ศึกรธน.ยังไม่จบหาทางสายกลางคลายความขัดแย้ง

วันที่ 20 พ.ย. 2564 เวลา 16:10 น.
ศึกรธน.ยังไม่จบหาทางสายกลางคลายความขัดแย้ง
โดย...ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม 

***************

เป็นไปตามคาดรัฐสภาคว่ำร่างรธน.ฉบับประชาชน เรียบร้อยโรงเรียนประยุทธ์ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า การขับเคลื่อนเพื่อร่างรธน.ฉบับใหม่ โละรธน.2560 กลไกคสช. ทิ้งจะจบเพียงแค่นี้ ยังเป็นศึกยาวเข้มข้นต่อเนื่องไปจนถึงการเลือกตั้งครั้งหน้าและหลังมีรัฐบาลใหม่

ไม่ใช่ครั้งแรกที่รัฐสภาชุดนี้ที่มีพรรคพลังประชารัฐและ สว.ปฏิเสธร่างรธน.ที่เสนอโดยภาคประชาชน แต่ถือเป็นครั้งที่สองในรอบเกือบ 3 ปีของรัฐสภายุคพล.อ.ประยุทธ์ มีการพิจารณาแก้ไขรธน.อย่างต่อเนื่อง รวมแล้ว 3 ครั้งใหญ่

รอบแรกที่กล่าวมาซึ่งเป็นความหวังพรรคพลังประชารัฐและ สว.ปัดตกไป ครั้งแรก ปี 2563 กลุ่มไอลอว์เสนอแก้ร่างแก้ไขรธน.มีประชาชนเข้าชื่อ 98,041 คน หลักการของร่าง คือ รื้อมรดกผลพวงคสช. ไม่ว่า จะเป็น ยกเลิก สว.แต่งตั้ง เปลี่ยนให้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ยกเลิกนายกฯ คนนอก ยกเลิกที่มาและอำนาจ ส.ว.ที่ให้เลือกนายกรัฐมนตรีได้ โละแผนยุทธศาสตร์ชาติ และแผนปฏิรูปทิ้ง

แต่สว.และพรรคพลังประชารัฐ ตีตกร่างของไอลอว์ แต่ไปรับหลักการร่างแก้ไขรธน.ของพรรครัฐบาลและพรรคเพื่อไทยฝ่ายค้านที่เสนอให้มีการแก้ไขม. 256 ตั้งสภาร่างรธน.เพื่อเขียนรธน.ใหม่ทั้งฉบับ

คราวนั้นถือเป็นการพิจารณาแก้ไขรธน.ครั้งแรกของรัฐสภาภายใต้รัฐบาลประยุทธ์

เมื่อรัฐสภารับหลักการให้แก้ม. 256 ปลุกความหวังของสังคมที่จะเห็นรัฐสภาแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองตามครรลองประชาธิปไตย แต่สุดท้ายผ่านมาอีกไม่กี่เดือน พปชร. และ สว. ก็ตลบตะแลงคว่ำร่างในวาระ 3 เบรกการตั้งสสร. เพราะชั่งใจแล้วกลัวจะสูญเสียอำนาจที่มีอยู่ในรธน.2560 ซึ่งสร้างกลไกความได้เปรียบให้กับระบอบคสช. ขณะที่กระแสขับไล่รัฐบาลประยุทธ์และการปลุกเร้าให้ปฏิรูปสถากษัตริย์ของม็อบสามนิ้วกำลังเข้มข้น เสียงก่นด่ารัฐบาลประยุทธ์ไม่จริงใจแก้รธน.เพื่อสร้างความปรองดองดังไปทั่วทุกหนแหง

รอบสอง รัฐสภาเห็นชอบการแก้ไขร่างรธน.แก้ระบบเลือกตั้งจากระบบจัดสรรปันส่วนผสมเป็นปาร์ตี้ลิสต์เพียงประเด็นเดียวตามการเสนอแก้ของพรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย ขณะนี้รอเพียงการโปรดเกล้าฯบังคับใช้

รอบสาม ล่าสุดกลางสัปดาห์ที่รัฐสภาคว่ำร่างภาคประชาชนจากกลุ่มรีโซรูลั่น นำโดย พริษฐ์ วัชรสินธุ และ ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า ในฐานะตัวแทนกลุ่ม Re-Solution มีประชาชนเข้าชื่อ 135,247 คน หลักการคือ ถอดรื้อกลไกระบอบประยุทธ์

กล่าวได้ว่า เกือบ 3 ปีมานี้ พรรคพปชร.และ สว.เครือข่ายประยุทธ์ ต้องการรักษาความได้เปรียบทางการเมืองจึงไม่แก้รธน.2560 พรรคพลังประชารัฐและสว. ทำลายความหวังในการตั้งสภาร่างรธน. มีที่ยอมแก้เรื่องเดียว คือ ประเด็นระบบเลือกตั้ง ซึ่งเป็นผลประโยชน์ของนักการเมืองนักการเมืองด้วยกัน ระหว่างรัฐบาลและฝ่ายค้าน ไม่ใช่ประโยชน์ของประเทศชาติ นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลประยุทธ์ข้อ 12 สนับสนุนให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ จึงเป็นเฟคนิวส์ที่ลวงโลกขำไม่ออก

แต่ถามว่า ร่างภาคประชาชนของกลุ่มRe-Solution นำโดยปิยบุตร -ไอติม ที่แม้จะตกไป แต่พรรคก้าวไกลขานรับใช้เป็นนโยบายหาเสียงต่อ เป็นทางออกให้สังคมไทยแก้วิกฤตความขัดแย้งได้หรือไม่ ก็ไม่ได้ เพราะถ้านำไปใช้จริงจะยิ่งเพิ่มความขัดแย้งมากขึ้น

หลักการของร่างของปิยะบุตร-ไอติม รื้อระบอบประยุทธ์ คือ

1ล้ม ส.ว. เดินหน้า "สภาเดี่ยว"2โละ ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ ปฏิรูปที่มา อำนาจและการตรวจสอบ3เลิก ยุทธศาสตร์ชาติ แผนปฏิรูป ปลดโซ่ตรวนอนาคตประเทศ4ล้าง มรดกรัฐประหาร

เนื้อหา ที่ถูกวิจารณ์มากสุด คือ การเพิ่มอำนาจให้สภาผู้แทนราษฎรเข้าไปตรวจสอบศาลยุติธรรม ศาลรธน. การถอดถอนประธานศาลต่างๆ องค์รอิสระ และประเด็นยุบวุฒิสภา เหลือเพียงสภาเดี่ยว

เมื่อดูจากร่างทั้งหมด แก้ปัญหาระบอบประยุทธ์ก็จริง แต่ก็เอื้อให้เกิดเผด็จการสภาฯ กลายเป็น แก้ปัญหาหนึ่งแต่สร้างปัญหาหนึ่งขึ้น ถ้าพรรคใดพรรคหนึ่งใช้เงินซื้อเข้ามาเป็นเสียงข้างมากเบ็ดเสร็จก็เข้าคุมกลไกฝ่ายบริหาร ตุลาการ องค์กรอิสระ ได้ไม่ยาก

บทเรียนจากระบอบทักษิณที่ทำลายเจตนารมณ์ รธน. 2540 ซึ่งเป็นต้นแบบรธน.ที่ออกแบบการถ่วงดุล ตรวจสอบซึ่งกันและกัน และเป็นรธน.ที่ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุดอาจนำมาเป็นตัวอย่างได้

รัฐบาลยุคทักษิณได้แทรกซึมองค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ ปปช. กกต. ควบรวมพรรคเล็กพรรคกลางๆ วุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งซึ่งถูกออกแบบให้เป็นสภาตรวจสอบ ก็ถูกแทรกซึมไปหมด ระบบถ่วงดุลที่รธน.2540 สร้างไว้ถูกทำลาย รัฐบาลทักษิณมีปัญหาเรื่องคอรัปชั่น องค์กรอิสระไม่สามารถตรวจสอบอะไรได้ถูกแทรกซื้อจนง่อยเปลี้ยเสียขาที่เป็นที่มาของการชุมนุมต่อต้านการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ คอรัปชั่น สุดท้ายนำมาซึ่งการรัฐประหารของ คมช. ปี 2549

หากจะเปรียบแล้ว ร่างของภาคประชาชนฉบับนี้ ซึ่ง ปิยะบุตร มีบทบาทในการยกร่างได้ออกแบบโครงสร้าง อำนาจ สถาบันการเมือง สวิงสุดขั้ว ไม่ประนีประนอม ปรองดอง แต่เป็นร่างในอุดมคติ เป็นยุทธการที่เจ้าตัวเคยระบุว่า การจะผลักดันแก้ปัญหาโครงสร้างจะต้องยกเพดานให้สูงไว้เพื่อเกิดการต่อรอง ข้อเสนอจากร่างของปิยบุตร- รีโซลูชั่น จึงยังไม่ใช่ทางออกที่เป็นจริงกับการแก้วิกฤตความขัดแย้งทางการเมืองที่เป็นอยู่ แต่อาจเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤตเข้าไปอีก

ยิ่งหากเปรียบเทียบกับร่างแก้ไขรธน.ของภาคประชาชนฉบับไอลอว์ที่เสนอมาครั้งแรกเมื่อปีก่อนแตถูกตีตกจากรัฐสภา ก็เห็นความแตกต่าง ร่างไอลอว์ดูจะเหมาะสมในการแก้ปัญหาระบอบประยุทธ์ เพราะไม่ถึงขั้นให้ยุบวุฒิสภา แต่ให้เปลี่ยนเป็นมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ไม่ก้าวล่วงพรมแดนตุลาการเหมือนร่างของปิยะบุตรที่เสี่ยงจะใช้อำนาจ สภากดดัน ตรวจสอบศาลฎีกาทางอ้อม หากคำพิพากษานั้นไม่ถูกใจ สส. หรือนักการเมืองที่ตกเป็นจำเลยในคดีการเมือง คดีคอรัปชั่น

กระนั้น การที่ กลุ่มต้านระบอบคสช. ได้เสนอร่างภาคประชาชนเข้าสู่สภาถือว่า บรรลุเป้าหมาย เพราะผู้เสนอร่างเองไม่ได้หวังว่า รัฐสภาจะรับหลักการ เนื่องจากเสนอให้ยุบสว.ทิ้ง ทั้งที่หากต้องการให้รัฐสภารับหลักการ จะต้องมีเสียงของ สว. 1 ใน 3 แต่ต้องการสร้างกระแสความผิดหวัง จุดเชื้อความเกลียดชัง หล่อเลี้ยงม็อบใช้รณรงค์ยกร่างรธน.ใหม่ต่อเนื่องในช่วงหาเสียงเลือกตั้งไปจนถึงรัฐบาลหน้า

เป้าหมายของปิยบุตร คือปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ แน่นอนการจะบรรจุให้สำเร็จ ต้องเปลี่ยนความคิดคนขนานใหญ่ แต่ก็เสี่ยงต่อการเผชิญหน้ารุนแรงเป็นสงครามการเมืองได้

การต่อสู้ครั้งนี้ต้องใช้เวลาถึงจะสามารถผลักดันไปสู่เป้าหมาย เช่น แก้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เรื่องหมิ่นสถาบัน โดยเฉพาะการยกร่างรธน.ใหม่ ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะเจาะทะลวงไปถึงการแก้ไขในหมวด 1 และหมวด 2 สถาบันกษัตริย์ รวมไปถึง ตุลาการ องค์กรอิสระ

การรุกของขบวนการสามนิ้วครั้งนี้แม้แพ้ในสภา แต่ถือว่าชนะในอีกหนึ่งศึก เป็นศึกขยายพรมแดนความคิด และ ยุทธวิธีรบต่อเนื่องในเกมที่ยังอีกยาว แต่ข้อเสนอตามร่างแก้ไขรธน. หาใช่ การปรองดอง หรือ การแก้ปัญหาที่เหมาะสม

เป็นไปได้หรือไม่ ที่เราจะมีทางสายกลาง มิฉะนั้น ก็ไม่สามารถคลี่คลายวิกฤตความขัดแย้งได้ การไล่ล่าเอาคืนเวียนวนไม่จบสิ้นวง

*************************