แม่นมยังอมทุกข์

วันที่ 26 ก.พ. 2554 เวลา 10:04 น.
ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ได้อันดับที่ 1 ก็จัดตั้งรัฐบาล ถ้าพรรคอื่นได้มากกว่าก็ต้องปล่อยให้เขาเป็นคนจัด เราก็นั่งดู แต่ถ้าเขาจัดไม่ได้ก็อีกเรื่องหนึ่งค่อยมาว่ากัน....

โดย...ทีมข่าวการเมือง

ปชป.ไม่ได้ที่ 1 ไม่จัดรัฐบาลแข่ง

ยกระดับกลายเป็นปัญหาความมั่นคงของประเทศไปเรียบร้อย กับการชุมนุมทางยการเมือง แม้ 2 ปีที่ผ่านมากับเหตุการณ์เผาบ้านเมืองด้วยผลงานกลุ่มคนเสื้อแดง รัฐบาลควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ แต่แผลเป็นก็ยังติดตัวทั้งฝ่ายรัฐและผู้ชุมนุม มาถึงวันนี้การชุมนุมกลับมาอีกทั้งสีเหลือง สีแดง ผสมด้วยม็อบเรียกร้องปัญหาต่างๆ บีบอัดรัฐบาลอภิสิทธิ์ในจังหวะใกล้ยุบสภา

ผู้รับผิดชอบแก้ไขปัญหาโดยตรง หนีไม่พ้นรองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลงานความมั่นคง สุเทพเทือกสุบรรณ หรือเจ้าของฉายา แม่นมอมทุกข์และทศกัณฐ์กรำศึก ที่ผู้สื่อข่าวทำเนียบรัฐบาลตั้งฉายาให้

ท่ามกลางเสียงบ่นอุบจากประชาชนไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย ระบายผ่านถึงรัฐบาลเกียร์ว่างหรือไม่ ถึงไม่มีสัญญาณเร่งเร้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติให้คลี่คลายการชุมนุมที่เกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด

สุเทพ เทือกสุบรรณ

"อันนี้เป็นเรื่องที่ผมเจอเป็นประจำ มีการชุมนุมครั้งใดจะมีสื่อมวลชนถามไม่แก้ปัญหาสักที ทนไม่ค่อยได้ ผมก็เห็นใจเข้าใจ ประชาชนทั้งหลายคงเอือมระอาเต็มทีกับบรรยากาศบ้านเมืองที่มีการชุมนุม ปิดถนน แล้วเดือดร้อน แต่ในฐานะเป็นรัฐบาล พวกผมก็ต้องระมัดระวังในการแก้ปัญหา"

สุเทพ แจง รัฐบาลไม่ได้ปล่อยปละละเลย แต่การจะทำอะไรลงไปต้องใช้ศาสตร์หลายอย่างอดทนอดกลั้น ประเมินถึงผลที่จะตามมา         

"เพราะถ้าทำอะไรที่เป็นชนวนให้เกิดความรุนแรง ความเสียหายตกสู่ประเทศชาติ อาจจะสะใจบางกลุ่มบางคน แต่ว่าความเสียหายประเทศชาติเกิดขึ้นมาก"

"เลี่ยงได้พยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้มีอะไรเป็นชนวนนำไปสู่ความรุนแรง แต่ว่าไม่ละเลยที่บังคับใช้กฎหมาย ทำตามขั้นตอน อาจไม่ทันใจแต่ต้องกราบขออภัยอย่างยิ่ง มันเป็นเรื่องที่ปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างนั้นจริงๆ เช่น เมื่อประกาศพื้นที่ความมั่นคงแล้วก็พยายามไปเจรจา จะเห็นนะครับมีนายตำรวจไปเจรจาครั้งแล้วครั้งเล่าไม่ได้ผล ก็เจรจาเพราะต้องไปขอ ไปอธิบาย ไม่ไหวจริงๆ ก็ต้องขออำนาจศาล ออกหมายเรียกแกนนำว่าคุณทำผิดนะ ถ้าไม่มารายงานตัวก็ออกหมายจับดำเนินคดีขณะนี้ผมได้ติดตามทางแกนนำที่ถูกหมายเรียกไปพบและพูดจากันแล้ว ถ้าเขาไม่ทำตามก็ดำเนินการตามข้อกฎหมายต่อไป การแก้ไขปัญหาด้วยกฎหมายอาจต้องใช้ระยะเวลาบ้าง แต่อย่างไรก็ตามคิดถึงผลกระทบระยะยาวด้วย"

สุเทพ อธิบายปรากฏการณ์การชุมนุมกลุ่มต่างๆว่า ภาพรวมประเทศเป็นประเทศประชาธิปไตยประชาชนมีสิทธิคิดเห็นแตกต่างกันได้ จะชุมนุมเดินขบวนก็ได้ ประเด็นการชุมนุมต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย แต่ต้องไม่กระทำการใดที่เป็นการลิดรอนสิทธิประชาชนคนอื่นที่ใช้ชีวิตตามปกติทั่วไปให้ได้รับความเดือดร้อนด้วย รัฐบาลพยายามยึดหลักประนีประนอมผ่อนปรน แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องแก้ปัญหาให้เกิดความสงบเรียบร้อย การสร้างสมดุลตรงนี้ค่อนข้างยากลำบาก แต่ในระยะเวลาที่ผ่านมา เราประคับประคองได้พอสมควร ด้วยความอดทนอดกลั้นของรัฐบาลและพยายามใช้กฎหมายแก้ไขปัญหา

มาถึงวันนี้ผมคิดว่าถ้าพี่น้องคนไทยติดตามเหตุการณ์บ้านเมืองโดยตลอด จะเห็นได้ว่าผู้ชุมนุมมีเหตุผลหรือไม่เพียงไร เสียงสะท้อนประชาชน คิดว่าแกนนำผู้ชุมนุมทุกฝ่ายจะต้องเอาไปครุ่นคิดพิจารณาดูว่าสิ่งที่ตัวเองกระทำอยู่นั้นตรงกับใจพี่น้องส่วนใหญ่หรือไม่ ผมคิดว่าเมื่อเขาทบทวนให้ดี บางทีการผ่อนคลายมาตรการที่เขาดำเนินการอยู่อาจเกิดขึ้นได้

กับการชุมนุมที่แฝงด้วยการเมืองหนุนหลัง ทำให้สุเทพอยากสื่อสารไปถึงม็อบเหล่านี้ว่า ถ้าถามผม ไหนๆ ใกล้วันเลือกตั้งแล้ว นายกฯ แสดงท่าทีชัดเจนแล้ว ทำไมแต่ละฝ่ายไม่เตรียมตัวเตรียมใจเดินเข้าสู่สนามเลือกตั้งไปแข่งขัน ปัญหาทั้งหลายไปตัดสินกันที่นั่น ให้คนกลางคือพี่น้องประชาชนตัดสิน จะเป็นเสื้อเหลืองเสี้อแดงมีพรรคการเมืองของตัวเองทั้งนั้น ก็ไปสู้กันในสนามเลือกตั้ง เลือกตั้งเสร็จมาก็ไปนับหนึ่งกันใหม่ เพราะฉะนั้นผมได้แต่หวังนะครับว่า จะมีความยั้งคิดกันบ้างในเรื่องเหล่านี้

ส่วนจะปล่อยให้การชุมนุมโดยเฉพาะกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ปักหลักล้อมทำเนียบฯ จนถึงวันยุบสภาหรือไม่ สุเทพ สวนกลับมาว่า ถ้าอย่างนั้นอย่าเป็นรัฐบาลดีกว่า ถามว่าปล่อยอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ปล่อย รัฐบาลมีหน้าที่แก้ไขปัญหา แต่ตัวอย่างที่เห็นจากอดีตก็เห็นแล้ว มีการชุมนุมทนไม่ได้ พอเกิดการคลี่คลายปัญหาเกิดการกระทบกระทั่งมีคนเจ็บเสียชีวิต ก็ทนไม่ได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นต้องอดทนกันหน่อยพยายามเข้าใจ

"พวกผมต้องอดทนอดกลั้นทุกวันแหละครับต้องแก้ปัญหาไป ไม่ปล่อยครับ ถ้าแก้ได้วันนี้ก็จะแก้วันนี้ แก้ได้พรุ่งนี้ก็จะแก้พรุ่งนี้ คิดตลอดเวลาที่จะแก้ไข"

สำหรับกลุ่มมวลชนที่มีปัญหาความเดือดร้อนอื่นๆ นั้น สุเทพ บอกว่า กรณีประชาชนเดือดร้อนแจ้งมา จะแจ้งไปยังฝ่ายค้านหรือรัฐบาลแก้ให้เป็นประจำ ร้องเรียนอะไรก็เข้าไปดูแล รัฐบาลนายกฯอภิสิทธิ์ ถือหลักรับฟังเสียงประชาชน และตอบสนองเสียงเรียกร้องประชาชนอยู่โดยตลอด เพราะนี่เป็นหลักของระบอบประชาธิปไตย สั่งการให้พวกเราแก้ปัญหาโดยทันที จะเห็นว่าเมื่อสองวันก่อนมีปัญหาน้ำมันพืช สั่งให้ผมลงไประดมภาครัฐ เอกชนก็แก้ปัญหาได้ เรื่องอื่นๆ เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นคิดว่าถ้าพี่น้องประชาชนเดือดร้อนจริงไม่ต้องเดินขบวนให้เหนื่อยยาก มีหลายกลุ่มดูแลยาก ไม่รู้กลุ่มไหนต่อกลุ่มไหน ช่วงนี้ไม่ต้องมาแล้ว

ส่องไปที่กลุ่มคนเสื้อแดงที่จะชุมนุมใหญ่วันที่12 มี.ค. สุเทพ บอกว่า เสื้อแดงเป็นเจ้าประจำในช่วง 2 ปีอยู่แล้ว รับทราบเป็นอย่างดี เขาตั้งใจล้มรัฐบาลอภิสิทธิ์ เราพยายามผ่อนหนักผ่อนเบากับเขาโดยตลอด มาถึงวันนี้ผมอยากเรียนกลับไปถึงกลุ่มคนเสี้อแดง ท่านเรียกร้องนายกฯ ประกาศยุบสภา ถ้าทบทวนให้ดีท่านนายกฯ พร้อมร่วมมือกับพวกท่าน นัดเจรจาตั้งแต่ปีที่แล้ว ยืนแนวทางของการปรองดองสมานฉันท์ ถ้าท่านผู้นำกลุ่มเสื้อแดงเหล่านั้นเห็นด้วยกับแนวทางนายกฯ ร่วมมือนายกฯ ป่านนี้เราได้ดำเนินการเลือกตั้งเสร็จสิ้น มีรัฐบาลใหม่ไปแล้ว แต่ว่าเมื่อท่านไม่เอา ท่านก่อความวุ่นวายอยู่ รัฐบาลก็หนีปัญหาไม่ได้ ก็ต้องทำให้บ้านแมืองสงบเรียบร้อยก่อนถึงไปเลือกตั้ง มาถึงวันนี้ก็เหมือนกัน คิดว่าถ้าตั้งใจจริงอยากให้เลือกตั้งใหม่ตามที่เรียกร้อง ก็ต้องหยุดการเคลื่อนไหวที่นำไปสู่เหตุการณ์ความรุนแรง ถ้าชุมนุมโดยไม่มีเหตุรุนแรง ไม่มีการยั่วยุปลุกระดม ก็ไม่มีปัญหาอะไร

ต่อข้อถามการยุบสภา จะนำไปสู่การยุติสมานฉันท์ได้ไหม สุเทพ ตอบว่า ผมคงให้ข้อสรุปฟันธงลงไปไม่ได้ เพราะเป็นเหตุการณ์ข้างหน้า แต่ว่าเมื่อฝ่ายต่างๆ เรียกร้องยุบสภาเถอะ แล้วเลือกตั้งใหม่จะได้นับหนึ่งใหม่ จะได้ไม่เป็นข้ออ้างกันอีกว่ารัฐบาลไม่ชอบธรรมอย่างนั้นอย่างนี้ ที่จริงรัฐบาลชอบธรรมทุกประการ นายกฯ ได้รับเลือกจากเสียงที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เป็นวิธีการเปิดเผย มีการขานชื่อ เป็นวิธีการเดียวกับที่เลือกคุณสมัครสุนทรเวช คุณสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกฯ เพียงแต่ว่าเพราะไม่ใช่คุณสมัคร ไม่ใช่คุณสมชาย ไม่ใช่ซีกพรรคเพื่อไทย ก็เลยบอกว่าไม่ชอบธรรม อันนี้ประชาชนติดตามได้เอง

"เอาเถอะ ไม่เป็นไร ไม่ต้องการต่อล้อต่อเถียงอยากเลือกตั้งใหม่ก็พร้อม เพราะฉะนั้นก็ช่วยกันดูแลบรรยากาศให้เอื้ออำนวยสำหรับเลือกตั้ง ถ้าบรรยากาศยังรุนแรงไม่สงบ คาดหวังให้เลือกตั้งสวยสดงดงามก็ลำบาก"

ส่วนที่เสื้อแดงเรียกร้องให้รัฐบาลลงสัตยาบันยอมรับผลเลือกตั้งแล้วจะยุติความวุ่นวายนั้น "ไม่ต้องลงสัตยาบันครับ เอาว่าเขาประกาศมาข้างเดียวแล้วกัน ว่าถ้าแพ้เลือกตั้งไม่ได้เป็นรัฐบาลอย่าวุ่นวาย ที่แล้วมามีข้างเขาวุ่นวาย ข้างนี้ไม่ได้วุ่นวายด้วย"

ในฐานะผู้จัดการรัฐบาล เขายืนยันหนักแน่นในกฎ กติกา มารยาท ว่า อย่างไรก็ต้องให้พรรคที่ชนะการเลือกตั้งได้เสียงอันดับที่ 1 เป็นคนตั้งรัฐบาลก่อนแน่นอน

"ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ได้อันดับที่ 1 ก็จัดตั้งรัฐบาล ถ้าพรรคอื่นได้มากกว่าก็ต้องปล่อยให้เขาเป็นคนจัด เราก็นั่งดู แต่ถ้าเขาจัดไม่ได้ก็อีกเรื่องหนึ่งค่อยมาว่ากัน แต่ก่อนอื่นต้องให้คนที่ได้ที่ 1 เป็นคนตั้งรัฐบาลก่อน พวกผมไม่มีปัญหาอยู่แล้ว ถ้าแพ้ก็พร้อมเป็นฝ่ายค้าน ห่วงแต่ตรงที่หากเราชนะแล้วมีพวกไม่ยอมรับ  แล้วออกมาต่อต้านกล่าวหาว่าโกงเลือกตั้ง ออกมาเคลื่อนไหวอีก อันนี้มันก็ไม่จบ"สุเทพ ทิ้งท้ายถึงกลุ่มเสื้อแดงได้ฉุกคิด

ไม่ต้องลงสัตยาบันครับ เอาว่าเขาประกาศมาข้างเดียวแล้วกัน ว่าถ้าแพ้เลือกตั้งไม่ได้เป็นรัฐบาล อย่าวุ่นวาย ที่แล้วมามีข้างเขาวุ่นวายข้างนี้ไม่ได้วุ่นวายด้วย

สุเทพเคลียร์ปัญหาปาล์มแค่...อุบัติเหตุ

จาก "ปาล์มหยดเดียว" บานปลายกลายเป็น"ระเบิดนาปาล์ม" ถล่มรัฐบาลเละไม่เป็นท่า โดยเฉพาะปมปัญหาเรื่อง "สวาปาล์ม" ที่ฝ่ายค้านตีปี๊บเปิดอักษรย่อ "ส" และ "อ" รอขย้ำซ้ำในศึกซักฟอกเที่ยวนี้ สุเทพ เทือกสุบรรณ กับหมวกอีกใบ ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ เปิดใจเคลียร์ทุกปัญหา

เริ่มต้นจากการสรุปบทเรียนว่าปัญหาครั้งนี้เป็นเรื่องประเมินสถานการณ์ผิด ตั้งแต่การคาดการณ์ผลิตปาล์มที่รู้ว่าจะน้อย แต่ไม่รู้ชัดเจนและไม่สอดคล้องกับสถานการณ์จริง ยิ่งซ้ำเติมด้วยภาวะน้ำท่วม ภาวะตกใจกลัวของขาดตลาดจนชาวบ้านแห่กักตุน ทุกอย่างเลยไปกันใหญ่

กลับมาหลังจากช่วงเว้นวรรคเก้าอี้รองนายกฯ ลาออกไปลงเลือกตั้ง "สุเทพ" เรียกประชุมด่วนปลายเดือน พ.ย. รับมือภาวะน้ำมันขาดแคลนที่ประเมินแล้วเห็นว่าน้ำมันปาล์มจะขาดแคลน ก่อนมีข้อสรุป นำน้ำมันปาล์มเข้าจากต่างประเทศมาชดเชย 3 หมื่นตัน

"ฟังรายงานน้ำมันสำรองที่ควรจะมีอยู่ 1.2 แสนตัน แต่ขณะนั้นเหลืออยู่ 8 หมื่นตัน ดังนั้นการนำเข้าอีก 3 หมื่นตันก็จะไม่เป็นปัญหาแต่เอาเข้าจริง กลับต้องมาเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมทำให้ผลผลิตน้อยลงกว่าที่คาดการณ์อีก จากก่อนหน้านี้เจอภัยแล้งเรียกว่าโดนสองต่อ"

ทว่าปัญหาที่ตามมาคือ น้ำมันล็อตดังกล่าวที่กระทรวงพาณิชย์จะไปดำเนินการผลิตน้ำมันบรรจุขวด 22 ล้านลิตร ซึ่งประกาศคุมราคาขายไม่เกินลิตรละ47 บาท ทั้งที่หากจะผลิตขายตามกลไกตลาดปกติ ต้องราคา56-57 บาท

"ไม่รู้ว่ากระทรวงพาณิชย์ถูกกดดันบีบคั้นอย่างไร ถึงไปตกลงราคาที่ 47 บาท โรงงานก็ไม่มีกำลังใจทำขาย เพราะยิ่งขายยิ่งขาดทุน และการคุมราคาเฉพาะน้ำมันขวด แต่ไม่ควบคุมราคาน้ำมันถุง น้ำมันปี๊บ ทำให้ราคาแตกต่างกันมาก บางคนถึงกับจ้างคนมาซื้อน้ำมันขวดเพื่อไปเทใส่ปี๊บขาย และยังต้องเผชิญกับภาวะที่คนตกใจกลัวของขาดตลาดจนต้องซื้อกักตุน จึงยิ่งทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น"

สุเทพ อธิบายว่า ตอนนั้นสถานการณ์ไม่ดีขึ้น วิเคราะห์แล้วเป็นเหตุผลทางจิตวิทยา เรื่องกลัวไม่มีใช้ จึงนำมาสู่การอนุมัตินำเข้า 1.2 แสนตัน เพื่อให้ทุกฝ่ายรู้ว่า น้ำมันมีพอไม่ต้องแย่งกัน เป็นการหวังผลในทางจิตวิทยา แต่โชคไม่ดีอนุมัติไปวันที่ 1 ก.พ.แต่ทาง อคส.ยังซื้อไม่ได้

จนมาวันที่ 19-20 ก.พ. นายกฯ จึงมอบหมายให้ "สุเทพ" มาให้แก้ไข และที่ประชุม ครม.มีมติให้คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันประชุมมาตรการอะไรที่ตกลงได้ โดยให้อำนาจเต็มที่ดูแลครบวงจร ตั้งแต่เกษตรกร โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มดิบ ไปจนถึงโรงกลั่นน้ำมัน ผู้ค้า และประชาชนให้มีน้ำมันเพียงพอบริโภค และราคาไม่แพงกว่านี้"

จากการระดมสมองของกรรมการและทีมงานเกือบ 50 คน ได้ออกเป็นมาตรการรณรงค์ให้เกษตรกรนำปาล์มสุกจริงๆ มาขาย เพราะหากไม่สุก แล้วรีบตัดไปขายจะทำให้ผลิตน้ำมันได้น้อย ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ 15-16% จากน้ำหนักปาล์ม ในขณะที่ประเทศมาเลเซียสามารถสกัดน้ำมันปาล์ม 20% คำนวณแล้วส่วนต่างที่หายไปทั้งประเทศจะเกือบ 3-4 แสนตันต่อปีสุเทพ อธิบายว่า จากการคำนวณได้กำหนดให้โรงงานรับซื้อปาล์มทะลายจากเกษตรกรอย่างน้อยกิโลกรัมละ 7 บาท ซึ่งผลิตเป็นน้ำมันดิบกลั่นออกมาจะตกประมาณกิโลกรัมละ 43-44 บาท ถ้าโรงกลั่นดีๆ ปาล์มสุกดีๆ ปาล์มจะให้ผลผลิตมากก็จะถูกมากกว่านี้

แม้เอกชนและฝ่ายรัฐเชื่อมั่นว่า เดือน มี.ค.เม.ย. จะมีผลผลิตปาล์มออกมาอีก 6 หมื่นตันเม.ย. 7-8 หมื่นตัน พ.ค. แสนตัน แต่ช่วงนี้ถึงเดือน มี.ค. ที่คนตกใจเรื่องการขาดแคลนนั้นต้องแก้ไข ดังนั้นมติคณะกรรมการฯ จึงนำเข้าน้ำมันอีก 3 หมื่นตัน ใช้เวลา 15 วันนำเข้า ก็จะถึงประเทศไทย 10-12 มี.ค.

"เราคิดต่อว่าสั่งเท่าไหร่ถึงจะพอ 3 หมื่นตันก็พอ เพราะกลางเดือน มี.ค. ปาล์มก็จะออกดังนั้นน้ำมันบริโภค 3 หมื่นตัน หรือ 22 ล้านลิตร ก็สามารถกินได้ถึงกลางเดือน เม.ย.ไม่มีปัญหา"

ในที่ประชุมวันนั้นคิดกันว่า ถ้านำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศตันละ 1,310 เหรียญสหรัฐทุกลิตรออกมารัฐจะจ่ายชดเชยลิตรละ 5 บาทแต่ต้องกำหนดราคาขาย 47 บาทต่อลิตร โดยคุมทั้งชนิด ขวด ปี๊บ และถุง อีกทั้งให้นำไขปาล์มหรือสเตอรีน ที่ได้จากการผลิตไปขายให้กระทรวงพลังงานเพื่อผลิตไบโอดีเซล ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนได้อีก ดังนั้น โรงกลั่นน้ำมันอาจจะไม่ได้กำไร แต่เขารักษาลูกค้าไว้ได้ ธุรกิจไปได้กลไกตลาดไม่เสียหาย

สุเทพ อธิบายว่า ในช่วงก่อนถึงเดือน มี.ค.ที่ผลผลิตออกมา ต้องหาวิธีทำให้ประชาชนไม่ตกใจว่าจะขาดแคลน จึงต้องนำน้ำมันในประเทศมาใช้ก่อน 1.5 หมื่นตัน โดยให้กระทรวงพลังงานลดสูตรการผลิตไบโอดีเซลจาก บี3 เหลือ บี2 ซึ่งจะเหลือในตลาด 1 หมื่นตัน และให้โรงงานสกัดน้ำมันไปซื้อส่วนนี้ อีกส่วนหนึ่งจะไปยืมจากกระทรวงพลังงงาน ที่สำรองไว้ตามกฎหมาย 5,000 ตัน ดังนั้นจะมีน้ำมัน 1.5 หมื่นตันมากลั่นทันที

"กรณีทั้งหมดที่ผ่านมาผมถือว่าเป็นอุบัติเหตุที่เราควรจะได้สรุปเป็นบทเรียนวางแผนสำหรับปีต่อๆ ไปผมไม่โทษใครทั้งนั้น ถือว่าเรามีหน้าที่แก้ไขปัญหาให้ประชาชนก็รีบทำทันทีซึ่งจากนี้มั่นใจว่าจะไม่มีการขาดแคลนน้ำมัน ประชาชนไม่ต้องแบกรับภาระราคาเพิ่มขึ้น"

สำหรับเรื่องคนที่แอบแฝงมาหาประโยชน์ "สุเทพ" โยนให้เป็นเรื่องของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จะต้องติดตามหาตัวผู้กระทำผิด ส่วนอักษรย่อ "ส" และ "อ" ที่ปรากฏออกมานั้น ยืนยันว่า "ไม่รู้จริงๆ"