กางสถิติบึ้ม!!! ระเบิดการเมืองสยองกรุง

วันที่ 25 ม.ค. 2554 เวลา 18:39 น.
กางสถิติ “ระเบิดทางการเมือง” นับตั้งแต่การเริ่มชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง เมื่อปีที่แล้วที่สร้างความน่าสะพรึงกลัวไปทุกหย่อมหญ้า...

โดย....กันติพิชญ์ ใจบุญ

เหตุการณ์การชุมนุมทางการเมืองของประเทศไทยในแต่ละครั้ง สิ่งที่น่าห่วงที่สุดคงหนีไม่พ้นเรื่องความรุนแรง ที่หลายบริบท หลายเหตุการณ์ ล้วนแต่สร้างประสบการณ์ความรุนแรงให้ได้พบเห็นกัน บ้างก็รุนแรงมาก บ้างก็รุนแรงน้อย แต่ทุกครั้งย่อมต้องเกิดการสูญเสียที่พี่น้องคนไทยต้องออกมาเข่นฆ่ากันเอง 

แน่นอนว่า การชุมนุมทางการเมืองไม่ว่าจะเป็นกลุ่มสีเสื้อใดก็ตาม หรือกลุ่มใดที่มุ่งเอาผลประโยชน์ ตามที่แต่ละฝ่ายเห็นว่า “เหมาะสม” คำว่า “ระเบิด” หรือการ “สร้างสถานการณ์” จะต้องเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างเลี่ยงไม่ได้  เพราะปัจจุบันนี้ ต้องยอมรับกันว่า ประเทศไทยยังคงมีกลุ่มที่นิยมใช้ความรุนแรงเพื่อเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอยู่ 

เมื่อกางสถิติออกมา “ระเบิดทางการเมือง” นับตั้งแต่ปฐมบทของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่สร้างความน่าสะพรึงกลัวไปทุกหย่อมหญ้า กับเหตุการณ์เมื่อช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคมของปีเสือที่ผ่านมา จวบจนถึงปัจจุบันนี้ เกิดเหตุไปราว 130 เหตุการณ์ แยกเป็นพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล 122 เหตุการณ์ และในภูธร 18 เหตุการณ์  มากมายซะน่ากลัวทีเดียว

หากเก็บกู้ได้ก็ถือเป็นโชคของเจ้าหน้าที่และชาวบ้านที่อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุ บางรายก็เก็บไม่ทัน เกิดเหตุตูมตามให้ได้รับความเดือดร้อนอย่างทั่วถึงกัน  แต่ระเบิดชนิดใดบ้างที่ยอดฮิต หรือเป็นที่นิยมในการก่อเหตุทางการเมืองบ้าง ไขไล่เลียงแบ่งเป็น 2 รูปแบบ คือ 

1.ระเบิดแบบขว้างหรือยิง ที่เป็นยุทธภัณฑ์ มีอยู่ 4 ชนิด คือ ระเบิดขว้างแบบเอ็ม 26 กับเอ็ม 67 และระเบิดที่ใช้ยิงจากเครื่องยิงเอ็ม 79 กับ เอ็ม 203 เหตุระเบิดรูปแบบนี้ มักพุ่งเป้าไปยังสถานที่ที่เป็นสัญลักษณ์ทางการเมือง แต่ไม่ค่อยสร้างความสูญเสียชีวิต และทรัพย์สินมากนัก 

2.ระเบิดแสวงเครื่อง หมายถึงการนำเอาวัสดุที่มีอยู่รอบตัว หรือวัสดุที่สามารถจัดหาได้ง่าย เช่น ปุ๋ยแอมโมเนียมไนเตรท (ยูเรีย) ซึ่งมีอยู่ทั่วไป นำมาประดิษฐ์เป็นระเบิด โดยนำมาผสมกับสารเคมี เช่น น้ำมัน อุปกรณ์ไฟฟ้า และอุปกรณ์อิเลคทรอนิคส์ต่างๆ 

ระเบิดแสวงเครื่องที่ใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าในการจุดระเบิด เป็นที่นิยมอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องจากประดิษฐ์ได้ง่าย สามารถกำหนดเวลา, ควบคุมจังหวะการทำงานได้แน่นอน ทั้งยังควบคุมการทำงานได้ในระยะไกล สามารถสร้างความซับซ้อนตอบสนองต่อวัตถุประสงค์ของผู้ประดิษฐ์ได้หลายรูปแบบ  ตรงจุดนี้จะน่ากลัวมากกว่า เพราะตัว “ระเบิดแสวงเครื่อง” จะสร้างความเสียหายได้มากกว่าระเบิดแบบยิง หรือแบบขว้าง 

สยองกันบ้างหรือเปล่ากับเหตุการณ์ในเมืองไทย โดยเฉพาะเมืองหลวงที่เกิดเหตุมากมายง แต่ทุกเหตุการณ์นั่นเป็นเพราะต้องการหวังผลทางการเมืองทั้งสิ้น หวังผลให้กระทบต่อความมั่นคง ความน่าเชื่อถือของรัฐบาลจะได้ลดน้อยถอยลงไป หรืออีกนัยก็เป็นลักษณะการก่อเหตุในเชิงซักซ้อม ดูแผนปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เพื่อหาช่องโหว่เข้าไปจัดการ “ซ้ำ” เข้าไปอีก

สุดอันตรายเป็นอย่างยิ่งเพราะพื้นที่ของกทม.กว้างใหญ่ไพศาล แน่นอนว่าการตรวจตราย่อมเป็นไปได้ยาก ถึงแม้เจ้าหน้าที่จะเฝ้าระวังแต่ในพื้นที่สัญลักษณ์ทางการเมือง ทั้งที่ตั้งพรรคการเมือง บ้านพักบุคคลสำคัญ สถานที่สำคัญ แต่ก็ใช่ว่าพื้นที่อื่นๆ จะปลอดภัยตามไปด้วย

อย่างไรก็ตาม การชุมนุมทางการเมืองแต่ละครั้ง เหตุการณ์รุนแรงที่หลายคนหวั่น ก็ต้องคำนึงในหัวจิตหัวใจกันบ้าง เพราะไม่รู้ว่าดวงตัวเองจะต้องไปเจอเหตุเมื่อไหร่

มือเก็บกู้ระเบิดแถวหน้าของเมืองไทยอย่าง พ.ต.ท.กำธร อุ่ยเจริญ รองผกก.กลุ่มงานตรวจพิสูจน์และเก็บกู้วัตถุระเบิด ของกองบัญชาการตำรวจนครบาล พูดไว้ให้ฟังอย่างน่าสนใจเกี่ยวกับ “ระเบิดการเมือง” นับตั้งแต่เหตุการณ์วุ่นวายของบ้านเมืองในช่วงที่ผ่านมาว่า จากสถิติที่รวบรวมไว้ แบ่งเป็นในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา

สถิติเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล ตั้งแต่ช่วงที่มีการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงและเสื้อเหลืองตั้งแต่ปี 2549 จนถึงขณะนี้ มีเหตุการณ์ระเบิดเกิดขึ้นทั้งหมด 122 ครั้ง รวมครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 24 ม.ค.ที่ผ่านมา มีการจับกุม 5 ผู้ต้องหาพร้อมอาวุธสงคราม เครื่องยิงระเบิดอาร์พีจี และเครื่องกระสุนเป็นจำนวนมาก  ซึ่งเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นนั้นพบว่า มีครั้งที่ 114 ที่สมานเมตตาแมนชั่นนั้นมีความร้ายแรงมากที่สุด เป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก

“จากเหตุการณ์ระเบิดจำนวน 122 ครั้งนั้นพบว่าที่เจ้าหน้าที่หน่วยอีโอดี สามารถเข้าไปเก็บกู้ได้โดยไม่มีการระเบิดทำลายล้างได้ถึง 60  % ส่วนที่เหลือ 40 %นั้นเป็นเหตุการณ์ที่มีการระเบิดไปแล้ว  และพบว่า 50 % ของวัตถุระเบิดที่เก็บกู้ได้ส่วนใหญ่เป็นระเบิดชนิดแสวงเครื่อง ที่ประกอบจากดินระเบิด มีทั้งจำพวกแรงดันต่ำและแรงดันสูง  ระเบิดแบบขว้าง และแบบยิงเอ็ม 79 เอ็ม 67 และ อาร์พีจี แต่ในรอบปี 2553 จนถึงวันนี้ (25 ม.ค.) ในกรุงเทพฯพบว่างานตรวจเก็บกู้วัตถุระเบิด เกิดขึ้นไปแล้ว 56 ครั้ง ทุกครั้งล้วนเป็นระเบิดที่ต้องเข้าไปเก็บกู้ทั้งสิ้น”

หลายต่อหลายเหตุการณ์ที่ปะทุขึ้นจากการเมือง ความรุนแรงที่ก่อขึ้นจากระเบิดไม่ว่าชนิดใด หรือแม้แต่การเอาอาวุธเข้าประหัตประหารกัน ล้วนส่งผลเสียต่อชีวิต บ้านเมือง และประเทศชาติอย่างรุนแรง ถึงแม้ว่าแต่ละฝักฝ่ายจะมีอุดมการณ์ทางการเมืองที่ไม่เหมือนกัน ต่างคนต่างความต้องการ

แต่การเอาความรุนแรงเข้ามาใช้ ล้วนแต่เป็นหนทางที่ไม่ถูกต้อง เพราะถึงแม้ “พวกเขา” ที่มาร่วมชุมนุมทางการเมือง จะต้องการเรียกร้องมากมายเท่าใด แต่การ “สูญเสีย” ก็เป็นอีกสิ่งที่พวกเขา และประชาชนทั่วไปไม่ต้องการอย่างแน่นอน !!!

บทความแนะนำ