โค้งอันตราย ไทย-เขมร

  • วันที่ 12 ก.พ. 2554 เวลา 08:05 น.

ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชาถูกขยายผลพยายามยกระดับดันเรื่องเข้าสู่ "เวทีโลก" จนถึงวันนี้ปัญหาที่ยืดเยื้อยาวนานหลายสิบปียังไร้วี่แววคลี่คลาย.... 

โดย...ทีมข่าวการเมือง     

ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา ที่ถูก "การเมือง" จากสองฝั่งย่ำยีจนลุกลามบานปลายกลายเป็นเหตุปะทะหลายระลอก และถูกขยายผลพยายามยกระดับดันเรื่องเข้าสู่ "เวทีโลก" จนถึงวันนี้ปัญหาที่ยืดเยื้อยาวนานหลายสิบปียังไร้วี่แววคลี่คลาย 

ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ สส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์กับประสบการณ์ตรงในวังวนปัญหาตั้งแต่สมัยรับตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษสมัยรัฐบาล พล.อ.ชาติชายชุณหะวัณ ผู้เป็นบิดา รับภารกิจการร่วมเจรจาสันติภาพในกัมพูชา และร่วมผลักดันนโยบาย "เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า" มองปัญหาเรื่องนี้...

"ผมคิดว่าเป็นถนนที่คดเคี้ยว เป็นถนนที่เต็มไปด้วยโค้งอันตราย ระหว่างไทยกับเขมร ถ้าเราไม่ระมัดระวัง"

เรื่องความสัมพันธ์ที่ผ่านมามีแต่ขึ้นๆ ลงๆ ไม่มีรัฐบาลไหนที่ทำอะไรได้ 100% กัมพูชามีแนวโน้มสูงที่จะนำเรื่องการเมืองระหว่างประเทศมาเป็นเครื่องมือภายในประเทศ โดยเฉพาะเรื่องเชื้อชาติที่มีลักษณะ"คลั่งชาติ" สูงมาก เพราะเป็นประเทศเล็ก ยากจน อยู่ระหว่างประเทศไทยกับเวียดนาม ทุกครั้งที่เวียดนามบุกเข้ามา เขาก็ต้องเปลี่ยนวัฒนธรรม ทุกครั้งที่ไทยบุกเข้าไป เขาก็เปลี่ยนวัฒนธรรมและผู้ปกครอง

สมัยก่อนอาณาจักรไทยเป็นอาณาจักรแรกที่เผานครวัดจนวอดวาย ถึงขั้นเขมรไม่สามารถกลับเข้ามาอยู่ได้อีกเลย เราก็ต้อนคนจากในวังมาอยู่อยุธยา สมัยร.1 เราต้องรู้ไว้ว่า วัฒนธรรมทั้งหมดของขอม กลายเป็นวัฒนธรรมของเจ้าไทย เป็นศิลปะการปกครองของเจ้าไทย ลักษณะของรัฐไทย จึงดูเหมือนของรัฐขอมมาก ซึ่งผสมผสานกันตั้งแต่ตอนนั้น เป็นเวลาเกือบร้อยปีที่ไทยยึดเขมรไว้ เจ้าเขมรไทยก็เป็นคนแต่งตั้ง

ประเทศไทยเองก็เหมือนกัน ตั้งแต่ จอมพลสฤษดิ์ธนะรัชต์ ที่เริ่มจุดกระแสเกลียดชังชาวเขมร และหลังจากนั้นมารัฐบาลไทยเลยกลายเป็นวัฒนธรรมที่ต้องดูถูกชาวเขมรว่าเป็นเขมรต่ำ เราเป็นเขมรสูง เขาเป็นขี้ข้าฝรั่งเศส เราไม่ได้เป็น กาลเวลาผ่านไป ต่อมารัฐบาลไทยอนุญาตให้สหรัฐจัดตั้งฐานทัพถึง 7 ฐานถล่มทั่วเวียดนาม เขมร ลาว เขมรกลายเป็นประเทศที่ถูกทิ้งระเบิดมากที่สุดเฉลี่ยต่อหัว         

ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ

"ผมถามว่า นอกเหนือจากสนธิสัญญาระหว่างไทยและฝรั่งเศส มีหลักฐานอื่นไหมที่จะสามารถอ้างอิงได้ว่านี่โฉนดที่ดินของเรา อย่าลืมว่าสมัยจอมพล ป. เราบุกถึงพระตะบอง ยึดเขมรอยู่ใต้รัฐบาลไทย 6 ปี สองปีก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 พ่อผม (พล.อ.ชาติชาย)ไปอยู่ที่ลาวยึดครึ่งหนึ่งของลาว ปู่ผม (จอมพลผินชุณหะวัณ) ยึดเชียงตุงเกือบครึ่งหนึ่งของพม่า ใต้ถึงเกดะห์ ยึดหมดเลย เราประกาศคนนั้นเป็นคนไทย"

ต้นตอของปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่ง ไกรศักดิ์ มองว่า มาจากคนไทยที่ล้าหลัง ไร้สติ เติบโตมากับความหยิ่งยโสแบบงี่เง่าของการเป็นไทย เกิดอยากจะให้รัฐไทยครองความเป็นใหญ่ในพื้นที่ และสามารถชี้นกเป็นนก ชี้ลิงเป็นลิง ซึ่งนั่นเป็นภาวะอาณานิคมที่ผ่านมาแล้ว ทั้งที่ชาวบ้านเขาไม่ต้องการพรมแดน

"ทุนไม่มีพรมแดน ทุนมีพรมแดนที่ไหน ชาวบ้านมีพรมแดนที่ไหน เช้าก็หาบไปขายฝั่งนู้น เย็นก็หาบกลับมาขายในไทย หรือขับรถอีแต๋น รถกระบะไปชาวบ้านไม่มีพรมแดน แหล่งที่ก้าวหน้าที่สุดในสายตาของ คาร์ล มาร์กซ์ คือ ประเทศนี้ โลกนี้ ไม่มีพรมแดน เป็นโลกสากล ไม่มีเชื้อชาติ ไม่มีชนชั้น ไม่มีการเกลียดชัง มีแต่ความเท่าเทียม โลกนี้เกือบจะใกล้เคียงสุด คือ ยุโรป ที่ไม่มีพรมแดน"

ส่วนความล้าหลังที่สุดของสังคม คือ การย้อนกลับไปในยุคอาณานิคม ซึ่งมันขัดกันเหลือเกินเรื่องเขตแดนชายแดน วันนี้ก็คือทรัพย์สินส่วนตัวของเจ้าอาณานิคม ทั้งๆ ที่ประชาชนไม่มีพรมแดน ผมถามว่ามีชาวบ้านเป็นหมื่นพันแสน ตั้งแต่ตราดยันศรีสะเกษ ที่ไม่พอใจและออกมาประท้วงร่วมกับไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ กับ วีระ สมความคิด หรือไม่

ไกรศักดิ์ อธิบายว่า ย้อนไปดูที่ จ.แม่ฮ่องสอน มีคนไทย 3.4 แสนคน แต่มีคนพม่า 3.2 แสนคน ห่างกันเล็กน้อย หรือที่ จ.ระนอง จะเป็นจังหวัดใคร พม่าหรือไทย เราจะบ้าไล่เขาออกไปหมดหรืออย่างไร ถ้าตามตรรกะนี้ ไม่มีสันติสุขหรอก จะมีแต่ความเกลียดชังขัดแย้ง ขนาดอินเดียประเทศเดียวกัน ฮินดู มุสลิม ยังฆ่ากันจนถึงทุกวันนี้

ทางแก้ปัญหาของเรื่องพื้นที่พิพาทนั้น จะต้องแก้ไขนำหลักฐานทั้งหมดไปให้เขมรดู เจ้าหน้าที่กระทรวงร่วมกับคณะกรรมการที่มีฝ่ายความมั่นคง ต้องช่วยกันพิจารณา พลาดตรงไหนมาว่ากันใหม่ ทุกอย่างแก้ไขได้ไม่มีอะไรตายตัว ต้องพูดกับเขาดีๆ ไม่ใช่ไปทุบโต๊ะเขาอย่างที่บางฝ่ายต้องการ      

"ผมรับรองว่าเจ้าหน้าที่ของไทยนี่หินที่สุด ผมไปเห็นที่เขาเจรจาระหว่างลาวกับไทย พื้นที่กว้างไม่ถึง 2 เมตรเจรจา 4 ปียังไม่ยอมตกลง ชาวบ้านเลยเปิดถนนทำมาหากินตรงนั้นไม่ได้"        

ถึงวันนี้ค่อนข้างชัดเจนว่าเราเป็นประเทศเข้มแข็งทุกด้านทางเศรษฐกิจ 2 ล้านล้าน เขมรได้เศษหนึ่งส่วนสิบเราหรือเปล่า เราได้ดุลการค้า 85% จากเขมร ดุลการค้าเขมรในจำนวน 2 หมื่นกว่าล้าน เขมรขายให้เรานิดเดียว ในทุกรูปแบบการท่องเที่ยว การลงทุน เราครองความเป็นใหญ่เสียจนน่าเกลียด         

ที่สำคัญอีกอย่างที่หลายคนอาจไม่รู้ คือ สถานทูตไทยในกัมพูชาเป็นสถานทูตที่แพงที่สุดในโลก เพราะส่วนหนึ่งของรัฐบาลไทยอยากแสดงให้เห็นว่าเราให้ความสำคัญมากกับเขมร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จฯ ไปกัมพูชาบ่อยมาก และเป็นพระองค์แรกที่ทรงสร้างวิทยาลัยเทคนิคแห่งแรกในกัมพูชา 

อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องเอ็มโอยู 43 ที่บางกลุ่มโจมตีว่าไทยเสียเปรียบกัมพูชานั้น ไกรศักดิ์ มองว่า อาจจะมีที่เสียเปรียบอยู่บ้าง แต่ในส่วนที่ชาวบ้านได้ประโยชน์ เช่นบางส่วนที่ทะลุไปในเขมร ก็คงไม่ออกมาโวย และไม่มีเจ้าหน้าที่คนไหนจะออกมารับสารภาพว่าเราได้เปรียบ ซึ่งเราได้เปรียบมากกว่าเขมร แต่ประเด็นปราสาทพระวิหารเป็นจุดหนึ่งที่เสียเปรียบ     

"ผมแปลกใจทำไมเจ้าหน้าที่ไม่ลงไปในพื้นที่ซะที แล้วออกมาอธิบายให้เราเห็นชัดเจนซะที แต่ผมบอกได้เลยว่าเราไม่มีวันจะแก้ไขปัญหาชายแดนได้ ให้ทั้งชาติ ถ้ายังมีความคิดกันอย่างนี้ มีอคติกันอย่างนี้ แล้วพร้อมที่จะให้ประเด็นความรักชาติมาเป็นประเด็นการเมืองในการโจมตีกันและกัน เรื่องที่ไม่ควรเป็นเรื่อง สามารถที่จะปลุกระดมมาเผามาฟันกัน

...ถ้าเราฝังหัวว่าต้องให้เป๊ะ ชายแดนต้องถูก ต้องเป๊ะไปหมด ทำไมสมัยฝรั่งเศสกับเยอรมนี ฝรั่งเศสกับสเปนไม่มีการยกทัพฆ่ากันเอาพร้ามาฆ่ากันเรื่องโบราณสถาน ซึ่งมีเป็นร้อยๆ โบราณสถานที่คาบเส้นกันอยู่ ทำไมไม่บ้าคลั่งขนาดนั้น เพราะเขาไม่เคารพพรมแดน ใครจะเข้าออกก็ได้มันเป็นที่สาธารณะ"

คนละทาง

ยืนยันหนักแน่นปักหลักอยู่ใต้ชายคาพระแม่ธรณีไม่หนีหายไปไหน... ส่วนจะบทบาทใด ฐานะใด พร้อมน้อมรับ "มติพรรค"  แต่ในฐานะ "คนคุ้นเคย" ที่เคียงบ่าเคียงไหล่ร่วมอุดมการณ์เหลืองเคลื่อนไหวต่อต้าน "ระบอบทักษิณ" "ไกรศักดิ์" มองความ"เปลี่ยนไป" ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ว่าถอยห่างจากงานภาคสังคม ดังจะเห็นจากชาวไร่ ชาวนา ที่ไม่มีสิทธิขึ้นเวทีพันธมิตรฯ มา 2 ปีแล้ว  แม้แต่ช่วง "เสื้อแดง" ชุมนุม ชาวไร่ ชาวนาที่เข้าไปใน"เสื้อแดง" ก็ไม่ให้ขึ้นเวทีอีก

ประชาชนที่ยากจนไม่สามารถพึ่งพาการเมืองนอกสภาได้เพราะการเมืองนอกสภาไม่ใช่การเมืองในด้านสังคมไปแล้ว แต่เป็นการเมืองที่มีเจ้าของ เป็นทรัพย์สิน ที่มีอะไร ซึ่งเรารู้สึกซ่อนเร้นมาก 

"นักวิชาการที่เราเคยเห็นจากธรรมศาสตร์ จุฬาฯ ไม่มีใครเข้า นักศึกษารามคำแหงที่เข้ามาเป็นร้อยเป็นพัน เป็นกำลังเป็นการ์ด ไม่มีใครเข้ามา ปัญญาชนไม่มีเลย ทางศิลปินที่ยืนหยัดถึงขั้นยอมเสี่ยงติดคุกสุวรรณภูมิก็ไม่มากัน วันนี้มีแต่พวกถือศีลแม่ยก พวกดายฮาร์ด หรือตายยาก ตายแล้วยังเชื่ออยู่ ไม่ต้องมีเหตุมีผล แค่เรียกก็มาแล้ว

ส่วนบทบาท "แม่ทัพ" ลุยสนามอีสานในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งดูเหมือนจะเป็น "ตลกร้าย" กับมติพรรค ซึ่งเสียงส่วนใหญ่ที่เลือกเขามานั่งรองหัวหน้าพรรคภาคอีสานมาจากสาขาพรรคและ สส.ภาคใต้ ในขณะที่เสียงจากพื้นที่อีสานส่วนใหญ่กลับเลือก วิฑูรย์นามบุตร อดีต รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

แต่ในฐานะที่ทำหน้าที่ตรงนี้ คิดว่าประชาธิปัตย์ยังมีโอกาส"ปักธง" ในพื้นที่อีสานเพิ่มขึ้น เพิ่มเติมจากฐานเก้าอี้เดิม 11 ที่นั่งโดยเฉพาะหลังจากสูตรเลือกตั้ง 375+125 ผ่านสภาเรียบร้อย

โดยเฉพาะจากดอกผลของการบริหารงานรัฐบาลที่ "ไกรศักดิ์"แจงว่า สามารถฉุดเศรษฐกิจขึ้นมา 7.8% ธุรกิจขนาดใหญ่ขนาดกลาง ได้ประโยชน์ทั่วหน้า ชาวนา ชาวไร่ พอใจกับนโยบายการประกันราคาสินค้า ข้าวโพด มันสำปะหลัง ที่เขามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายผ่านทางการพูดคุยกับ กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ  ส่วนกลุ่มที่ยากจนราว 6.9 ล้านคน ก็ยากจนต่อไปไม่ได้ประโยชน์ในทุกยุคทุกสมัย         

ไกรศักดิ์ ยืนยันว่า รัฐบาลนี้สร้างผลงานได้ถึงคนกลุ่มใหญ่มากกว่า รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ แน่นอน การศึกษาฟรี รักษาฟรีเบี้ยคนชรา เบี้ยคนพิการ การคอร์รัปชันที่ผ่านมาก็ไม่มี มีแต่พรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งไม่มีหลักฐานต่อเนื่อง เพราะประชาธิปัตย์ทำหน้าที่ขัดขวางการโกงกินในรัฐบาลตัวเอง จนเป็นอาชีพหลักของนายกฯ         

เห็นได้ชัดคือ ประชาธิปัตย์มีคะแนนเสียงกระเตื้องขึ้นทั่วประเทศ รวมทั้งในภาคอีสาน แต่ไม่มีคนไป "เก็บเกี่ยว" ขาดคนขาดปัจจัย

"ผมเองเป็นอุบัติเหตุมาเป็นรองหัวหน้าพรรค ขาดแคลนคนจริงๆ อีสาน และยุทธศาสตร์ยุทธวิธี ต้องยอมรับว่าน่าจะอ่อนแอสิ่งที่ผมอาจจะแข็งคือเรื่องนโยบาย ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นนักการเมืองที่ไม่สมบูรณ์เท่าไหร่ แต่ในประชาธิปัตย์ มันต้องสมบูรณ์ทั้งสองเรื่อง ขึ้นเวทีต้องแสดงได้ เลือกตั้งก็ต้องมีประสิทธิภาพ

คุณวิฑูรย์เก่งกว่าผมเยอะ แค่ไปพลาดเรื่องปลากระป๋องเน่าเท่านั้น ส่วนจะวางบทบาทการเลือกตั้งครั้งหน้ายังไงขึ้นอยู่กับพรรค คุณเชื่อหรือเปล่า คุณสุเทพ คุณไตรรงค์ หรือคุณอภิสิทธิ์ไม่สามารถชี้นกเป็นนกได้เลย ในพรรคขึ้นกับการเลือกตั้ง"         

ส่วนเพื่อนฝูงที่เคยสนิทสนมกันสมัยร่วมงานพันธมิตรฯ และชักชวนดึงตัวไปร่วมงานกับ "พรรคการเมืองใหม่" ไกรศักดิ์ยอมรับว่ามีอยู่บ้าง แต่ก็ตอบปฏิเสธไป

"เพื่อนกันทั้งน้าน...แต่พอเมาก็ไปคนละทาง"

บ้าบิ่น 

ต้องแวะเวียน เข้าๆ ออกๆ โรงพยาบาลเป็นว่าเล่น ปัญหาอยู่ที่ 2 โรคหลัก ทั้งกระดูกทับเส้นประสาท ที่อาการรุนแรง จนเจ็บ ปวดขยับตัวลำบาก ชนิดที่เวลาเป็นหนัก ไม่สามารถอยู่ได้โดยปราศจากยา ต้องคอยฉีดยาระงับอาการเป็นระยะ ซ้ำด้วยโรคกล่องเสียงอักเสบสุ่มเสี่ยงต่อการขยายตัวเป็นมะเร็ง

สำหรับ "กระดูกทับเส้นประสาท" สืบสาวต้นตอแล้ว เจ้าตัวสันนิษฐานว่ามาจากการเล่นกีฬาอย่างหนักหน่วงในช่วงวัยที่ผ่านมา โดยเฉพาะกีฬาโลดโผนโจนทะยานทั้งหลาย ทั้ง เทนนิสขี่ม้า จักรยาน มอเตอร์ไซค์ และเดินป่า

ช่วงนี้จึงมีอันต้องยกเลิกกิจกรรมโปรด ซุ่มฟิตความพร้อมเตรียมลุยศึกเลือกตั้งที่ใกล้เข้ามาจนน่าจะออกแนวครั่นเนื้อครั่นตัว โดยเฉพาะอย่างการ "ขี่ม้า" ซึ่งไม่ใช่ขี่ม้าอย่างคนปกติธรรมดา แต่เป็นการขี่ขึ้นไปตามทางขึ้นเขา หรือเทรลไรดิง

ที่ผ่านมาพอว่างจากหน้าที่การงานเมื่อไหร่มีอันต้องปลีกตัวนัดกลุ่มก๊วนลุยขี่ม้าขึ้นเขาใหญ่กันจนบางเดือนบ่อยถึง 2-3 ครั้งต่อเดือน สมาชิกในก๊วนก็ไม่ใช่ธรรมดา บางคนมีดีกรีเป็นนักกีฬาขี่ม้าข้ามเครื่องกีดขวางที่เคยสร้างผลงานในสนามต่างประเทศมาแล้ว

ระยะทาง 5-6 กิโล ที่ลัดเลาะไปตามเขาบางครั้งต้องหยุดพักม้าถ้าเดินทางไกล มีแวะกินข้าวระหว่างทาง แต่ก็หยุดมากไม่ได้ เพราะสัญชาตญาณม้ากลัวสัตว์ป่า ถ้าได้กลิ่นสัตว์ป่าอื่นจะตื่นและวิ่งหนี ซึ่งจะเป็นอันตรายมาก         

"เพื่อนผมเป็นเจ้าหน้าที่ ซี 11 ขี่ม้าด้วยกันตกม้าลงมา หัวโขกพื้น ตายเลย อันตรายมาก" 

กระนั้น อาจารย์โต้งยังยืนยันว่าไม่เลิก ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะความ "บ้าบิ่น" ในตัวโดยเฉพาะเสน่ห์ของกีฬาประเภทนี้ ที่จะท้าทายในช่วงทางชันที่จะต้องควบให้ถึงที่สุด ส่วนการควบมอเตอร์ไซค์ทางไกลอย่างแต่ก่อน ด้วยสภาพร่างกายปัจจุบัน ทำให้ต้องลดลง

ก่อนจะหันมาขี่จักรยาน ที่นอกจากจะเป็นกิจกรรมยืดเส้นยืดสายระหว่างอยู่กรุงเทพฯ ดังจะเห็นขี่จักรยานคู่ใจไปไหนต่อไหนละแวกบ้านไปร้านอาหาร ทำนู่น ทำนี่ ในช่วงเย็น ช่วงค่ำทว่าเพื่อความปลอดภัย ระยะนี้จึงอาจจะต้องวางมือจากกิจกรรมโลดโผนลดความบ้าบิ่นลงมาเตรียมสภาพร่างกายก่อนจะถึงศึกใหญ่ที่ใกล้เข้ามา

ที่ผ่านมาพอว่างจากหน้าที่การงานเมื่อไหร่ มีอันต้องปลีกตัวสุ่มเสี่ยงต่อการขยายตัวเป็นมะเร็งนัดกลุ่มก๊วนลุยขี่ม้าขึ้นเขาใหญ่กันจนบางเดือนบ่อยถึง 2-3 ครั้งต่อเดือน สมาชิกในก๊วนก็ไม่ใช่ธรรมดา บางคนมีดีกรีเป็นนักกีฬาขี่ม้าข้ามเครื่องกีดขวางที่เคยสร้างผลงานในสนามต่างประเทศมาแล้ว 

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ