"ให้อยู่กับปัจจุบัน"ปลดล็อคผู้ต้องขังโทษประหาร

วันที่ 31 พ.ค. 2565 เวลา 12:04 น.
"ให้อยู่กับปัจจุบัน"ปลดล็อคผู้ต้องขังโทษประหาร
โดย... กิ่งอ้อ เล่าฮง

**************************

นานกว่า 5 ปีที่มีการตัดสินผู้ต้องขังนักโทษประหารชีวิตคนสุดล่าสุดด้วยการฉีดยาให้หลับ ในวาระสุดท้ายของผู้ถูกตัดสินชีวิต แม้จะรู้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะต้องมาถึงสักวันแต่ด้วยความรู้สึกของมนุษย์ก็ยากจะทำใจ

เมื่อช่วงเช้าวันที่ 12 พ.ค.ที่ผ่านมา พระครูภาวนาวิริยวัฒน์ หรือ พระอาจารย์อารยวังโส เจ้าอาวาสวัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชน (ธ) ในพระราชูปภัมป์ จ.ลำพูน ได้เข้าไปบรรยายธรรมให้กับผู้ต้องขังโทษประหารชีวิตในเรือนจำกลางบางขวางจำนวนหนึ่ง จากตัวเลขทั้งหมดในปัจจุบันกรมราชทัณฑ์มีนักโทษประหารชีวิตจำนวน 255 คน

ธรรมบรรยายที่พระอาจารย์นำเข้าไปพูดคุยกับผู้ต้องขังโทษประหาร

อาตมาไปรับฟังความรู้สึกของผู้ต้องขังโทษประหาร และแนะนำสิ่งที่เขาควรปฎิบัติตามหลักของพระศาสนา เช่น การรักษาจิตตนเองในปัจจุบันและจะใช่้ชีวิตที่เหลืออยู่ให้มีประโยชน์อย่างไร ไมให้วิตกกังวลเกินไป เป็นการให้กำลังใจจนลมหายใจเฮีอกสุดท้าย แม้ที่สุดคือ ลมหายใจอย่าได้ทิ้ง ยอมรับกฎเกณฑ์ของกรรม ให้เข้าใจว่า เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดา เหมือนการเติมน้ำสะอาดไปในน้ำที่ไม่ดี เป็นการไปให้ความมั่นใจว่า เขายังมีโอกาสทำความดีได้ และตราบที่ยังมีลมหาย ใจอยู่โอกาสที่จะได้รับพระราชทานอภัยโทษหรือการลดหย่อนผ่อนโทษก็ยังมี

ให้ใช้หลักอธิษฐานธรรม คือการทำสิ่งหนึ่งและผลจากการทำนั้นให้ประโยชน์กับเราเอง สอนสิ่งที่ควรกระทำทั้งพึ่งตน และพึ่งธรรม ในช่วงสุดท้ายของชีวิต ให้เอาชีวิตของตัวเองเป็นข้อศึกษา เช่น ในอดีต พระภิกษุที่เคยมาจากผู้ต้องโทษทั้งหลาย ท่านสามารถพัฒนาจิตสูงสุดเป็นพระอริยเจ้าได้ เมื่อไหร่ก็ตามทำตนให้พึ่งธรรมได้อำนาจธรรมก็จะปกป้องผู้ประพฤติธรรมได้สอนเทคนิควิธีการ เช่น ทำสมาธิ เพื่อให้รู้จักการอธิษฐานธรรม

ซึ่งนักโทษทุกคนก็ทำได้ เป็นหลักอิทธิบาทธรรม เชื่อมั่นในสิ่งที่เป็นความดี และกรรมฐานที่ให้ไปคือ ให้ระลึกถึงพ่อ แม่ ทุกลมหายใจเข้าออก ซึ่งเราไม่เคยทำกันเลย สิ่งที่ต้องสำนึกว่าลมหายใจนี้ เป็นของพ่อ แม่ เท่ากับเราได้บูชาคุณพ่อแม่แล้วนะ ให้เห็นว่าคุณค่าของความเป็นมนุษย์ทุกคนเท่าเทียมกัน ภายใต้กฎแห่งกรรม และอำนาจของธรรม

ข้อวิตกกังวลของนักโทษประหารที่สื่อสารกับพระอาจารย์มีอะไรบ้าง

ส่วนใหญ่เขาจะวิตกกังวลและมีความเครียดจากโทษการถูกประหารชีวิต คือ กลัวความตาย และความห่วงใยต่างๆที่เกิดขึ้น ก็ต้องไปปลดล็อคความรู้สึกว่า เรื่องภายนอกไม่ต้องห่วงให้อยูู่กับปัจจุบัน เพราะโทษประหารยังมาไม่ถึง ให้อยู่กับปัจจุบันและทำปัจจุบันให้มีคุณค่า นี่คือข้อสรุป และคุณธรรมตรงนี้จะทำให้เราพ้นทุกข์ภัยได้ ซึ่งเขาได้ฟังแล้วก็มีแต่รอยยิ้ม

การเทศน์คำแนะนำผู้ต้องขังโทษประหารกับการสอนบุคคลทั่วไปฟังแตกต่างกันหรือไม่

แตกต่างกันมาก จุดของคนที่มีความทุกข์ ถ้าเราพลิกกลับเอาทุกข์ของเขามาเป็นข้อศึกษา เอาชีวิตของเขามาเรียนรู้ความจริง พระพุทธเจ้าตรัสรู้ความจริงอริยสัจจากความทุกข์ในชีวิตนี้ เขาอาจเป็นทุกข์เวทนา จากการถูกคุมขัง แต่เราแปลงทุกข์ตัวนั้นให้เป็นอริยสัจว่า ทุกข์แท้จริง คือ ทุกข์ที่เราเกิดมาต่างหาก คือ ทุกข์ในสังสารวัฏ แต่ทุกข์แบบปวดแขน ขาถูกคุมขัง ทั่วไปเป็นทุกข์ที่เราพยายามจะหลีกหนี แต่ทุกข์แท้ๆ ที่อยู่กับเรา คือ การเกิด ตาย อยู่ในทุกขณะในลมหายใจเข้าออกมากกว่า การเห็นความเกิด ความตายตรงนี้ได้ จะทำให้เราเบาบางความกลัวตายได้ เมื่อพูดความรู้สึกตรงนี้ให้เขาฟัง เขาจึงรับได้มากกว่าคนทั่วไป

หลังจากผู้ต้องขังโทษประหารฟังเทศน์แล้วมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นหรือไม่

เห็นชัดจากการแสดงออก พูดคุยด้วย เขามีรอยยิ้มมากขึ้น รู้สึกสบายใจ และบอกอาตมาว่าขอให้พระมาเยี่ยมบ่อยๆ การไหว้ การกราบ การมอง อาตมามองว่าเขาเป็นลูกศิษย์คนหนึ่ง ไม่ได้เป็นคนนอก การพูดคุยปฎิสันถาร เราไปเติมเต็มความรู้สึกบางอย่างที่ขาดของเขา แม้จะขาดพ่อแม่พี่น้องและสังคม แต่ก็ยังมีพระเป็นที่พึ่ง

ดังนั้นที่ผ่านมาจึงมีผู้ต้องขังเขียนจดหมายไปถึงอาตมาที่วัด หลายๆเรื่องที่พระเข้าไปช่วยแก้ปัญหา โดยที่กรมราชทัณฑ์ อาจไม่ทราบ เช่น เมียเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน แต่ผัวค้ายาเสพติด เมียต้องถูกให้ออกจากผู้ช่วยฯ อาตมาต้องไปช่วยเจรจากับกำนัน ให้ช่วยเหลือรับเมียเป็นผู้ช่วยสารวัตรกำนัน เพราะผัวถูกจับ เมียถูกปลด รายได้ก็ไม่มี แต่ต้องเลี้ยงครอบครัว ก็ต้องไปช่วยส่งลูกเขาให้ได้เรียนหนังสือ เราก็ต้องเลือกดูเหมาะสม มีการลงไปสอบสวนข้อมูลว่าจริงหรือไม่ จริงก็ให้ความช่วยเหลือไป

ทราบว่าที่ผ่านมามีผู้ต้องขังที่พ้นโทษแล้วได้ออกมาบวชในโครงการพัชรธรรม

โครงการพัชรธรรม เป็นการช่วยเหลือผู้ต้องขังที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมราชทัณฑ์ให้มีการพัฒนาชีวิตและพร้อมที่จะเผชิญปัญหา มีกำลังใจต่อสู้กับทุกสภาพแวดล้อมที่ต้องเจอ และชีวิตตัวเองก้าวผ่านออกไป เหมือนคนในสังคมทั่วไป ที่ผ่านมามีพระที่เคยเป็นผู้ต้องขังที่ออกมาบวชในโครงการสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ยอมรับว่า พระที่ออกมาบวชก็ปฎิบัติดีมาก เคร่งครัดมาก

ขณะนี้มีการอบรมพระจากโครงการพัชรธรรมจากเรือนจำที่วัดป่าอริยวังสารามที่อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเราทำไปแล้ว 4รุ่น จำนวน 32 รูป พระเหล่านี้จะต้องลงไปปฎิบัติศาสนกิจในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย โดยการดูแลของกองทัพภาคที่ 4 โดยจะลงพื้นที่จำวัดเป็นเวลา 1 เดือน จะเดินทางไปวันที่ 16 พค.นี้ วัดละ 5 รูป 5 จังหวัด

เหตุที่เราส่งไปเพื่อต้องการให้พระท่านเห็นว่าตนเองเป็นบุคคลที่มีคุณค่า เมื่อมีความเข้าใจธรรม ไม่ใช่ทรัพย์สินภายนอก ไม่ติดกับความโลภ ความโกรธ ยาเสพติด ก็จากความโลภ ติดยาก็มาจากความโลภทั้งนั้น หากทำให้เห็นว่า ความสุขที่แท้จริงอยู่ที่คุณค่าของชีวิตต่างหาก วันนี้พระเหล่านี้มีมากขึ้น โดยจะมีทีมวิทยากร และพระพี่เลี้ยงคอยดูแล และให้ไปเรียนรู้ความแตกต่างในสังคมพหุวัฒนธรรม โดยจะมีดร.จรัญ มะลูลีม นักวิชาการท่านอื่นๆมาให้ความรู้เรื่องอิสสามศึกษา อินเดียศึกษา

พระในโครงการพัชรธรรมแตกต่างจากพระสงฆ์อื่นๆอย่างไร

แตกต่างตรงที่พระทั่วไปจะสอน สมาธิ บาลีธรม การเรียนรู้ แต่พระโครงการฯนี้จะสร้างความสำนึกด้วยวิถีธรรมชาติศึกษา ให้มองเห็นสัจธรรมว่าความทุกข์ที่ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ให้รู้ว่าที่เราพบปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตที่ผ่านมา เพราะเราไม่ได้แก้ที่ตัวเอง จึงต้องให้เขากลับ มามองตัวเอง นิยามของพระพัชรธรรม คือ สามารถพัฒนาและพึ่งตนเองได้ โดยไม่ต้องไปเรียกร้องใคร เช่น ถ้าต้องโทษประหารชีวิต ก็ต้องยอมรับโทษนั้น ถ้าทำวันนี้ดี ปฎิบัติดี ตายแล้ว ไปสู่สุขคติแน่ๆ คือต้องรู้เส้นทางแห่งธรรม ถ้าจะตายก็แบบไม่สูญเสียธรรม เป็นวิถีของศาสนา

ทุกครั้งที่ไปเทศน์ให้ผู้ต้องขังฟัง ไม่ว่าจะเป้นผู้ต้องขังโทษประหาร หรือ ผู้ต้องขังในเรือนจำทั่วไป เมื่อกลับไปแล้วมีจดหมายของผู้ต้องขังจากเรือนจำมาถึงอาตมา และโครงการฯจากหลายๆจังหวัด ได้จดหมายมาเท่าไหร่ อาตมาก็ถวายพระองค์ท่าน(เจ้าฟ้าพัชรกิตติยาภาฯ) ให้ได้ทรงอ่านจะได้ช่วยแก้ปัญหาให้ถูกทาง ให้ท่านรับผิดชอบดูแลไป พระไม่มีอะไรจะให้ ก็ต้องพึ่งผู้ที่มีฐานะทั้งหลายช่วยเหลือ

สำหรับพระที่บวชในโครงการฯ เมื่อกลับไปเยี่ยมครอบครัวทุกคนก็ดีใจ วันนี้เป็นพระแล้วนะ เพราะตอนที่บวชไม่มีใครได้มากัน เรียนรู้ว่าพระที่แท้จริงคืออะไร ไม่บวชแล้วมานั่งๆนอนๆ อาตมา ไม่ต้องการให้พระในโครงการพัชรธรรมเป็นปัญหาสังคมของพระศาสนา จึงต้องคัดมา ไม่ใช่ว่า ผู้ต้องขังทุกคนจะมาบวชได้