น้ำใจไทยในวิกฤต..สู้โควิดยามยาก

วันที่ 28 มี.ค. 2563 เวลา 21:03 น.
น้ำใจไทยในวิกฤต..สู้โควิดยามยาก
โดย...ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม

***************

ในสถานการณ์วิกฤตระดับโลก สังคมเต็มไปด้วยความเครียดจากการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อในประเทศไทยยังไม่หยุด ทั้งยังเป็นช่วงทางสองแพร่งว่า ประเทศไทศจะเดินตามรอยอิตาลี หรือ อเมริกาที่สถานการณ์ไวรัสโควิด-19 พุ่งสูง หรือ เราจะรวมพลัง สามัคคี สร้างเซอร์ไพรส์ ชะลอการแพร่ระบาดได้

การประกาศใช้ พ.ร.ก.ในสถานการณ์ฉุกเฉินยกระดับควบคุมสถานการณ์ในทุกเขตท้องที่ทั่วประเทศ คุมการเคลื่อนไหวของประชาชน ปิดห้าง ห้ามเดินทางข้ามจังหวัดถ้าไม่จำเป็น เป็นมาตรการที่อาจมาช้าไป แต่ก็ดีกว่าไม่มา เพราะตัวเลขผู้ป่วยเริ่มพุ่งก้าวกระโดด รัฐบาลเกิดความประมาท ไม่คุมเข้มพื้นที่เสี่ยงอย่างจริงจัง จึงเกิด ซูเปอร์สเปรดเดอร์ที่สนามมวยลุมพินี เกี่ยวข้องกับบิ๊กทหารที่เป็นผู้บริหารสนามมวย ที่ไม่ยอมปิดทั้งที่มีคำเตือนว่า เป็นจุดเสี่ยงของการแพร่เชื้อ

สนามมวยลุมพินี จึงกลายเป็น ขีปนาวุธ แพร่กระจายไวรัสโควิดให้กับอีกหลายร้อยชีวิตจนพบว่า หนึ่งในสาม ของคนไทยที่ติดเชื้อมาจากต้นทางสนามมวยแห่งนี้

การบริหารของพล.อ.ประยุทธ์ หลังออก พ.ร.ก.ฉุกเฉินและรวบอำนาจกฎหมายที่เกี่ยวข้องอีก 40 ฉบับ มาไว้ที่ตัวนายกฯเพียงผู้เดียว สะท้อนให้เห็นถึง การต้องการความเด็ดขาดต่อการแก้วิกฤตเพราะรัฐบาลขาดเอกภาพ เจ้ากระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพาณิชย์ ที่ต้องเป็นหลักในการสู้ศึกสงครามโรค อยู่คนละพรรค ทำงานตั้งรับ ยังเกิดปัญหาที่ประชาชนคาใจเรื่องการจัดหาหน้ากากอนามัย การจัดหาอุปกรณ์ทางแพทย์ที่ไม่ครบครัน

โครงสร้างการบริหารในการสู้วิกฤตรอบนี้ จึงไม่สามารถพึ่งพานักการเมืองในพรรครัฐบาลได้ พล.อ.ประยุทธ์ หันมาใช้ทีมหมอ และให้ปลัดกระทรวงในกระทรวงหลัก ทำหน้าที่กึ่งๆ เป็นแม่ทัพ ส่วนรัฐมนตรีไปทำงานรูทีนแทน

คณะแพทย์ ทีมหมอ ซึ่งมีความน่าเชื่อถือกว่านักการเมือง จึงเป็นผู้นำสารถึงประชาชน ใช้เหตุการณ์ที่อิตาลีที่ยอดตายพุ่งสูงสุดในโลกมาเป็นเครื่องเตือนสติคนไทย หากยังไม่ให้ความร่วมมือในมาตรการ Social distancing ภายใน 20 วันจากนี้ถึงวันที่ 15 เม.ย. ผู้ป่วยสะสมจะมีสูงถึง 25,225 ราย แต่ถ้าทุกคนตระหนักในระดับ 80% จะลดลงอยู่ที่ 7, 745 ราย

ไม่ว่า ประเทศไหนที่ขึ้นชื่อว่าเจริญแล้ว หรือ ระบบสาธารณสุขเข้มแข็ง การดูแลผู้ป่วยเยี่ยมยุทธ์ ก็ไม่มีหมอ เตียงคนไข้ อุปกรณ์เครื่องช่วยหายใจเพียงพอกับจำนวนผู้ป่วยเป็นหมื่น เป็นแสนได้ สิ่งที่เอาชนะได้ คือ ความร่วมมือของประชาชนเอง นี่จึงเป็นบทพิสูจน์ว่า ประชาชนประเทศไหนที่มีวินัย ไม่เห็นแก่ตัว ยอมกักกันตัวเองก็จะประสบความสำเร็จในการสกัดการแพร่เชื้อไวรัสมฤตยูตัวนี้

ประเทศไทยเองเผชิญกับความเครียด ข่าวร้ายกระทบต่อสุขภาพจิตของคนไทยมาตั้งแต่ต้นปี ทั้งปัญหามลพิษpm2.5 เหตุการณ์ยิงกราดที่โคราชเสียชีวิต 30 บาดเจ็บ 60 การปล้นร้านทองที่อุกอาจ จ.ลพบุรี กระทั่ง ครั้งนี้เป็นวิกฤตโลกของจริงบนความวิตก เราจะรับมือกับมันได้แค่ไหน!!

ทว่า ในยามวิกฤต อย่างน้อยเราได้เห็น สายธารแห่งมวลมหาน้ำใจของคนไทยที่ไม่ทอดทิ้งกัน ต่างระดมสรรพกำลัง ความช่วยเหลือให้ แพทย์พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ที่เป็นเหมือนขุนพล หรือ นายทหารด่านหน้า รับศึกสงครามโรคระบาดเพื่อคนไทยทั้งชาติ ถ้าหมอบาดเจ็บ โดนพิษไวรัสโควิดเล่นงาน ก็ต้องกักตัวหมอ พยาบาลที่เหลือ แล้วใครจะดูแลประชาชนในพื้นที่นั้น

ที่จ.ยะลา จากเดิมเป็นจังหวัดปลอดภัยเมื่อสัปดาห์ก่อน ไม่มีผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโควิด แต่วันนี้กลายเป็นจังหวัดที่มีผู้ป่วยติดเชื้อสูงถึง 40 คน พุ่งเป็นอันดับ 3 ของประเทศ แต่ถ้าเทียบจำนวนประชากรแล้วก็นำเป็นอันดับหนึ่ง แทนกรุงเทพ และ นนทบุรี สาเหตุเพราะมีประชาชนจำนวนหนึ่งไปที่ร่วมชุมนุมทางศาสนาที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซียเมื่อต้นเดือนมี.ค. ซึ่งมีผู้เข้าร่วมกว่า 10,000 คน จนต่อมามีผู้ติดเชื้อจากเหตุการณ์ครั้งนั้นกระจายเป็นจำนวนมากทั้งในมาเลเซียและ3 จังหวัดภาคใต้

ในจำนวนนี้ ผู้ติดเชื้อในยะลา 3 ราย แยกเป็นพยาบาล 2 ราย และแพทย์ 1 ราย ทั้งหมดอยู่ที่โรงพยาบาลบันนังสตา โรงพยาบาลนี้มีแพทย์ทั้งหมด 8 คน ต้องถูกกักตัว 14 วัน รวมกับพยาบาลทั้งหมด 21 ราย สุดท้ายต้องปิดโรงพยาบาลไปโดยปริยาย เพราะไม่มีเจ้าหน้าที่ หมอคอยให้บริการ

ที่โรงพยาบาลในอ.เมืองยะลา ตอนนี้อุปกรณ์เริ่มมีไม่เพียงพอ ทีมเจ้าหน้าที่จากห้องผ่าตัดต้องมาตัดชุดป้องกัน ชาวยะลาได้ร่วมกันบริจาคเงินซื้ออุปกรณ์ให้กับหมอจังหวัดตัวเอง เป็นภาพที่แชร์ส่งกำลังใจกันในโซเชียลคลื่นความช่วยเหลือทีมหมอ พยาบาล มีให้เห็นในหลายจังหวัด เป็นภาพที่ประทับใจคนไทยด้วยกันในยามวิกฤต

เช่นเดียวกัน เราเห็นภาพ นักธุรกิจหลายจังหวัด เสียสละยอมให้ใช้โรงแรมตนเองเป็นโรงพยาบาลสนาม หรือ สถาบันการศึกษา เช่น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ยอมให้ใช้โรงพยาบาลของมหาลัยจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม 308 เตียง รองรับผู้ป่วยโควิดแห่งแรกของประเทศ จนมีการขยายแนวคิดให้มหาวิทยาลัยหลายแห่งทั่วประเทศที่อยู่ช่วงปิดการเรียนการสอน เริ่มทำโรงพยาบาลสนามขึ้น

เรายังได้เห็น เจ้าของร้านอาหาร กลุ่มจิตอาสา ประชาชนคนธรรมดาในหลายจังหวัดทั่วไทย ทั้งเชียงใหม่ สงขลา ขอนแก่น พัทยา มากมายจนเอ่ยไม่หมด ณ ที่นี้ ทำอาหารแจกฟรีให้กับคนตกงานจากพิษโควิด ทั้งข้าวมันไก่ ขนมจีน น้ำยา ข้าวผัด ข้าวไข่เจียว จัดไว้เป็นชุดๆ

อีกหลายจังหวัด ทำอาหารแจกฟรีกับบุคลากรทางการแพทย์ เช่น ในเมืองพัทยา 1 รายการอาหารต่อคนเพื่อเป็นกำลังใจ หรือ หมูทอดเจ๊จง ชื่อดังในกรุงเทพ ทำข้าวกล่องแจก 4 โรงพยาบาลหลักในกทม. ให้กับบรรดาหมอและพยาบาลวันละ 1,200 ชุด

แม้แต่ไข่ไก่ ซึ่งตอนนี้เป็นสินค้าหายาก คนดีน้ำใจงาม จ.นครนายก นำไข่ไก่สดมาแบ่งเป็นถุงแจกจ่ายฟรีที่ริมถนน จนมีการแชร์ภาพชื่นชมกันในโลกโซเชียล ยังมีดารานักแสดง ที่มีชื่อเสียง เชิญชวนคนในวงการบันเทิง และเหล่าแฟนคลับ ร่วมกันบริจาคเงินคนละ 20 บาท รณรงค์เป็นแคมเปญใหญ่นำเงินไปให้กับเจ้าหน้าที่ทีมแพทย์และพยาบาล ที่ทำงานหนัก ยอดวันที่ 25 มี.ค.อยู่ที่ 11 ล้านบาท

ภาคเอกชน บริษัทยักษ์ใหญ่ผู้ได้กำไรมาช้านาน ทุนใหญ่บริจาค 100 ล้านสร้างโรงงานผลิตหน้ากากอนามัย บ้างมอบแอลกอฮอล์ให้กับสถาบันการศึกษา โรงพยาบาล หน่วยราชการที่ขาดแคลน บริษัทประกันภัยบางแห่งทำประกันไวรัสโคโรนา ให้แพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์หลายหมื่นกรมธรรม์ ทุนประกันรวม 2.6 หมื่นล้านบาท

นี่ไม่ใช่ครั้งแรก ที่คนไทยร่วมกันระดมความช่วยเหลือเพราะเราเป็นคนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ชอบบริจาค ทำบุญ ก่อนหน้านี้ เหตุการณ์สึนามิปี 2547 มีผู้เสียชีวิตหลายพันคน ความสูญเสียมากมาย ไทยทั่วไทยก็ร่วมบริจาคเงิน สิ่งของ ช่วยผู้ยากไร้ที่ได้รับผลกระทบ หรือ เหตุการณ์ความรุนแรงใน 3 จังหวัดภาคใต้ เราต่างระดมเงินบริจาคช่วยเหลือ กระทั่ง นักร้องดังพี่ตูนวิ่งจากภาคใต้ไปเหนือสุดแดนสยามเพื่อช่วยหาเงินซื้ออุปกรณ์ทางแพทย์ให้ 11 โรงพยาบาลที่ขาดแคลนได้เงินสมทบ 1,300 ล้านบาท

สงครามรอบนี้ยังไม่รู้จะจบลงอย่างไร จะลากยาวแค่ไหน หรือ นี่ยังแค่ยกแรก แต่ปรากฏการณ์ความช่วยเหลือที่เกิดขึ้นทำให้เห็นว่า คนไทยที่ไม่ทิ้งกัน โดยเฉพาะคนเล็กคนน้อย ที่ตกงานจะต้องได้รับการดูแลจริงจังจากทุกฝ่าย ความร่วมมือเหล่านี้จะช่วยให้เหตุการณ์คลี่คลายลงเพื่อแพทย์ พยาบาลทีมสาธารณสุข ขุนพลสู้ศึกครั้งใหญ่ การเมืองที่เคยขัดแย้งมาก่อนหน้านี้ ต้องเว้นวรรค ลดระดับการด่าทอโจมตีลง

โดยเฉพาะพวกที่ฉกฉวย หาประโยชน์ ค้ากำไร เอาเปรียบประชาชนในสถานการณ์วิกฤต ไม่ว่า ทั้งปัญหาหน้ากากอนามัย กักตุนไข่ไก่ สินค้าอุปโภค มิฉาชีพหลอกลวงฉวยโอกาสเอาเงินเยียวยา ผู้นำรัฐบาล เมื่อมีอำนาจเด็ดขาด ราวกับได้ใช้ ม.44 เหมือนตอนรัฐประหาร ต้องกล้าเช็คบิลจริงจัง อย่าให้คนเหล่านี้ยิ่งถ้ามีอำนาจด้วยแล้ว มาซ้ำเติมประชาชนคนไทย ต้องจับเข้าคุกให้เข็ดหราบ ไม่ให้มีที่ยืนในสังคม

**************************