค่ไหนก็จะทำเต็มที่ เนื่องจากเวลาค่อนข้างกระชั้น อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า "ปุระชัย" จะได้รับเลือกเข้าสภาเพราะคะแนนปาร์ตี้ลิสต์อย่างต่ำ 1 คน ต้องมีเสียงสนับสนุน 2.5 แสนเสียงซึ่งพรรคน่าจะได้มากกว่านั้น โดยเฉพาะฐานเสียงจากตำรวจที่มีอยู่ทั่วประเทศ 2-3 แสนคนรวมถึงครอบครัวชาวสีกากีอีก

"คนที่ไม่อยากได้พรรคหนึ่ง ไม่อยากลงเลือกพรรคสอง ก็ขอเชิญชวนมาเลือกพรรคประชาสันติ จะได้ไม่แยกวงเป็นสองฝ่าย" เสรีกล่าวทิ้งท้าย

เราไม่ใช่นอมินีภูมิใจไทย

คำถามดังๆ ขณะนี้ "พรรคประชาสันติ"เป็นนอมินี หรือพรรคพี่พรรคน้องภูมิใจไทยหรือไม่ เมื่อรายชื่อคนที่เข้าร่วมตามที่เป็นข่าว ต่างมีสายสัมพันธ์โยงใยถึง เนวินชิดชอบ เช่น พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณหรือ "เสี่ยโป๋" ธีรพล นพรัมภา อดีตเลขาธิการนายกฯ ยุคสมัคร สุนทรเวช 
        
เสรี ตอบด้วยท่าทีหงุดหงิดเล็กน้อย"เรียนตามตรงว่าไม่รู้ชื่อมาจากไหน อย่างคุณธีรพล ผมไม่เคยคุยกับเขาเลย แล้วก็ไปโยงว่ามาจากภูมิใจไทย ก็กลายเป็นประเด็น พยายามดึงไปหาภูมิใจไทยให้ได้ผมไม่รู้เลย ผมไม่เคยคุยด้วยกันเลย แต่ข่าวก็ว่ากันเป็นตุเป็นตะ"
         
แล้วกับ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ สมาชิกบ้านเลขที่ 111 อดีตขุนคลังในรัฐบาลทักษิณอยู่เบื้องหลังด้วยไหม? "เรารู้จักกันนานอาจารย์สมคิดเองท่านก็มีแนวคิดท่าน ท่านก็อยู่ใน 111 ท่านก็ไม่เคยมาคุยกันว่าจะเอายังไง ในส่วนของเพื่อนๆ ท่าน (ดร.สมคิด)ก็มีแนวโน้มว่าจะมีพรรคการเมืองของเขาไม่เกี่ยวกัน"
         
เขาบอกว่า ข่าวนอมินีเป็นการปล่อยเพื่อโจมตีพรรคประชาสันติ ยืนยันว่าพรรคไม่ได้เกี่ยวข้องกับภูมิใจไทย "ผูกเรื่องนั้นปนกับเรื่องนี้ พูดให้อีกฝ่ายเสียหาย ให้ประชาชนเข้าใจผิด นี่คือการเมืองเก่าๆ ที่เกิดมาประจำขนาดพรรคเราเพิ่งตั้งขึ้นก็ยังถูกกระทบด้วยสิ่งเหล่านี้ แต่ก็ดีใจเพราะเท่ากับว่าเราอยู่ในสายตา ถ้าเขาไม่ให้ความสำคัญเขาก็มองข้าม ไม่พูดถึง แสดงว่าเขากังวลเราอยู่ว่าคะแนนเสียงจะดี"

ดังนั้น คำถามที่ว่าอาจารย์ปุจะได้เป็นนายกฯ หรือไม่ จึงอยู่ที่สถานการณ์กับเหตุผลทางการเมืองขณะนั้น ถ้าที่สุดแล้วเขาเห็นพ้องต้องกัน มันเกิดขึ้นได้ ถ้าเขาเห็นพ้องนะครับ...ถ้าเขาไม่เห็นพ้อง ยังไงก็ไม่มีทางเกิด กล่าวทิ้งท้าย

'ผมกล้าคุย เรามีวิธี

การเข้ารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาสันติของ "เสรี สุวรรณภานนท์" เป็นแค่ขัดตาทัพเพื่อรอ "บิ๊กปุ" ขึ้นนั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรคตัวจริง แว่วว่าเสรีถูกวางตัวเป็น เลขาธิการพรรคคู่ใจ กับหัวหน้า "ปุระชัย" โดยเขาเป็นฝ่ายประสานดึงสมัครพรรคพวกนักธุรกิจ นักวิชาการ มาร่วมงาน รอเพียงการตอบรับอย่างเป็นทางการเพื่อมาร่วมเปิดตัวทั้งคณะในวันที่ 2 เม.ย. สำหรับเสรีจะลงสมัคร สส.แน่ แต่ยังอุบไต๋ว่าลงเขตหรือปาร์ตี้ลิสต์
        
อดีตของ "เสรี" ผ่านงานมาหลากหลาย เคยเป็นเลขาธิการสภาทนายความ สว.กรุงเทพฯ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ2550 ที่ยืนคนละฟากกับทักษิณ เจ้าตัวรับว่าเคยเป็นเหลืองช่วงหนึ่ง เพราะต้องการให้มีการเปลี่ยนตัวผู้นำช่วงนั้นแต่เมื่อเปลี่ยนแล้วก็หยุด ไม่ถึงขนาดจะต้องต่อเนื่องไปเรื่องอื่น
         
ว่าไปแล้ววันนี้เสรีมีความสุขกับการบริหาร"ตลาดเสรี" บนเนื้อที่ 8 ไร่ ย่านพุทธมณฑลสาย 5 ของเขาเอง โดยซื้อที่ดินแปลงนี้มาจาก สมบัติอุทัยสาง แรกเริ่มเป็นที่รกร้างว่างเปล่า ก่อนที่เจ้าตัวจะปิ๊งไอเดียทำเป็นตลาดสดขายของ บนหลักคิดว่า หากตลาดจะรุ่ง ต้องทำให้คนซื้อกับคนขายมาพร้อมกันให้ได้เพียงแค่วันแรกที่เปิดตลาด เขาวางกลยุทธ์เปิดให้ผู้ค้าเข้ามาจองแผงฟรี และใครเอาใบแนะนำตลาดมา ก็ให้แลกรับพระเครื่อง ผู้คนจึงแห่แหนจนตลาดแคบไปถนัดตา จากวันนั้นถึงวันนี้ "ตลาดเสรี" ที่สะอาด ก็ยังคงกระชุ่มกระชวยการค้าขายสะพัดในย่านนั้นจนไม่มีวันหยุด
         
"ผมใช้วิธีคิดในการบริหารตลาดที่มาจากประสบการณ์ตรง ฉะนั้นถ้าเอาสิ่งเหล่านี้ไปบริหารบ้านเมือง ผมกล้าที่จะคุยได้ว่าผมมีวิธีที่จะทำให้บ้านเมืองดีขึ้นเยอะ ผมมีความคิดด้านการตลาด ทำให้ชาวบ้านมีงานทำ ครอบครัวมีรายได้ ไม่ต้องเป็นภาระของสังคม ถ้าผมมีโอกาสบริหารประเทศจะทำให้ตลาดทั่วประเทศสู้กับโลตัสได้" เสรี บอกว่า การเข้ามาเล่นการเมืองโดยย้ายจากซีก สว.มาเป็น สส.เต็มตัว ต้องการมาแก้ปัญหาคอร์รัปชันที่เขามี
        
แนวทางชัดเจน ปัญหานี้เกิดจากตัวบทกฎหมาย เพราะวันนี้เรายังแก้ปัญหาเรื่องคนไม่ได้ ใครเข้ามาก็แสวงหาประโยชน์กันส่วนใหญ่ เมื่อแก้ไม่ได้ ก็ต้องไปแก้ที่ระบบ คือ แก้กฎหมายที่บัญญัติว่าการรับสินบนเป็นความผิดทั้งคนให้และคนรับ ซึ่งดูเหมือนจะดี แต่ด้วยบทบัญญัติของกฎหมายนี้กลับเป็นจุดอ่อนของการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน เพราะคนให้ก็ผิดคนรับก็ผิด จึงช่วยกันปิดหมดเลย ดังนั้นต้องแก้ว่า โดยเปิดโอกาสให้คนที่ให้สินบนสามารถเปิดเผยหลักฐานโดยง่าย ถ้าเขาเปิดเผยแล้ว ต้องไม่เอาโทษเขา เพราะคนให้สินบนส่วนใหญ่ไม่มีใครอยากให้ ส่วนใหญ่ต้องการประมูลงาน ถูกบังคับแต่คนที่ให้เหล่านี้เมื่อเขาผิด เขาก็เลยปกปิด แต่ถ้าให้เขาสามารถเปิดเผยได้ง่าย โดยที่เขาไม่ต้องรับโทษต่อไปข้างหน้าคนที่รับสินบนก็จะไม่กล้ารับ เพราะไม่รู้ว่าวันข้างหน้าคนเหล่านี้จะเอาหลักฐานมาเปิดเผยได้เมื่อไร เมื่อหลักฐานเปิดเผยโดยง่าย คนรับก็จะไม่กล้ารับ นั่นก็คือเสรี   การลดคอร์รัปชัน นอกจากนี้ต้องแก้ให้คดีทุจริตต้องไม่มีอายุความให้เป็นชนักติดตัวไปจนตาย

"ถ้าผมเข้าไปปั๊บ ก็จะเสนอแก้กฎหมายเรื่องคอร์รัปชันก่อนเลย"
         
จุดแข็งของพรรคประชาสันติคือ คำประกาศที่จะไม่มีการคอร์รัปชันและจะทำให้เป็นตัวอย่างในสังคมโดยจะให้หน่วยราชการเลิกรีดไถตามท้องถนนให้หมดทำได้หรือไม่ต้องติดตาม...