ก้าวต่อไป"บิ๊กป้อม"หลังยึดพปชร..มุ่งหน้าปรับครม.ขอคุมมหาดไทย !

วันที่ 19 มิ.ย. 2563 เวลา 19:31 น.
ก้าวต่อไป"บิ๊กป้อม"หลังยึดพปชร..มุ่งหน้าปรับครม.ขอคุมมหาดไทย !
โดยทีมข่าว...โพสต์ทูเดย์

*****************

ถึงนาทีนี้ พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.)ตกอยู่ภายใต้เงื้อมมือ"บิ๊กป้อม"อย่างสิ้นเชิง เหลือเพียงพิธีกรรมและขั้นตอนตามกฎหมายที่จะทำให้"บิ๊กป้อม"เป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐโดยสมบูรณ์

ทั้งนี้แกนนำพรรคพปชร.ได้ฤกษ์งามยามดี จะยกกระบวนเทียบเชิญไปยังทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 23 มิ.ย.เพื่ออัญเชิญ"บิ๊กป้อม"มาเป็นหัวหน้าพรรค จากนั้น ในวันที่ 27 มิ.ย. จะมีการประชุมใหญ่ใหญ่สามัญประจำปี 2563 ณ ห้องแกรนด์ไดมอนด์ บอลรูม เมืองทองธานี เพื่อเลือกให้"บิ๊กป้อม"เป็นหัวหน้าพรรค พร้อมมีการเลือกตั้งกรรมการบริหารชุดใหม่ แทนชุดเดิม ที่ได้ลาออกไป

งานนี้ทุกอย่างราบรื่นไร้พลังต่อต้าน เพราะ "กลุ่ม 4 ยอดกุมาร"ซึ่งนำโดย นายอุตตม สาวนายน อดีตหัวหน้าพรรค และนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ อดีตเลขาธิการพรรค ในฐานะผู้บริหารพรรคเดิม ยกธงขาวยอมศิโรราบ ปล่อยให้"บิ๊กป้อม"และคนใกล้ชิด เข้าไปบริหารจัดการกันตามความสบายใจ

สิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า "กลุ่ม 4 ยอดกุมาร"ยอมยกธงขาว เพราะดูจากการตั้ง"คณะกรรมการเตรียมการจัดประชุมใหญ่" เพื่อกำหนดองค์ประชุมที่จะเข้าร่วมในการประชุมใหญ่ รวมทั้งร่างแก้ไขข้อบังคับพรรค จำนวน 8 คน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นคนที่"บิ๊กป้อม"ไว้ใจ ซึ่งประกอบไปด้วย นายไพบูลย์ นิติตะวัน เป็นประธานเตรียมการจัดการประชุมใหญ่ ส่วน นางนฤมลภิญโญสินวัฒน์ นายวิเชียร ชวลิต นายอนุชา นาคาศัย นายสันติ พร้อมพัฒน์ นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ และนายชัยวุฒิ ธนาคมนุสรณ์ เป็นคณะกรรมการ

ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ถ้าหาก "กลุ่ม 4 ยอดกุมาร"คิดจะสู้กับ"บิ๊กป้อม"ก็ย่อมได้ เพราะมีช่องให้พอจะสู้ได้นั้นคือ ต้องตั้งคนของตัวเองไปเป็น "คณะกรรมการเตรียมการจัดประชุมใหญ่"เพื่อกุมความได้เปรียบในการเลือกหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค เนื่องจากข้อบังคับพรรคพลังประชารัฐนั้น องค์ประชุมใหญ่ของโหวตเตอร์" นั้นเปิดกว้างมาก ซึ่งประกอบด้วย 4 ส่วน คือ 1. กรรมการบริหารพรรคไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการบริหารพรรคทั้งหมด (ชุดที่รักษาการ)

2. ผู้แทนของสาขาพรรคการเมืองไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสาขาพรรคการเมือง ซึ่งในจำนวนนี้จะต้องประกอบด้วยผู้แทนของสาขาพรรคการเมืองไม่น้อยกว่า 2 สาขา ซึ่งมาจากต่างภาคกัน 3. ตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด และ 4. สมาชิกพรรคการเมือง โดยทั้ง 4 ส่วนนี้ต้องรวมกันทั้งหมดไม่น้อยกว่า 250 คนจึงจะครบองค์ประชุมใหญ่ และการลงมติให้ถือเสียงข้างมาก

จากข้อบังคับพรรคดังกล่าว จำนวนเสียงชี้ขาดจึงอยู่ที่สมาชิกพรรค ซึ่งมีสิทธิมีเสียงเท่ากับส.ส.คือคนละ 1เสียงเท่ากัน ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าฝ่ายใด ระดมสมาชิกพรรคได้มากกว่ากัน ก็เป็นฝ่ายชนะ ยิ่งถ้า"คณะกรรมการเตรียมการจัดประชุมใหญ่"อยู่ข้างใด โอกาสชนะสูงลิ่ว เพราะเป็นผู้ทำหนังสือเชิญสมาชิกมาร่วมโหวต ซึ่งในความเป็นจริงไม่สามารถเชิญสมาชิกมาร่วมได้ทุกคน จึงเลือกจิ้มคนของตัวเองได้ตามสบาย

แต่เมื่อ"อุตตม"แกนนำกลุ่ม 4 ยอดกุมาร ในฐานะเป็นผู้รักษาการหัวหน้าพรรคไม่ตั้งคนของตัวเองไปเป็น"คณะกรรมการเตรียมการจัดประชุมใหญ่"เพื่อชิงความได้เปรียบ แต่ในทางกลับปล่อยคนของ"บิ๊กป้อม"ไปจัดการเสียหมด

ฉะนั้นทุกอย่างจึงจบลงชัยชนะแบบเบ็ดเสร็จของ"ลุงป้อม"โดยไม่ต้องลุ้นกันให้เหนื่อย

สำหรับคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ของพรรค พปชร.ยุค"บิ๊กป้อม"นั้น ที่น่าสนใจ คือ พล.อ.ประวิตร เป็นหัวหน้าพรรค นายอนุชา นาคาศัย ส.ส.ชัยนาท เลขาธิการพรรค นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง ผู้อำนวยการพรรค น.ส.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ หรือ ดร.ส้ม ส.ส.กทม.เป็นโฆษกพรรค ส่วน รองหัวหน้าพรรค 4 คน ประกอบด้วย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ

อย่างไรก็ตามประเด็นสำคัญหลังจากนี้ ต้องโฟกัสไปถึงการปรับคณะรัฐมนตรี(ครม.)ที่จะมีขึ้นในราวกลางเดือนก.ค.นี้ ซึ่งต้องจับตา"ลุงป้อม"จะทำหน้าต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีให้ตนเองและคนใกล้ชิด ได้มากขนาดไหน

ปรับครม.เที่ยวนี้"ลุงตู่-ลุงป้อม"ต้องออกแรงงัดข้อกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เป้าแรก"ลุงป้อม"ต้องการกลับมานั่งควบเก้าอี้ รมว.มหาดไทย ตามความต้องการเสียงเชียร์ของส.ส.ที่ร่วมกันผลักดันให้"บิ๊กป้อม"มาเป็นหัวหน้าพรรค ด้วยหวังให้ช่วยดูแล ส.ส.ในพื้นที่ รวมถึงการเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่น ที่จะเกิดขึ้นในปลายปีนี้ แทน "บิ๊กป๊อก" พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ซึ่งส.ส.สะท้อนเป็นเสียงเดียวกันผลงานไม่เข้าตา ไม่สามารถที่จะเข้าถึงได้ และไม่ช่วยเอื้อให้ส.ส.พลังประชารัฐสร้างฐานคะแนนนิยมในพื้นที่ จึงการให้"บิ๊กป้อม"ลงมาคุม

แม้ท้ายสุดหากไม่ได้ รมว.มหาดไทย อย่างน้อย"บิ๊กป้อม"ต้องกลับมานั่งคุม รมว.กลาโหมและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) เหมือนเดิมสมัย ยุคคสช.

ประเด็นเก้าอี้รมว.มหาดไทย นี้ ย่อมทำให้"บิ๊กตู่"คิดหนัก เพราะเป็นโควตาของ"บิ๊กป๊อก"มานาน เรื่องนี้ดีไม่ดีโอกาส 3ป.แตกคอกันสูง และยังไม่นับรวมถึงเก้าอี้ รมว.กลาโหม และสตช. ที่ "บิ๊กตู่"ยึดมาจาก"ลุงป้อม"โดยที่ยังไม่มีใครรู้ถึงเบื้องลึกเบื้องหลังที่"บิ๊กป้อม"ต้องเป็นรองนายกฯลอย อยู่ในขณะนี้ ซึ่งถ้า"บิ๊กตู่"ยอมคืนให้"บิ๊กป้อม"กลับไปดังเดิม คำถามคือในช่วงที่ผ่านมา เหตุใดจึงไม่ให้"ลุงป้อม"นั่งคุม

นอกจากนี้ยังมีเก้าอี้รมว.พลังงาน ซึ่งแกนนำพปชร.เปิดศึกแย่งชิงกันนัว ประกอบด้วย"สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ"รมว.อุตสาหกรรม -สันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง-ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ" ซึ่งตามรายงานเบื้องต้น"บิ๊กป้อม"รับปากจะให้"สุริยะ"มานั่ง เพื่อแลกกับการนำ"กลุ่มสามมิตร"มาหนุนให้เป็นหัวหน้าพรรค

ทว่า ก่อนหน้า"ลุงตู่"เคยเบรก"สุริยะ"มาแล้วโดยให้"สนธิรัตน์"มานั่งเป็นรมว.พลังงาน ในนาทีสุดท้าย แต่คราวนี้"สุริยะ"หวังเต็มที่ งานนี้แว่วว่า อาจมีคนกลางอย่าง "ไพรินทร์ ชูโชติถาวร"อดีต รมช.คมนาคมยุค คสช. อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด มาเสียบแทน

ปมการแย่งชิงกระทรวงพลังงาน จึงอาจเป็นระเบิดเวลาของรัฐบาลลุงตู่อีกกระทรวง

ด้านกระทรวงเศรษฐกิจถึงนาทีนี้"สมคิด-อุตตม-สนธิรัตน์"ยังรอสัญญาณชัดเจนจาก"บิ๊กตู่"ว่าจะให้อยู่หรือไป แต่ที่แน่"บิ๊กป้อม"ลอยแพ แล้ว

หลังจากนี้ต้องจับตา การปรับครม."บิ๊กป้อม"จะดันคนใกล้ชิดคุมเก้าอี้กระทรวงเกรดเอได้มากน้อยเพียงใด "บิ๊กตู่"จะยอมให้"บิ๊กป้อม"นั่งคุมกระทรวงไหน ต้องตามกันอย่ากระพริบ ไม่เกินกลางเดือนก.ค.รู้กัน !!!!